"ฟ่งเอ๋อ งั้นฉันขอเดานะ แสดงว่ายัยฉีเหม่ยอะไรนี่ เป็คนวางยาพิษพวกเราหรอ"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันกับเ้านั่นแหล่ะ แต่ข้าคิดว่าแม่นางฉีเหม่ยไม่ได้เป็คนทำ"
"อ้าว งั้นแสดงว่าคุณเองก็คงไม่รู้สิ ว่าจริงๆแล้วพวกเราตายเพราะใคร"
"ด้วยเหตุเช่นนี้ถูกต้องทุกประการแล้วเฟยเฟย ตัวข้าเป็ิญญาที่ตายมาแล้ว แต่ตัวเ้ายังมีเืเนื้อเชื้อไข ข้าว่าเ้าสามารถไขปริศนานี้ได้ ข้าเชื่อมั่นในความเก่งกาจของเ้ายิ่งนัก"
เพนนีมองอวี๋เฟิงฟ่งด้วยความงุนงง "เดี๋ยวก่อนนะ ฉันไปจะช่วยคุณไขคดีได้ยังไงกัน ฮ่าๆๆๆๆ เหมือนดูละครตลกอยู่เลย คุณดูสิ ขนาดคุณตายคุณยังไม่รู้สาเหตุ แล้วคุณยังติดใจในการตายของตัวเองอีกนะฟ่งเอ๋อ แล้วคุณคิดว่าฉันจะไม่ติดใจการตายของตัวเองบ้างรึไง คุณเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน คุณคงไม่รู้สินะ เวลาอีก 3 เดือนที่พูดกันนั่นคือฉันต้องตายเลยนะคุณฟ่ง ตายไม่ใช่ธรรมดา ตายด้วยการถูกแทง ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาแทงฉัน ฉันยังไขปริศนาการเวียนว่ายตายเกิดของตัวเองไม่ได้เลย เอาแบบนี้ มาแลกกันมั้ยล่ะ ถ้าคุณช่วยไขปริศนาการตายของฉันได้ ฉันก็จะช่วยไขปริศนาการตายของคุณในชาติที่แล้ว"
เพนนียื่นเสนอข้อแลกเปลี่ยนกับอวี๋เฟิงฟ่ง
"เฟยเฟย มันไม่ใช่แค่การตายของข้านะ แต่นับรวมว่ายังเป็การตายของเ้าอีกด้วย นี่คือการตายของพวกเรานะ"
เพนนีได้ฟังแล้วก็หัวเราะ "อย่างว่าฉันเป็อย่างงั้นอย่างงี้เลยนะคุณฟ่ง ฉันน่ะไม่ได้อยากรู้หรอกไอ้การตายในชาติที่แล้ว มันเป็ร้อยปี เผลอๆถึงพันปีด้วยคุณเป็สาวงามสองพันปีจากพวกนิยายจีนรึเปล่าเนี่ย มาตรฐานความงามก็ดูเป็ไปได้อยู่น้าาาา"
"หยุดพูดเล่นนะเฟยเฟย ข้าอายุไม่ถึงสองพันปี แค่เพียงพันกว่าปีเท่านั้น"
"โอ้โห อายุเยอะเหมือนกันนะเนี่ย"
"แล้วข้าบอกให้เ้าเรียกข้าว่าอะไร ทำไมไม่จดจำ เ้านั่นแหล่ะต่อให้จะเกิดใหม่แล้วผ่านมาเป็พันปีหรือหมื่นปี ก็ยังไม่สามารถละทิ้งนิสัยเดิมๆของเ้าลงได้"
เพนนีเริ่มรู้สึกถึงคุกรุ่นที่ปะทุขึ้นมาภายในใจตนเอง เพราะไม่มีกล้าพูดแบบนี้กับเธอ
"คุณฟ่ง ฟ่งเอ๋อ คุณไม่มีสิทธิ์มาว่าฉันนะ ฉัน เพนนี คนเดียวที่จะมีสิทธิ์มาว่าฉันคือตัวฉันเอง ดังนั้นคุณไม่มีสิทธิ์ แล้วอีกอย่างที่ฉันอยากให้คุณรู้คือ สิ่งที่ฉันติดใจไม่ใช่ปริศนาการตายของชาติที่แล้วยุคจีนโบราณอะไรนั่น แต่ที่ฉันอยากรู้คือทำไมฉันต้องมาวนเวียนอยู่ในวัฏจักรบ้าๆนี่ ฉันต้องทนเห็นตัวเองเ็ปด้วยความทรมานซ้ำ ทนเห็นนายพงษ์ตายไปต่อหน้าต่อตา ศพนี่อยู่ข้างๆกันเลย แถมเื่ราวหลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้รับรู้ แฟนต้องใช้ชีวิตต่อไปยังไง ฉันว่ามันคงเ็ปมากกว่าที่คุณเจ็บอีกซะด้วยซ้ำ"
ดังนั้นด้วยนิสัยเอาตนเองเป็ที่ตั้งของเพนนีจึงไม่ได้สนใจใครคนอื่นมากนัก
"มากเกินไปแล้วนะแม่เฟยเฟย การที่ต้องตายซ้ำๆของเ้ามันไม่ได้หมายความว่าเ้าต้องเป็คนเดียวที่เ็ป แต่การที่ข้าต้องทนอยู่มานานนับพันปีนี่พูดกับผู้ใดก็ไม่ได้ ไม่มีผู้ใดพบเห็นหรือได้ยิน มันช่างทรมานไม่ต่างกัน ฟังนะอวี๋เฟิงเฟย ข้าจะไม่พูดว่าตัวเองเ็ปหรือทรมานกว่าผู้ใด เพราะข้า — อวี๋เฟิงฟ่งผู้นี้ไม่ได้เอาตนเองเป็ที่ตั้งเหมือนคนบางคน"
ถึงแม้จะเป็แฝดพี่ที่รักแฝดน้องมาก แต่อวี๋เฟิงฟ่งก็เป็ผู้ที่ไม่ยอมใครเหมือนกัน เพราะหากจะให้ยอมนางก็ย่อมสามารถทำได้ แต่นางก็ไม่ได้อยากที่จะยอมตลอดไป มิฉะนั้นเฟยเฟยจะไม่รู้จักถึงการเอาใจใส่ผู้อื่นและต้องกลายเป็คนเห็นแก่ตัว นางจึงยอมไม่ได้
"อวี๋เฟิงฟ่ง ถ้าคุณจะพูดแบบนี้ก็ตามใจ แต่ฉันขอบอกว่าบ้านของฉัน ไม่สิ คฤหาสน์ของฉัน ทุกส่วนทุกชิ้นทุกอย่างของที่นี่ ไม่ต้อนรับิญญาเร่ร่อนแบบคุณ กรุณาเชิญย้ายเอาตนเองออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นคุณได้เจอพวกพ่อมดหมอผีแน่"
"ข้าไม่กลัวพวกหลอกลวงพวกนั้นหรอก แต่ข้าจะไป เพราะข้าเองก็มีศักดิ์ศรีในตัวข้าเช่นกัน"
อวี๋เฟิงฟ่งพูดจบแล้วจึงรีบหายวับไป
"จนกว่าคุณจะมาขอโทษฉัน ฉันถึงหายโกรธ อนุญาตให้คุณเข้ามาที่นี่ ห้ามแอบเข้ามาโดยพลการ ฟังไว้ด้วย"
แต่เพนนีก็คงไม่ได้รับรู้ว่าอวี๋เฟิงฟ่งก็ไม่ได้รับฟังเช่นกัน เพราะหญิงสาวจากไปด้วยความโกรธ
เพนนีที่มีอารมณ์หงุดหงิด้าหาที่ระบายอารมณ์จึงกดกริ่งหาหัวหน้าแม่บ้าน
"ป้าวรรณคะ นายพงษ์กลับมาถึงบ้านรึยัง"
"ยังนะคะคุณเพนนี เอ๊ะ เดี๋ยวนะคะ นั่นไงคะรถคุณภาสขับเข้ามาจอดแล้ว คุณภาสกำลังจะลงจากรถแล้วค่ะ เดี๋ยวป้าเรียกให้นะคะจะกางร่มให้ด้วยดูท่าอากาศไม่ค่อยจะดี"
"ไม่ต้องหรอกค่ะป้า ขอบคุณมากค่ะ เดี๋ยวฉันโทรหานายพงษ์เอง"
เพนนีพูดเสร็จแล้วจึงวางสายไปแล้วรีบกดเบอร์โทรศัพท์ ที่เมมเบอร์เอาไว้ว่า เบ๊พงษ์
พงษ์ที่กำลังเดินเข้าคฤหาสน์มาด้วยอารมณ์ดี เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์จึงหันไปกดรับ
"สวัสดีครับคุณเพนนี มีอะไรให้ผมรับใช้ครับบบบ"
"พูดมากจริงๆไอ้พงษ์"
"อุ้ยยย!! เดี๋ยวนะครับ ขึ้นสรรพนามแบบนี้แสดงว่า มีเื่อะไรเกิดขึ้นแน่ๆเลย รอสักครู่นะครับเดี๋ยวรีบขึ้นไปหาครับบบบบ"
"เร็วๆเข้า ฉันให้เวลา 1 นาทีรีบขึ้นมา บันไดก็สั้นกว่าคฤหาสน์ที่อื่นตั้งเยอะ เร็วๆเข้า"
"ครับผม" เมื่อได้ยินดังนั้นพงษ์จึงรีบกดวางสายในทันที
"เอ้า ไอ้บ้านี่ ฉันยังไม่พูดไม่จบกล้ามาวางสายใส่ ดูสิขนาดไอ้พงษ์ยังอวดดี ไม่สนใจฉันเลย แล้วโลกใบนี้จะมีใครใจดีกับฉันบ้างมั้ย ขนาดยัยฟ่งเอ๋อที่มาบอกว่าเป็พี่สาวฝาแฝดชาติที่แล้ว ดูท่าทางติ๋มๆ หงิมๆ เรียบร้อย ยังกล้ามาด่าฉันเลย หมดแล้วชีวิตคุณนายเพนนี หมดสิ้นหน้าตาแน่ๆ ฮือออออออ"
พงษ์รีบเปิดประตูเข้ามา "โวยวายอะไรกันครับคุณเพนนี ผมอยู่บนบันได ยังได้ยินเสียงโวยวายคุณเลย บอกแล้วเสียงดีแบบนี้ไม่เป็นักร้องก็ไปเป็นักแสดงเถอะครับ"
"เอาอีกแล้วนะ ขนาดแกยังว่าฉันเลย ชีวิตฉันมันอนาถแท้ๆ"
"โถ ใจเย็นๆนะครับคุณเพนนี ผมก็แค่ล้อเล่น ว่าแต่ไอ้ที่คุณให้ผมไปสืบน่ะ ผมขอบอกก่อนว่ายังไม่เจอข้อมูลอะไรสักอย่างเลย คือมันหายากมากๆเลยครับ ไม่งั้นคงต้องไปถามพวกอาจารย์พวกสาขาโบราณคดี สาขาประวัติศาสตร์แล้วล่ะ แต่กว่าจะยื่นจดหมายยื่นเมลล์เข้าขอพบได้ก็อีกนานเลย คิวเขายาวจริงๆนะ"
"พักเื่นั้นไว้ก่อนไอ้พงษ์ ฉันว่าจะให้แกไม่ต้องสืบหาข้อมูลให้เหนื่อยล่ะ เพราะวันนี้หลังจากที่แกเดินลงบันไดไป ฉันก็เจอเื่อัศจรรย์มากๆ"
เมื่อรู้ว่าจะได้บอกเล่าและเมาท์เื่ราว เพนนีก็เริ่มมีอารมณ์ที่สดใสขึ้น
"นี่พงษ์แกฟังนะ ไอ้เื่ที่พอฉันใส่แหวนน่ะ ฉันได้ยินเสียงพูดจริงๆ ไม่ได้หูฝาดด้วย แต่เสียงนั้นมันไม่ใช่เสียงคน"
"จะเล่นมุกเสียงนกเสียงกาแน่ๆ"
"นี่ แกดูหน้าฉันสิ ฉันพูดเล่นอยู่กับแกมั้ย แล้วจะให้เล่าต่อรึเปล่า หรือจะให้ฉันสั่งให้แกไปสืบแล้วทำงานหนักแบบสิบวันสิบคืน ไม่ต้องนอน พอเห็นกำลังอารมณ์ดีแล้วก็ชอบมายั่วโมโห"
"โอ้โห คุณเพนนี เล่าต่อเลยครับ ผมไม่กวนแล้ว"
พงษ์หยุดเล่นเพราะรู้ว่าเมื่อเวลาคุณเพนนีโกรธขึ้นมาที เธอจะเล่นงานคนอื่นอย่างหนัก จนกว่าเธอจะหายโกรธ พงษ์แอบคิดว่าในใจ
"นิสัยแบบคุณเพนนีนี่ไม่ดีเลยจริงๆ ์ครับผมอยากให้ท่านส่งคนสักคนมาช่วยขัดเกลาคุณเพนนีทีครับบบบ ก่อนที่คุณนายเธอจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปมากกว่านี้"
ซึ่งสิ่งที่พงษ์แอบคิดในใจนั้นเขาไม่รู้เลยว่า ตอนนี้มันได้เกิดขึ้นมาก่อนคำขอของเขาแล้ว
"ก็เสียงที่ได้ยินนะ เสียงแรกในห้องรับแขกตอนนายบวรมา นั่นเป็เสียงของหญิงวัยกลางคน แต่แกรู้มั้ย ตอนอยู่บนพอสวมแหวนฉันได้ยินเสียงอะไร ไม่ๆ ฉันจะไม่ให้ช่องว่างแกพูด เดี๋ยวพูดแทรกฉันหมดอารมณ์จะคุย แต่ให้แกทายแกก็คงเดาไม่ถูก เพราะเสียงที่ฉันได้ยินบนห้องน่ะ มันเป็เสียงของผู้หญิง ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าฉันซะอีก แต่เห็นแล้วสบายใจ แถมเธอยังดูสวยมากด้วย ถ้าแกเห็นนะรับรองเลย ไอ้พงษ์แกชอบเธอแน่"
"โถ คุณเพนนีครับมาจับคู่อะไรมั่วซั่ว ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้น เธอสวยขนาดไหนหรอครับ แล้วคุณเพนนีรู้ได้ไงว่าผมจะชอบ"
พอได้ยินเพนนีพูด พงษ์ก็บรรยายรูปร่างหน้าตา ลักษณะนิสัยใจคอของหญิงสาวเอาไว้ในใจ
"ก็ทำไมไม่แกถึงจะไม่ชอบล่ะ เธอน่ะสวยเหมือนฉันเลย"
"พลั่กกกกกก" พงษ์ที่กำลังดื่มน้ำดับกระหายอยู่ได้พ่นน้ำออกมา
"อี๋ สกปรก แหวะ จะอ้วก ผู้ชายทุเรศ ทุเรศที่สุดเลย"
"แหม่ ! คุณเพนนีครับ นี่คุณฝันสูงไปรึเปล่าครับว่าผมจะชอบผู้หญิงลักษณะแบบคุณ ไม่ๆๆๆๆ ไม่มีทางไอ้พงษ์สาบานเลย เกิดได้ผู้หญิงหน้าตาท่าทางแบบคุณมาเป็แฟนผมต้องปวดหัวแบบคุณธนาแน่"
"อื้อหื้อ ไอ้นี่มันชอบจี้ปม คุณธนาเขาไม่ได้ปวดหัวหรือเครียดเพราะคบกันฉันย่ะ ที่เค้าเครียดเพราะคุณแม่เฟื่องทองนู่น ไม่ให้เราสองคนแต่งงานกัน แล้วพงษ์จ๊ะ ฉันจำได้นะเมื่อกี้แกด่าว่าฉันฝันสูงหรอ ไอ้บ้านี่ ว่าฉันมากๆ ระวังเถอะ ฉันแช่งให้แกไม่มีเมียแน่ชาตินี้"
พูดจบแล้วเพนนีก็ยกมือไหว้ต่อ
"สาธุ ท่านทั้งหลายคะ ไอ้พงษ์มันเริ่มว่าฉันก่อน ฉันขอให้มันต้องอยู่คนเดียวเลย ให้สมกับที่มันปากมาก มาว่าดิฉันฝันสูง เพี้ยงๆๆๆๆ"
"พอเถอะครับคุณเพนนี ไอ้พงษ์ไหว้ล่ะ ผมขนลุกไปหมด กลัวมันจะเป็จริงขึ้นมา"
ด้วยความที่พงษ์เป็คนเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้วเขาจึงรู้สึกขนลุกเหมือนว่าคำพูดของคุณเพนนีมันจะกลายเป็เื่จริง คิดได้อย่างนั้นพงษ์จึงรีบเบี่ยงความสนใจกลับไปที่เื่เดิม
"ว่าแต่คุณผู้หญิงคนนั้นที่หน้าตาเหมือนคุณเพนนีเขามาในรูปแบบไหนหรอครับ"
"จะรูปแบบไหนได้ เค้าก็มาแบบเป็ิญญาน่ะสิ"
"ห๊าาาาา!!! แบบิญญา แสดงว่าคฤหาสน์ที่นี่มีิญญามาอาศัยอยู่ก่อนเราสร้างหรอครับ เฮี้ยนจริงๆ ผมล่ะกลัวเื่พวกนี้ เราหาทางตายแล้วเกิดใหม่เพื่อย้ายที่อยู่กันเถอะครับ"
"ไอ้พงษ์ ตั้งสติก่อน แกจะมาหาทางตายอะไรอีก ไหนแกบอกชาตินี้เื่ราวมันจะเปลี่ยนไปไง เพราะมันต่างจากชาติก่อน ตรงที่เราได้เจอแหวนทองหัวสิงห์อันนี้ ละแกจะบ้ารึไง มาพูดตงตาย ไม่เป็มงคล นี่แล้วจะฟังต่อมั้ยว่าฉันกับเธอคุยอะไรกัน หรือไม่อยากฟัง ถ้าไม่ฟัง ฉันก็จะไม่เล่า เปลืองน้ำลาย ฉันล่ะเมื่อยปากจริงๆ"
"แหม่!! ใจร้อนอีกแล้วนะครับ ฟังสิครับฟัง เดี๋ยวผมไปหยิบน้ำให้ก่อนนะครับแล้วจะรีบขึ้นมา คุณเพนนีจะได้เล่ายาวๆกล่อมให้ผมนอนหลับเพลินๆไปเลย อากาศยิ่งครื้มๆ เหมือนฝนจะตกอยู่ นี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว"
"พงษ์ ได้ยินแกพูดละนึกขึ้นได้ แกลืมไปรึเปล่า มันจะมืดได้ยังไง นี่มันเพิ่ง่บ่าย"
"จริงๆนะครับคุณเพนนีตอนผมขับรถเข้ามาในคฤหาสน์นี่ฟ้ามืดเลย น่ากลัวมาก แถมลมแรงด้วย แต่ฝนยังไม่ตก ผมยังกลัวไอ้ต้นไม้ใหญ่หน้าประตูทางเข้ามันโค่นล้มขวางอยู่เลย"
ซึ่งพงษ์ก็หารู้ไม่ว่า ความจริงแล้ว ฟ้าที่ครื้ม และลมพัดแรง มันมาจากอารมณ์โกรธและฉุนเฉียวของอวี๋เฟิงฟ่งตอนที่ทะเลาะกับเพนนีแล้วแยกจากกัน
"เออั้แ่เจอแหวน มีแต่เื่แปลกๆเกิดขึ้น อย่ามัวโอ้เอ้ ลงไปเอาน้ำมาเร็วๆ ฉันจะเล่าต่อ ขอน้ำผึ้งมะนาวนะกันเจ็บคอ รีบไปเอามาเลย"
"ครับคุณนายเพนนี รอผมสักครู่นะครับ เดี๋ยวจะมาพร้อมกับน้ำผึ้งมะนาวแบบหวานๆเลย เอาให้ชุ่มคอออออ"
พงษ์พูดแล้วรีบหันหลังเปิดประตูห้องแล้วปิด จากนั้นจึงรีบลงบันไดอย่างรวดเร็ว
"ลีลาท่ามาก มันไปติดไอ้นิสัยเยอะๆแบบนี้มาจากใคร"
ถ้ามีกระจกอยู่ตรงนั้นและเพนนีหันไปมอง เธอก็คงจะคิดได้ว่า พงษ์คงติดนิสัยแบบนี้มาจากเธอนั่นเอง