หิมะโปรยปรายบ่งบอกถึงการมาเยือนของฤดูเหมันต์ ในศาลากลางน้ำหลังน้อยรายล้อมไปด้วยคบไฟและกำยานหอม บุรุษร่างโปรงห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ไม่กี่ชั้นเหยียดกายบนตั่งที่ปูด้วยฟูกนุ่มหนาแน่นหนุนแขนตนเองเหม่อมองท้องฟ้าที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงจันทรา
ย่างเข้าเดือนที่ห้าแล้วั้แ่มาอยู่ในโลกนิยายแห่งนี้ มีเื่มากมายให้อันจื่อเทาได้คิดทบทวน เื่แรกคือเนื้อเื่นิยายที่เหมือนจะคลาดเคลื่อน สิ่งที่เกิดในนิยายบางเหตุการณ์ไม่เกิด แต่บางอย่างที่ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นบ่อยเสียจนเ้าของนิยายอย่างแดเนียลมึนงงไปหลายวัน
อย่างเช่นโศกนาฏกรรมของหลัวผู่เยว่ที่เทพจันทราเคยมาเตือนไว้เมื่อหลายเดือนก่อนยังไม่มีวี่แววจะเกิดขึ้นเลย เป็เื่น่ายินดีแต่อีกนัยหนึ่งก็เป็สิ่งยืนยันว่านิยายเื่นี้พล็อตบางอย่างได้เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของตัวละครในแต่ละ่
ก็นะ เล่นแหกพล็อตกระทั่งคนเขียนไม่เปลี่ยนไปเลยสิแปลก
ทว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนไม่ได้มาง่ายดาย เื่บางอย่างมีผลดีก็ต้องมีผลเสีย นิยายเื่นี้ก็เช่นกัน เราสามารถเปลี่ยนพล็อตเลวร้ายที่รู้ล่วงหน้าได้ ตรงกันข้ามเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดจากการกระทำก็ไม่สามารถรู้ได้ล่วงหน้าเช่นกัน สรุปง่ายๆ ก็คือนอกจากสกิลโชคดีเหนืุ์ของพระนางและพล็อตสำคัญบาง่เื่อื่นล้วนคาดเดาไม่ได้
“หิมะตกเช่นนี้ไฉนออกมาตากลมด้านนอกเล่า” เสียงทุ้มนุ้มดังมาจาก้าพร้อมกับร่างสูงใหญ่เดินมาหยุดใกล้ๆ “ดูเอาเถิด อาภรณ์หนาๆ ก็ไม่ยอมสวม ประเดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก”
เสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มถูกห่มให้คนที่นอนหนุนแขน ตามมาด้วยเ้าของการกระทำทิ้งกายลงนั่งข้างๆ
อันจื่อเทาปรายตามองเล็กน้อย เสื้อผ้าที่เขาใส่แม้จะเรียกว่าหนานุ่มอบอุ่นไม่ได้แต่หาได้บางเพียงนั้นไม่ คนผู้นี้มักกล่าวเกินจริงเช่นนี้ อันจื่อเทาจึงอดจะเย้าไม่ได้“ข้าหนังหนาความเย็นแค่นี้นับเป็อะไร”
“เนื้อหนังเ้านุ่มเพียงนี้ เอาที่ไหนมาหนากัน” ปากว่าไม่พอมือยังฉวยมาบีบแก้มขาวที่ขึ้นสีแดงกล่ำจากการต้องลมหนาวเป็เวลานาน
"ไร้สาระ"อันจื่อเทาปัดมือที่ประทุจร้ายแก้มตนออกก่อนยันกายลุกนั่ง ไม่ลืมกระชับเสื้อคลุมผืนใหญ่บนกายห่อหุ้มร่างมิให้ต้องลมหนาว หลัวเจิ้งเหยียนส่ายหน้าน้อยๆกับความเย็นะเืปานน้ำแข็งของภรรยาที่ถูกต้องชอบธรรมตรงหน้าแต่ทำได้มากสุดแค่นอนเตียงเดียวกันเท่านั้น
"น่ามองยิ่ง"สิ่งที่คิดในใจกลับดังออกมาให้คนข้างกายได้ยิน หลัวเจิ้งเหยียนชะงักไปแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรอึดใจต่อมาจึงส่งยิ้มเบาบางตามไป
"......."ั้แ่วันนั้นคนผู้นี้มักยิ้มง่ายเช่นนี้ ทุกการกระทำก็ดูสนิทสนมเป็ธรรมชาติประหนึ่งอยู่ด้วยกันมาเนิ่นนานแล้ว ทว่าเป็เช่นนี้นับว่าเป็ในทางที่ดี เดิมเขาทั้งสองกราบไหว้ฟ้าดินเป็สามีภรรยาถูกต้องตามธรรมเนียม อีกทั้งก่อนหน้าก็ได้บอกกล่าวกันไปแล้ว ความรู้สึกในตอนนี้ของเราแม้จะไม่ได้แน่ชัดว่าอยู่ในสถานะใดแต่ก็คุ้นเคยกันและกันพอสมควร
"อยู่กับเ้าข้ากลายเป็คนช่างพูดขึ้นมาเลย พูดอยู่คนเดียวอย่างกับนกแก้วไม่มีผิด"คำตัดพ้อระคนเปรียบเปรยที่ดูยังไงก็ไม่เข้ากับเ้าของวาจาเลยสักนิด จะว่าไปอันจื่อเทาสงสัยมาสักพักแล้วว่าหลัวเจิ้งเหยียนช่างพูดขนาดนี้เชียวหรือถึงได้ขยันหาเื่มาถกกับเขาได้ทุกวี่ทุกวัน
"เช่นนั้นหากไม่มีเื่สำคัญเ้าก็พูดน้อยลงหน่อยเป็อย่างไร?"วาจาตรงไปตรงมาส่งผลให้ความมั่นใจในคราแรกถูกว่าสั่นคลอน กระนั้นหลัวเจิ้งเหยียนก็ไม่นำพาทำราวกับว่าไม่ได้ยิน
"แต่เ้าก็ตอบข้ากลับมาเพียงไม่กี่คำแถมบางครั้งยังเมินข้าอีก"คำตัดพ้อมาอีกระรอกแต่อีกคนยังคงสีหน้านิ่งเฉยคล้ายไม่ใส่ใจเช่นทุกครั้ง แต่จะไม่ใส่ใจจริงหรือไม่นั้นคงมีเพียงเ้าตัวแล้วที่รู้
"ข้าไม่ได้เมิน แต่บางเื่ที่เ้ากล่าวมาก็หาสาระไม่ได้จนข้าไม่รู้จะต่อบทสนทนากับเ้ายังไง"อันจื่อเทาขมวดคิ้วน้อยๆ เขาไม่ใช่คนช่างพูดคุย หรือจะเรียกว่ามนุษย์สัมพันธ์ติดลบก็ไม่เกินจริง บ่อยครั้งหลัวเจิ้งเหยียนเล่าเื่นั้นเื่นี้ให้ฟังอันจื่อเทาก็รับฟังมิเคยนึกเบื่อเพียงแต่ไม่ออกความคิดเห็นเท่านั้น
"เ้านี่นะมิเคยคิดปั้นแต่งคำออดอ้อนสามีบ้างเลยหรือไร"เจิ้งเหยียนคล้ายรำพันกับตนเองทว่าในใจก็ยังแอบหวังคำตอบของอีกฝ่ายอยู่ดี
"เ้าอยากให้ข้าทำ?"
"ไม่รู้สิ"ความเงียบกลืนกินพื้นที่ไปสักพักก่อนคนที่คิดและตัดสินใจบางสิ่งได้จะเอ่ยต่อ "แต่หากเ้าทำคงน่ารักมาก"
อันจื่อเทาชะงักเหลือบมองเ้าของคำพูดใบหน้างามเอียงน้อยๆราวกับมองคนเสียสติ"เพ้อเจ้ออะไรของเ้า?"
วาจาที่สวนกลับก็ไม่ต่างจากที่คิดไว้เท่าไหร่ หลัวเจิ้งเหยียนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ก่อนทำใจกล้าโอบบ่าบอบบางพลางขยับกายให้แนบชิดกันมากขึ้น "ถึงเ้าจะปากเสียไปสักหน่อยแต่เ้าที่เป็เช่นนี้ก็....ไม่ได้แย่"
มุมปากได้รูปฉีกยิ้มละมุนละไมส่งไปให้ อันจื่อเทาคล้ายเห็นแสงวิบวับบางอย่างแผ่รอบกายคนผู้นี้ พาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในหัวหากแต่อันจื่อเทาก็สลัดทิ้งไปในเวลาต่อมา
เพ้อเจ้อน้อยลงหน่อย.....
ทิ้ง่ไปกว่าจิบชาอันจื่อเทาถึงตอบโตกลับมา "หากละเมอก็ไปนอน"
ดวงตาคู่งามปรายมองลำแขนแกร่งที่พาดผ่านบ่าของตนก่อนหันกลับมามองเ้าของมันอีกครั้งด้วยสายตาว่าให้ปล่อยได้แล้ว
"จะว่าไปข้ากำลังง่วงอยู่เลย"เจิ้งเหยีบนทำเป็ไม่เห็นแสร้งปิดปากหาวประกอบคำ ก่อนแขนแกร่งข้างเดิมจะสอดเข้าใต้ข้อพับของคนข้างกายยกขึ้นแนบอกพร้อมทั้งหยัดกายลุกยืนเต็มความสูงด้วยความรวดเร็วจนอีกคนไม่ทันตั้งตัว
อันจื่อเทาผู้ถูกจู่โจมกระทันหันได้แต่ผวาคว้าหาที่ยึดไม่ให้ตกลงไป ในท่วงท่าล่อแหลมเช่นนี้หากเปลี่ยนเป็หญิงสาวสักคนเผชิญหน้ากับใบหน้าไม่ธรรมดาในระยะประชิดคงขวยเขินจนแทบละลายคาอ้อมแขนไปแล้ว หลัวเจิ้งเหยียนแม้ไม่หล่อเหลาเท่าพระเอกอย่างหลัวสุ่ยิแต่รูปร่างหน้าก็จัดว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติคนหนึ่ง กอปรกับหน้าที่การงานและบุคคลิกองอาจผึ่งผายการได้มาอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่งของคนผู้นี้นับเป็ความปรารถนาของสตรีน้อยใหญ่หลายคนเลยก็ว่าได้
พอได้พินิจมองใกล้ๆเช่นนี้แล้วอันจื่อเทาเกิดความประหลาดใจขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากที่ผุดขึ้นมาของหลัวเจิ้งเหยียนอันจื่อเทาถึงพึ่งรู้ตัวว่าตนจ้องคนอื่นนานไปแล้วจึงตีหน้านิ่งกล่าวเสียงขรึม
"คิดจะทำอะไร?"
หลัวเจิ้งเหยียนรู้สึกว่าการควบคุมริมฝีปากยากยิ่งนัก กระนั้นเมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนสีหน้าจึงอดกลั้นสุดความสามารถตอบกลับพลางก้าวตรงไปยังห้องนอน"ไปนอน"
"ข้ายังไม่ง่วง"เมื่อแน่ใจว่าไม่ตกลงไปแน่ๆแล้วแขนเรียวจึงเก็บกลับเปลี่ยนมากอดอกแทน อยากอุ้มก็อุ้มไปเขาหาได้เสียเปรียบไม่ ไม่ต้องเดินเองดีจะตาย
"ดึกแล้ว ข้าง่วง"
"...."ใบหน้าอันจื่อเทาราวกับแปะคำว่าเกี่ยวอะไรกับข้า
"เรานอนเตียงเดียวกัน"
"แล้ว?"
"สามีอยากนอนกกภรรยามิได้รึ?"
"......"อดีตมาเฟียเงียบงันไร้คำจะกล่าวต่อ ดูจากท่าทางก่อนหน้าต่อให้เขาพูดอะไรไปคงไม่เป็ผลจึงเลือกจะปิดปากเงียบให้คนอุ้มไปส่งถึงเตียงด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกหากแต่ใบหูกลับร้อนลวกแปลกๆ
หลัวเจิ้งเหยียนยกยิ้มพอใจ สองขาก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าเรือนไป ถึงเตียงนอนก็วางคนลงอย่างเบามือก่อนถอดอาภรณ์ตัวนอกออกพาดไว้ยังหลังฉาก แวะดับตะเกียงแล้วกลับมายังเตียงอีกครั้ง
ทุกการกระทำอยู่ในสายตาอันจื่อเทาั้แ่ต้นจนจบ เมื่อรอบกายโอบล้อมไปด้วยความมืดจึงเอนกายลงนอนทั้งอย่างนั้น ไม่นานพลันรับรู้ถึงแรงยวบลงบ่งบอกว่ามีอีกคนขึ้นเตียงมานอนข้างๆแล้ว ความเงียบปกคลุมมีเพียงเสียงหายใจสม่ำเสมอบ่งบองว่าคนข้างกายได้จมสู่ห้วงนิทนาไปเรียบร้อยแล้ว
อันจื่อเทาเลิกคิ้วอดจะตะลึงไม่ได้ หลับง่ายดายเพียงนี้เชียว? แต่เพื่อไม่ให้เป็การรบกวนคนที่หลับไปก่อนอันจื่อเทาจึงนอนนิ่งไม่กล่าวคำนอนคิดเื่นั้นเื่นี้ที่เคยประสบพบเจอมาเหมือนเช่นเคยยามว่าง หลักๆคงเป็วรยุทธที่เจ๊มอบให้ตามที่พูดไว้จริงๆ พร้อมทั้งแถมหนังสือเล่มบางแต่อัดแน่นไปด้วยเคล็ดวิชาต่างๆให้ได้เลือกฝึก กระนั้นก็ยังหาเวลาเหมาะๆฝึกอย่างจริงจังไม่ได้เลย เพราะต้องสอนหนังสือเ้าเด็กหัวทึบอย่างหลัวเจี้ยนฮ่าวทุกวัน ทั้งเ้าเด็กเกรียนจากโลกเดียวกันยังขยันมาป่วนอยู่เรื่อยๆให้ได้ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน ดีหน่อยตรงที่แดเนียลอายุไล่เรี่ยกับหลัวเจี้ยนฮ่าวพอช่วยคิดวิธีสอนให้อีกฝ่ายเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ก็พอมีประโยชน์บ้างนั่นแหละ
อีกอย่างหลังๆมานี้งานสำนักคุ้มภัยเบาลงมากหลัวเจิ้งเหยียนจึงมีเวลามาวอแวเขามากขึ้นทุกวัน เวลาอยู่ลำพังที่น้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยเข้าไปอีก คิดมาถึงตรงนี้คุณชายรองตะกูลอี้หย่งก็ได้แต่หมายมั่นไว้ในใจต้องติวเข้มให้เ้าเด็กหัวทึบเสียแล้ว และคนติวก็ไม่ใช่ใครที่ไหนให้ไอ่เด็กเกรียนมันรับไปละกันอยากมาดีนักทำตัวให้เป็ประโยชน์ซะบ้าง ส่วนตัวปัญหาใหญ่อย่างหลัวเจิ้งเหยียนนั้นก็....เ้านั่นเป็วรยุทธหากได้คำชี้แนะและคู่ซ้อมคงเป็ผลดีต่อเขาไม่น้อย
ขณะที่กำลังจัดวางแพลนต่างๆในหัวเพลินๆเสียงความเคลื่อนไหวข้างกายพลันดังแววเข้ามาในหู อันจื่อเทาคิดว่าอีกคนคงพลิกกายหาท่าให้นอนสบายมากขึ้นเลยนอนนิ่งดั่งเดิม กระทั่งมีเสียงทุ้มนุ่มแ่เบาคลออยู่ข้างหู
"รู้สึกกับเ้ามากขึ้นทุกวัน…"
"........"ฝ่ามือถูกกุมหลวมๆ หลัวเจิ้งเหยียนจับมือข้างนั้นขึ้นมาก่อนจุมพิตลงแ่เบา
“…คงดีไม่น้อยหากใจเราตรงกัน”
.
.
.
เช้าวันต่อมาหลี่ซูเซียนมาป่วนตามคาด อันจื่อเทาถือโอกาสใช้งานตามแพลนที่วางไว้ส่วนตนเองก็ปลีกตัวเข้าไปในป่าหลังจวนเพื่อฝึกวิชาตามตำราที่เจ๊ให้มาเงียบๆคนเดียว
ประโยคเมื่อคืนไม่รู้เป็ความตั้งใจของเจิ้งเหยียนหรือแค่บังเอิญแต่ก็พอให้อันจื่อเทาทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เป็โชคดีวันต่อมาเ้าของคำพูดที่ทำเขาตาแข็งไปค่อนคืนมีภารกิจคุ้มกันขบวนส่งสินค้าของสกุลหลัวไปยังต่างเมืองั้แ่เช้าตรู่ เขาสองคนไม่มีบทสนทนามากนักนอกจากคำว่าอรุณสวัสดิ์และเดินทางปลอดภัย
เื่เมื่อคืนจะว่ารบกวนจิตใจอันจื่อเทาอยู่เป็เนืองๆก็ไม่เชิง ถามว่ารู้สึกยังไงเขาก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ครั้นจะถามก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนกอปรกับหลัวเจิ้งเหยียนมีภารกิจด่วนต้องไปทำ เื่นี้จึงพักไว้ก่อนให้พอสะกิดใจเล่นเป็พักๆก็ไม่เลวเท่าไหร่
หลายวันพ้นผ่านอันจื่อเทายังคงใช้งานเด็กเกรียนติวเข้มให้กับหลัวเจี้ยนฮ่าวเช่นเดิมพร้อมกับขมขู่ว่าหากการสอบครั้งนี้เ้าเด็กหัวทึบทำออกมาไม่เป็ที่พอใจคนติวอย่างแดเนียลก็จะโดนไปด้วยข้อหาไม่ตั้งใจสอน เ้าเด็กสองคนโวยวายตามประสา แต่ที่น่าขันคงเป็หลี่ซูเซียนที่ต้องคงคาแรคเตอร์นางเอกตัวเองเอาไว้ทำให้ไม่สามารถโวยได้เต็มที่
เมื่อจัดการเื่ในเรือนเสร็จสิ้นอันจื่อเทาคิดหลบมาฝึกเคล็ดวิชาตามตำราของเทพจันทราคนเดียวเช่นทุกวัน ทว่ายังไม่ทันได้ปลีกตัวออกมาแขกไม่คาดคิดว่าจะมาก็ได้มาเยือนยังเรือนท้ายจวน
“อาเชิ่ง!” หลัวลี่คุนขนาบข้างด้วยหลัวซั่วชิ่งเดินหน้ามึนตึงเรียกหาน้องชายเสียงดัง
“ท่านพี่!” เ้าของชื่อสะดุ้ง ทำพู่กันในมือล่วงพื้นด้วยความใสุดขีด
“ไหนเ้าบอกจะไปเรียนที่สำนักศึกษา ไฉนถึงมาเสนอหน้าอยู่ที่นี่ได้!!” เสียงแหลมเล็กแผดดังจนแสบแก้วหูก่อนหลัวซั่งชิ่งจะก้าวฉับๆเข้ามากระชากแขนเล็กของน้องชายร่วมอุทรจนร่างเล็กถลาไปตามแรงดึง เ้าของร่างไม่ทันตั้งตัวเป็เหตุให้ล้มคมำลงตรงนั้นแต่หลัวซั่วชิ่งไม่สนใจยังคงดึงต่อไปแม้น้องชายจะยังไม่ทันได้ลุกเดินดีๆก็ตาม
การกระทำทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากไม่มีใครทันตั้งตัวไม่แปลกที่จะทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ราวกับผู้มาใหม่ไม่ทันได้สังเกตถึงการมีตัวตนของอันจื่อเทาสองคนนี้ถึงได้กล้าทำเื่วุ่นวายกลางเรือน คงเป็เพราะเขาอยู่ในมุมอับหลังเสามีร่างใหญ่ั์ของหลัวเจี้ยนฮ่าวบังไว้อีกทีเลยไม่เป็ที่สังเกตเท่าที่ควร
เมื่อเห็นน้องน้อยของเรือนโดนกระทำรุนแรง พี่ชายต่างมารดาอย่างหลัวเจี้ยนฮ่าวไม่อาจทนมองเฉยๆได้รีบลุกไปดักหน้าหลัวลี่คุนไว้ทันที
“ปล่อยหยวนเอ๋อร์!” เสียงเข้มกับสายตาขึงขังไม่ได้ทำให้สองคนนั้นหยุดมือ กลับกันยังสร้างความไม่พอใจขึ้นไปอีกเท่าตัว หลัวซั่วชิงเดินหน้าไม่สนใจยกเท้าหมายจะถีบสิ่งกีดขวางตรงหน้าให้พ้นทางตามความเคยชิน คุณชายเ้าสำราญอย่างเ้าชั่วช้าจะทำอะไรหลัวเจี้ยนฮ่าวที่เริ่มฝึกยุทธได้ ทันที่ยกขาหลัวเจี้ยนฮ่าวก็เตะตัดขาอีกข้าง ไม่ทันได้แตะเขาตัวเองก็ล้มตึงในเวลาต่อมา
“อาซั่ว!"หลัวลี่คุนตาโต "พวกเ้ากล้าทำร้ายน้องข้า! ข้าจะบอกท่านพ่อมาจัดการพวกเ้าทุกคน!"เสียงเล็กแหลมตวามลั่นนิ้วเรียวชี้หน้าเรียงคนจนไปถึงสองคนสุดท้ายพลันชะงักฉับพลัน
เหตุใดพี่สะใภ้ใหญ่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
“เ้าสองคนทำอึกทึกครึกโครมในเรือนคนอื่นยังกล้ามาเอาเื่อีกหรือ?” สะใภ้ใหญ่ตะกูลหลัวกอดอกมองด้วยสายตาตำหนิ
หลัวลี่คุนเกรงใจพี่สะใภ้ผู้นี้อยู่มาก แต่เมื่อเห็นคนที่ทำให้มารดาของพวกเขาขวัญหนีดีผ่ออยู่เป็หลายเดือน ความแค้นกับความเกลียดชังที่มีต่อพี่สะใภ้คนรองที่ไม่เคยนับญาติก็พ่วยพุงขึ้นมาในอก
“พวกเราแค่มาตามน้องไม่รักดีกลับเรือน แต่เ้าคนนอกคอกมาทำร้ายน้องชายข้า!” หลัวลี่คุนเถียงกลับ ลืมสิ้นแม้สิ่งที่มารดาเคยสังสอนไว้ สีหน้าน้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่ยอมและพร้อมจะไปฟ้องเ้าบ้านสกุลหลัวเต็มที่
“แต่สิ่งที่ข้าเห็นคืออาฮ่าวป้องกันตัว น้องของเ้าต่างหากไม่ระวังเอง” จะว่าอย่างนั้นนับว่าไม่ผิดนัก หลัวซั่วชิ่งตั้งใจจะลงมือลงเท้ากับหลัวเจี้ยนฮ่าวจริง แต่ชั้นเชิงน้อยกว่าจึงถูกอีกฝ่ายสวนกลับอย่างง่ายดาย
“พี่สะใภ้้หตุใดเข้าข้างพวกมันเ้าคะ!” คุณหนูรองกระทืบเท้าขัดใจที่ถูกหักหน้า ซ้ำน้องชายยังไม่ได้เื่จัดการอะไรไม่เคยได้สักอย่าง
“ข้าเข้าข้างคนถูก” หลี่ซูเซียนสวนกลับ ก่อนหันไปหาเชิ่งหยวนที่ยืนน้ำตาคลอเงียบๆ “หยวนเอ๋อร์ เ้ากลับไปก่อน ไว้วันหน้าหากอยากมาที่นี่ให้มาบอกข้า ข้าจะขออนุญาติท่านแม่รองให้เ้าเอง”
หลี่ซูเซียนแม้เป็สะใภ้ แต่ด้วยพื้นเพครอบครัวเดิมคนในจวนหลัวทุกคนจึงต้องให้เกียรตินางอยู่หลายส่วนเพราะไม่อยากมีปัญหากับสกุลหลี่และเพื่อผลประโยชน์ในภายภาคหน้า การที่นางจะเอ่ยปากขอบางอย่างจึงไม่ใช่เื่ยาก
หลัวลี่ฉุนฟึดฟัดไม่มีท่าทางจะลงง่ายๆ “ข้ากับน้องต่างหากที่ถูก ท่านควรจะเข้าข้างข้ามิใช่พวกระดับล่างเช่นคนเรือนนี้!”
การพูดไม่คิดของหญิงสาวสร้างความไม่พอใจให้ทุกคนที่ถูกพาดพิงรวมถึงคนฟังอย่างหลี่ซูเซียนด้วย เด็กหนุ่มในร่างหญิงสาวตั้งใจจะตำหนิต่อ ขณะเดียวกันเสียงเข้มซึ่งต่างจากหลัวเจี้ยนฮ่าวลิบลับของคนมาใหม่ทำให้เ้าของวาจารวมถึงคนข้างกายสะดุ้งสุดตัว
“เ้าน่ะสิชั้นต่ำ” ร่างสูงใหญ่ของว่าที่เ้าบ้านสกุลหลัวเดินหยุดคั่นกลางทั้งสองฝ่าย “มาระรานเรือนอื่นยังกล่าววาจาหยาบคายกับเ้าของเรือน มารดาเ้าสั่งสอนมายังไง”
“พี่ใหญ่!” ถ้อยทำเจ็บแสบทำสองพี่น้องเจ็บใจไม่น้อย แต่ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากกัดฟันหันหลังกระทืบเท้าปึงปังกลับเรือน
“ไม่คิดว่าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้จะใฝ่ต่ำมาคลุกคลีกับคนเรือนนี้!” เมื่อเห็นพี่สาวหันหลังหลัวซั่วชิ่งไม่คิดอยู่ต่อ กล่าวจบก็ลากร่างเล็กของน้องชายให้ตามหลังไปด้วยความรวดเร็ว
หลัวสุ่ยิไม่ได้ให้ค่ากับวาจาขยะสกุลหลัวอย่างคุณชายสามที่วันๆไม่ทำประโยชน์อะไรให้กับตระกูล เอาแต่ถลุงทรัพย์และสร้างปัญหาให้แก้ไปวันๆนับว่าไร้ประโยชน์ไม่ต่างจากขยะโดยแท้
การมาเยือนของหลัวสุ่ยิจะว่ากลายเป็เื่ปกติแล้วก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่จะว่าเป็เื่แปลกใหม่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว หลังจากวันที่หลี่ซูเซียนขอหย่าพอไกล่เกลี่ยกันได้และทำข้อตกลงกันลงตัวคุณชายใหญ่สกุลหลัวก็แวะเวียนมาบ้างตามโอกาสจะอำนวย ไม่รู้เ้าตัวมีจุดประสงค์อะไรมานั่งเป็ท่อนไม้ไม่พูดไม่จาสร้างบรรยากาศชวนอึดอัดแล้วก็ไป ครั้งนี้คงไม่ต่างกันเท่าไหร่
หลังกลับสู่ภาวะปกติทุกคนกลับไปประจำที่ หลัวผู่เยว่ผู้ไม่มีปากมีเสียงรีบไปยกชามาเสิร์ฟด้วยความร้อนรนให้กับแขกผู้มาเยือน
“เ้ามาทำไม?” เป็เ้าบ้านอย่างอันจื่อเทาเอ่ยทักหลังจากนั่งเงียบอยู่นานคุณชายใหญ่สกุลหลัวไม่มีทีท่าจะเอ่ยสิ่งใดออกมานอกจากจิบชาชมการเคลื่อนไหวของบงกชสีสวยในสระปลิวไปตามลมที่พัดมาเป็ระรอก
“มารอรับหลี่ซูเซียนกลับเรือน” จะว่าเหมือนทุกทีก็คงจะได้กระมัง มาทีไรก็รอกลับพร้อมหลี่ซูเซียนประจำ สาเหตุคงไม่พ้นเจ้ใหญ่อย่างหลัวเหม่ยหลินเกิดระแคะระคายความสัมพันธ์ของบุตรชายกับสะใภ้คนโปรด ทั้งสองคนจึงต้องเล่นบทคนรักกันเป็พักๆพอตบตาเจ้ใหญ่ไปวันๆจนกว่าจะถึงเวลาหย่าร้างกันได้ ซึ่งทั้งสองก็ไม่ติดขัดอะไรพอดีลกันได้ลงตัวทั้งสองฝ่าย ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง
“อ้อ เช่นนั้นก็ตามสบาย” อันจื่อเทาตัดจบบทสนทนาเพียงเท่านั้น หลัวสุ่ยิพยักหน้าเหมือนทุกครั้งไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีกนั่งเงียบมองตรงไปยังจุดเดียวเช่นทุกทีจนกลายเป็ภาพชินตาไปแล้ว
อันจื่อเทานั่งมองการเรียนการสอนไปเงียบๆพอแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีเื่อะไรทำนองเดิมเกิดขึ้นอีก จึงค่อยๆปลีกตัวออกมาอย่างเงียบเชียบไปยังป่าทึบที่เดิมเพื่อฝึกวรยุทธตามความตั้งใจ โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองการกระทำของตนเป็ระยะ จนกระทั่งแผ่นหลังบางหายลับไปในป่าพร้อมกับความรู้สึกสงสัยเล็กๆในใจของคนมอง
**********************