ถึงวันที่เริ่มเดินทางในตอนเช้าตรู่สามเณรและภิกษุชราได้ออกเดินทางไปตามถนนได้ซักพักก็ถนนก็หายไปเหลือแค่เพียงป่าไม้สีเขียวจนตะวันใกล้ตรงหัวพระภิกษุชราจึงจึงหาที่เพื่อฉันภัตตาหารเพลกันเมื่อภัตตาหารเพลเสร็จพระชราจึงถามสามเณรว่า“เหนื่อยไหมเณร“พร้อมกับรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน“เหนื่อยมากครับ“สามเณรน้อยตอบ“ทนอีกหน่อยนะเดินไปอีกนิดหนึ่งก็จะมีน้ำตกอยู่ข้างหน้าเมื่อไปถึงแล้วเราจะปักกลดพักที่นั่นกัน“เมื่อทำความสะอาดล้างบาตรเสร็จก็เก็บสัมภาระและเดินไปอีกประมาณ1ชั่วโมงก็เจอน้ำตกและอากาศที่เย็นสบายทำให้รู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาจากนั้งทั้ง2ก็นั่งปักกลดของตนเรียบร้อยก็ทำการก่อไฟเพื่อกันสัตว์ป่าไม่ให้มารบกวนเมื่อความมืดคืนคลานเข้ามาภิกษุและสามเณรทั้ง2รูปเมื่อสวดมนต์ทำวัตรเสร็จแล้วก็นั่งสมาธิเจริญภาวนาเสียงจิ้งหรีดเรไรเสียงดังระงมไปทั่งทั้งป่าทันใดนั้นก็มีสีคำรามแผดเสียงดังไปทั่วป่ามันเป็เสียงจ้าวแห่งพงไพรผู้เป็เ้าของเขตของมันจากเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยดังระงมบัดนี้ได้เงียบสงัดทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นที่พร้อมจะะเิออกมาตอนนี้จิตใจของเนสไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสายตาคอยหันซ้ายทีขวาทีด้วยความใและความกลัวจนมีเสียงกิ่งไม้หักค่อยๆเข้ามาใกล้ๆจากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเป็เสียงที่อ่อนโยน“ไม่ต้องกลัวเขาไม่ทำอะไรหรอกเขาแค่มาหากินของเขาเท่านั้นเองแผ่เมตตาให้เขาด้วยล่ะ“ซักพักก็เห็นเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่เดินลงมากินน้ำและเดินวนที่รอบกลดของทั้ง2 3รอบจากนั้นก็มาหมอบลงตรงหน้าของทั้ง2จากนั้นก็ลุกขึ้นและหายเข้าไปในป่าไม่นานเสียงจิ้งหรีดเรไรก็เริ่มดังระงมป่าอีกครั้งเมื่อเวลาเริ่มดึกสงัดอากาศเริ่มเย็นมากขึ้นจนน้ำค้างหยดลมกระทบใบใม้เสียงดัง“เบาะแปะ“หลวงตาจึงพูด“ถึงเวลาอันสมควรแล้วจำวัดเถอะ“พรุ้งนี้ต้องตื่นแต่เช้านะในตอนเช้าตรู่ทั้ง2ตื่นมาทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยก็เก็บของและเดินทางกันต่อสักพักหนึ่งก็เจอกับหมู่บ้านทั้ง2ได้เดินเข้าไปภายในหมู่บ้านก็มีชาวบ้านมายืนรอตักบาตรทั้งทีในป่าแบบนี้ไม่น่าจะมีพระสงฆ์เข้ามาบิณฑบาตรในที่กันดารแบบนีี้แต่แปลกที่ชาวบ้านทุกคนที่มาใส่บาตรเนสจะมองยังไงก็ไม่เห็นหน้าไม่ถนัััััััััััััััััััััััััััััััััััััััััััััััดเลยเมื่อเนสกำลังจะเอ่ยหลวงตาแต่ก็ทำเสียง“กะแอม“เป็สัญญานว่าอย่าเพิ่งถามจนถึงบ้านสุดท้ายซึ่งเป็บ้านสุดท้ายก็มีชาวบ้านมาตักบาตรในระหว่างที่ตักบาตรนั้นหลวงตาก็จึงพูดกับชาวบ้านว่า“พ่อใหญ่เป็อย่างไรบ้างไข้ป่ามันระบาดหนักเลยนะปีนี้“ชาวบ้านจึงตอบ“ใช่ครับท่านตอนนี้หมดหมู่บ้านแล้วไม่เหลือใครเลย“จากนั้นชาวบ้านคนนั้นก็น้ำตาไหลออกมาและพูด“ถ้าท่านไม่มาโปรดพวกเราก็คงไปเกิดกันไม่ได้แน่เลยครับท่าน“จากนั้นหลวงตาก็ยิ้มและเดินต่อพอเดินมาได้ซักพักจึงหาที่เหมาะๆนั่งฉันภัตตาหารเช้าระหว่างที่ฉันอยู่นั้นเนสจึงถามข้อสงสัยที่ค้างคาใจอยู่“หลวงตาคับทำไมชาวบ้านที่นี่มันแปลกๆนะคับโยมเมื่อกี้มันก็พูดแปลกๆอย่างเช่นหมดหมู่บ้านแล้วไม่เหลือใครเลยเหมือนกับว่าตายกันทั้งหมู่บ้านอย่างงัั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้นแหละคับหลวงตา“หลวงตาเมื่อได้ยินก็หันมายิ้มและพูด“ก็ใช่น่ะสิเณร“แค่เพียงคำตอบนั้นทำให้เนสอึ้งไปซักพักหนึ่งกับคำพูดของภิกษุชราจากนัั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้ั้นจึงเนสพูดต่อ“จริงหรอครับหลวงตาแล้วเมื่อเช้านี้คนที่ใส่บาตรล่ะเมื่อเช้าล่ะครับ“ตอนนี้เนสรู้สึกหน้าเสียมากเนื่องจากประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเช้ามันคืออะไรแล้วใครมาใส่บาตรเราเมื่อเช้ากันหลวงตามองหน้าก็จึงรู้และพูด“ก็พวกเขานั้นแหละแต่พวกเขาไม่มีกายเนื้อแล้วพวกเขาเป็เปรตที่ยังติดอยู่ที่นี่เพราะมีกรรมที่ยึดติดด้วยความโลภโกรธหลงตามแรงกรรมพี่ได้ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้นั่นเองจงดูไว้เป็อุทาหรณ์ว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราไม่สามารถเอาอะไรไปได้เลยแม้แต่เหรียญที่เขาใส่ปากเราก็ตามและจงปลงเสียเถิดว่าชีวิตนี้มันไม่เที่ยงแท้“เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จทั้ง2ก็เก็บของเพื่อเดินหน้าไปต่อเพื่อไปยังที่่่่่่ต่อไป
เวลาผ่านไป3เดือนเนสได้ฝึกใช้วิชาจากหนังสือมนต์ขาวและมนต์ดำได้สำเร็็็็็็็็็็็็็็็็็็็็็็็็็็จโดยหลวงตาสอนให้โดยแตกฉานจนเนสอายุได้18ปีเนสได้ลาสึกขาเพื่อไปเรียนต่อที่มหาลัยต่อโดยการสอบเทียบโอนเข้าไป