เทียนหลง ดันเจี้ยน สเลเยอร์

    บทที่ 14

    “สรุปก็คือแกเปิดบริษัทกับหุ้นส่วนของแก และได้ผลกำไรจากการเซ็นสัญญาล่วงหน้าในการค้ากับบริษัทของตระกูลหลินที่ประเทศจีน ได้ค่าสัญญามาเป็นจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์อย่างนั้นซินะ” ครีมกล่าวสรุปตามที่เธอเข้าใจแบบคร่าวๆ หลังจากที่พวกเขาทั้งสามคนเข้ามาพูดคุยกันที่ห้องนั่งเล่นของตัวบ้าน“ใช่แล้วครับพี่ครีม ผมกับหุ้นส่วนแบ่งเงินได้คนละครึ่ง 1.25 ล้านดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 37.5 ล้านบาท แต่ผมจะต้องออกเงินในการทำบริษัทบนที่ดินของเพื่อนจำนวน 10 ล้านบาทโดยประมาณ” ไอซ์พยายามเรียงลำดับเรื่องเงินตามที่ได้วางแผนไว้ในความคิดให้กับพี่สาวฟัง“งั้นก็แปลว่าแกจะเหลือเงินอยู่ 27.5 ล้านบาท ถูกต้องใช่ไหม” ครีมที่ได้ยินจำนวนเงินก็ยิ้มออกมา โดยไม่สนใจตรวจสอบแหล่งที่มา มันอาจจะเป็นเพราะเงินที่มีจำนวนมาก ประกอบกับที่ไอซ์ไม่เคยโกหกเธอเลยสักครั้งก็เลยปล่อยผ่านมันไป“ก็ใช่อยู่หรอกครับ แต่..” ไอซ์พยายามทำท่าเลิ่กลั่ก แล้วก็หันไปมองที่พี่สาวบิวตี้“แก มันจะเหลือเท่านั้นได้ยังไงกันเล่า แกลืมรถที่จอดอยู่หน้าบ้านไปแล้วเหรอ.. สามคันนั้น ราคารวมก็ 12 ล้านบาทนิดๆไปแล้วนะ..” บิวตี้ที่เห็นสายตาของไอซ์เธอก็กล่าวเพื่อบอกจำนวนเงินที่เขาซื้อรถยนต์กลับบ้านมาถึงสามคัน“ห๊ะ!! นี่แกบ้าไปแล้วหรือยังไง ซื้อรถมาทำไมตั้งเยอะตั้งแยะ ซื้อมือสองก็ได้ไม่ใช่หรือไง..” ครีมที่ได้ยินก็หันกลับมาด่าเจ้าน้องชายตัวแสบของเธอในทันที ไอซ์ที่ได้ยินก็เอาแต่ซึมๆไปเหมือนรู้สึกผิด บิวตี้ที่เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มแล้วเธอก็กล่าวต่อในทันที“ได้ยังไงกันเล่าแกก็.. ไอซ์ที่ตอนนี้เป็นถึงรองประธานบริษัทที่เซ็นสัญญากับบริษัทยักษ์ใหญ่ แกจะให้น้องแกขับรถเก่าๆไปหาลูกค้าได้อย่างไร อย่างนั้นก็คงโดนลูกน้องดูถูกตายกันพอดี.. จริงไหมจ๊ะไอซ์” บิวตี้พูดและหันไปยิ้มให้กับไอซ์ แน่นอนว่าเขาก็แทบจะอยากยกนิ้วโป้งให้กับพี่สาวคนนี้จริงๆที่ออกปากช่วยขนาดนี้“แกอยู่พวกไหนกันแน่เนี่ย.. เห้อ.. ช่างเถอะ เรื่องนี้ก็ถือว่าฉันได้ประโยชน์ร่วม ฉันได้รถมาหนึ่งคันถูกต้องไหม.. อืมๆ งั้นก็แปลว่าแกจะเหลือเงินอีก 15.5 ล้านบาทโดยประมาณสินะ” ครีมที่หันไปดุเพื่อนเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ เพราะถึงอย่างไรเธอก็ได้รถยนต์ของตัวเองมาด้วย 1 คัน แถมมันยังเป็นรถในฝันของเธออีกด้วย ดังนั้นจึงจะปล่อยๆไป จากนั้นในหัวก็เริ่มคำนวณจำนวนเงินที่เหลืออยู่ต่อทันที“เออ.. คือว่า..” ไอซ์ที่ได้ยินก็หันไปหันมาอย่างเลิ่กลั่กอีกครั้ง“อะไรของแก?.. แกอย่าบอกนะว่า แกใช้มันไปหมดแล้วน่ะ..” ครีมที่เห็นอาการของน้องชาย หัวใจของเธอก็เต้นไม่เป็นจังหวะ ราวกับว่ามันจะหยุดออกมาได้ทุกวินาที“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ.. เดี๋ยว!!.. ฟังให้จบก่อนซิครับ..” ไอซ์ที่เพิ่งจะกล่าวไม่กี่ประโยคก็ทำท่าคล้ายกับจะหลบการโจมตีของมอนเตอร์อย่างไรอย่างนั้น เพราะว่าตอนนี้พี่ครีมกำลังหยิบแจกันดอกไม้บนโต๊ะเตรียมที่จะฆ่าเขาแล้ว“ไหนแกลองอธิบายซิว่าเงินมันหายไปไหนหมด.. ถ้ามันไม่ตรงใจฉัน วันนี้แกตายแน่เจ้าน้องชั่ว..” ครีมที่ตอนนี้โมโหสุดขีด ก็มีบิวตี้คอยห้ามทัพเอาไว้อีกทางหนึ่ง ไม่อย่างนั้นหัวของไอซ์ได้แตกไปแล้วอย่างแน่นอน“คือผม เอาเงินไปซื้อที่ดินที่จะเปิดคาเฟ่ให้พี่น่ะ.. 15 ล้านบาท.. นี่คือเบอร์โทรของเจ้าของที่ดิน ลองโทรไปถามเอาก็ได้ครับ..” ไอซ์วางโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดลงบนโต๊ะก่อนที่ครีมที่อารมณ์เดือดสุดจะหันมามองด้วยสีหน้าแปลกๆ เหมือนกับว่าเธอเคยเห็นเบอร์ที่ไหนมาก่อน….“..นี่มันเบอร์ของคุณปังปอนนี่นา แกไปติดต่อซื้อร้านของเธอมาอย่างนั้นเหรอ..” ในที่สุดครีมก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันเป็นเบอร์ของเจ้าของที่ดินที่เธอกำลังจะเช่า แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อตอนบ่ายวานนี้ เธอหันมาจ้องที่น้องชายอีกครั้ง เพื่อรอคำตอบ“ก็ใช่ครับ.. ว่าแต่พี่รู้จักคุณปังปอนด้วยเหรอครับเนี่ย..” ไอซ์เกาๆแก้มก่อนจะเอ่ยถาม“จะว่ารู้จักก็ไม่เชิงหรอก จริงๆฉันโทรติดต่อเธอเรื่องที่จะเช่าที่ดินของเธอนั่นแหละ แต่ก็มีคนชิงซื้อมันไปก่อนเลยไม่ได้เช่าน่ะ ไม่คิดว่าจะเป็นแก.. แต่เอาเถอะ แกซื้อมาไว้ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้เช่าจากแกต่อ 1 พันบาทต่อเดือน โอเคไหม” สิ้นสุดเสียงของครีม ทั้งบิวตี้ทั้งไอซ์ก็หันหน้ามามองกันและกันอย่างเข้าใจความหมาย ‘ซื้อมา 15 ล้าน ปล่อยเช่าเดือนละ 1 พัน ชาติไหนมันจะได้ทุนคืนกัน!!.’ นี่คือสิ่งที่ทั้งคู่คิด “ไม่ต้องหรอกครับ ผมตั้งใจจะซื้อมาให้พี่อยู่แล้ว อีกอย่างผมก็สั่งโอนเป็นชื่อของพี่เรียบร้อยแล้ว..” ไอซ์กล่าวออกมาอย่างเซ็งๆ ก่อนที่เขาจะยกของที่ซื้อมาวางเอาไว้บนโต๊ะ มันเป็นของที่เขาตั้งใจซื้อมาให้พี่สาวอยู่แล้ว เป็นพวกน้ำหอม กระเป๋า รองเท้า โทรศัพท์มือถือรุ่นเดียวกับเขา“น่าอิจฉาชะมัด..” บิวตี้อดที่จะบ่นออกมาไม่ได้ที่เห็นน้องชายเพื่อนเปย์พี่สาวขนาดนี้“ปล่อยพี่แกไปอย่างนั้นแหละครับ ที่ผ่านมาผมก็เอาแต่รบกวนพี่ครีมมาตลอด ถ้าผมไม่ตอบแทนบ้างมันก็ดูแย่ไปหน่อย.. ว่าแต่พี่บิวเถอะ ผมว่าออกจากที่ทำงานที่นั่นไม่ดีกว่าเหรอครับ อยู่ตรงนั้นก็โดนแกล้งอะไรอีกก็ไม่รู้..” ไอซ์ที่เห็นพี่สาวดี๊ด๊ากับของใหม่ ประกอบกับพี่บิวที่ทำหน้าตาหมั่นไส้เพื่อนสาว เขาจึงหันมาคุยกับพี่บิวตี้ และโยงไปถึงเรื่องที่ทำงานของเธอ“ถ้าออกแล้ว ฉันจะเอาอะไรกินล่ะจ๊ะเด็กน้อย.. ถามอะไรแปลกๆ” เธอหันมาตอบพร้อมกับรอยยิ้ม“หมายความว่ายังไง.. แกจะกลับมาเชียงใหม่ถาวรเลยหรือไง แล้วแฟนแกที่นู่นล่ะ ฉันได้ยินว่าเขาเองก็เป็นนักล่าที่ประสบผลสำเร็จนี่นา แล้วจะมาลำบากเป็นพนักงานเล็กๆเหมือนกับฉันทำไมกันเล่า.แล้วที่บอกว่าโดนแกล้งนี่มันเรื่องอะไร..” ครีมกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย“คือว่า.. เรื่องนั้น.. ฉันเลิกกับเขาแล้วน่ะ..” บิวตี้ตอบพร้อมกับก้มหน้าลงไป“..ไม่เป็นไรนะเพื่อนรัก... ไหนเล่ามาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับแก” ครีมเอื้อมตัวไปกอดกับเพื่อนสาว แล้วพูดแกมบังคับให้เธอพูดเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ฟัง เรื่องของเรื่องนั้นก็คือแฟนเก่าพี่บิวตี้ที่ชื่อว่าแจ๊คกี้ หลังจากประสบผลสำเร็จทางด้านการงาน การเงินที่ไม่มีปัญหาเหมือนเมื่อก่อน ก็ใช้เงินเก่งเป็นว่าเล่น และแน่นอนว่าการใช้เงินของผู้ชายนั้นก็มีไม่กี่อย่าง หลังจากที่บิวตี้ทราบถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของแฟนหนุ่ม ก็ได้จับเข่าคุยกันอย่างจริงจัง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันแล้ว เพราะแจ๊คกี้ได้มีคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเธอก็ตัดสินใจที่จะกลับมาตั้งหลักที่เมืองบ้านเกิด ส่วนหนึ่งก็เพื่อหนีจากปีศาจร้ายอย่างแฟนเก่า อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมื่อบิวตี้เล่าจบความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วห้อง ครีมที่ฟังอยู่ก็นึกสงสารในโชคชะตาของเพื่อนรักที่เดินทางจากเชียงใหม่ตามแฟนไปทำงานที่ในเมืองหลวง ตอนลำบากก็อยู่ช่วยเหลือกันและกัน แต่พอมันรวยขึ้นมาหน่อยเท่านั้นแหละ มันกลับเสวยสุขอยู่คนเดียว นอกจากนั้นไอซ์ยังพูดถึงที่ทำงานใหม่ของเธออีกด้วยว่าโดนแกล้งอะไรมา ครีมที่ได้ยินก็แทบจะของขึ้นในทันที“แกไม่ต้องไปทำงานที่นั่นแล้ว ของฉันถึงงานจะหนัก แต่ก็ไม่เคยมีใครมากลั่นแกล้งอย่างนี้ อย่าให้เจอข้างนอกนะแม่จะฟาดให้เรียบเลยคอยดู” ครีมกล่าวออกมาอย่างเดือดดาล“แกให้ฉันออกจากงาน แล้วฉันจะเอาอะไรกินกันล่ะ ถามอะไรไม่คิดเหมือนน้องแกอีกละ” บิวตี้กล่าว ทางเลือกของเธอมีให้เลือกไม่เยอะเท่าไรนัก“งั้นแกก็มาทำร้านคาเฟ่กับฉันสิ.. ไหนๆก็ขาดลูกมืออยู่แล้ว มีแกมาช่วยอีกคนก็สบายใจ” ครีมกล่าว