“ไม่พูดเื่พวกนี้แล้ว พรุ่งนี้จะต้องทดสอบประวัติศาสตร์แล้วช่วยข้าทบทวนด้วย” หลินโม่โบกมือไปมา
“อืม” เหลิงอู่เหยียนพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ห้าร้อยปีก่อนทวีปหงเิเกิดเื่ที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงที่สุดขึ้นจะขอสรุปต้นตอของเหตุการณ์และจุดจบของเื่นี้อย่างง่ายๆ ก็แล้วกัน”
“ห้าร้อยปีก่อน กฎแห่ง์ถูกทำลายทวีปหงเิประสบกับภัยพิบัติได้รับความเดือดร้อน เผ่าพันธุ์มนุษย์ทุกข์ทรมานแสนสาหัสสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพลังแห่งฟ้าดินแห้งขอดไปผู้ฝึกตนของเผ่ามนุษย์สูญเสียการบำเพ็ญอสูรที่เดิมทีถูกผนึกเอาไว้ในดินแดนรกร้างได้ทำลายเปิดผนึกออกมา ผู้คนในทุกประเทศของทวีปหงเิล้วนถูกสังหารแทบสิ้นแม้แต่ราชวงศ์ของประเทศที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งก็ยากที่จะรอดพ้นไปได้”
“เมื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ใกล้ล่มสลาย มหาจักรพรรดิชิงหลีได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วสังหารสามจอมอสูร เขากำจัดอันตรายของเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้ได้กลายเป็ยุครุ่งเรืองของมวลมนุษย์อีกครั้ง มหาจักรพรรดิชิงหลีได้สร้างพระราชวังศักดิ์สิทธิ์ชิงหลีขึ้นและคัดเลือกผู้มีความสามารถเข้ามาบำเพ็ญในพระราชวังศักดิ์สิทธิ์จักรพรรดิทั้งสามที่มาจากพระราชวังชิงหลีนั้น ได้รับคำสั่งจากมหาจักรพรรดิชิงหลีให้เรียกเผ่ามนุษย์เพื่อมาร่วมกันสร้างสำนักยุทธ์ขึ้นที่ใจกลางเมืองและฝังเส้นโลหิตชีพจริญญาลงในทุกสำนักเพื่อสร้างพลังแห่งฟ้าดิน”
“เผ่าพันธุ์มนุษย์ใช้สำนักยุทธ์ในการสืบทอดพลังปราณเพื่อกลับเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนอีกครั้งและรวบรวมปราณิญญาออกมาขออธิบายตรงนี้อีกเล็กน้อย คนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือจักรพรรดิไก้หลี ตามตำนานบอกว่า เขามีปราณิญญากลายพันธุ์สี่ธาตุทั้งยังปลุกสัตว์โบราณยิ่งใหญ่ทั้งสี่ออกมาได้ความแข็งแกร่งเป็อันดับหนึ่งจากในสามจักรพรรดิ”
“ต่อมา เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ฟื้นคืนสภาพในที่สุดเมื่อสามร้อยปีก่อนจึงนำอสูรแกร่งกลับคืนสู่ดินแดนรกร้างได้สำเร็จแล้วปิดผนึกโลกเอาไว้ตลอดกาล ปัจจุบันในทวีปหงเิแม้ว่าจะยังมีอสูรหลงเหลืออยู่มากแต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็ระดับต่ำซึ่งไม่สามารถคุกคามเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อีกต่อไป” หลินโม่เอ่ย
เหลิงอู่เหยียนพยักหน้าเล็กน้อยพลางถามต่อ “ช่วยอธิบายเื่การแบ่งแยกระดับการบรรลุโดยภาพรวมและความแตกต่างระหว่างผู้ฝึกตนธรรมดากับผู้ฝึกปราณิญญาที่อยู่ในระดับเดียวกันให้ข้าที”
“ตอนนี้รู้เื่ระดับการบรรลุแล้ว ว่าแบ่งเป็ระดับฝึกร่าง ระดับหลอมปราณ ระดับสร้างฐานราก และระดับกำเนิด หลังจากระดับกำเนิด ว่ากันว่ายังมีระดับจินตันแต่เป็เพราะพลังแห่งฟ้าดินได้เหือดแห้งไป ทำให้จินตันรวมตัวกันได้ยาก ระดับในการฝึกร่างแบ่งเป็เก้าขั้น และจะยากขึ้นในทุกขั้น ซึ่งร่างกายก็จะแข็งแกร่งทวีขึ้นอีกเท่าตัวด้วย ผู้ฝึกตนธรรมดาที่ฝึกร่างไปจนถึงขั้นที่เก้าจะมีพละกำลังสูงสุดอยู่ที่หนึ่งพันชั่งทว่าผู้ฝึกปราณิญญาจะพัฒนาไปได้ถึงประมาณสองพันชั่ง ผู้ฝึกปราณิญญากลายพันธุ์นั้นจะมีพละกำลังสูงยิ่งขึ้น” ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ หลินโม่ท่องจำไว้ได้ขึ้นใจมาตั้งนานแล้ว
วือ...
เสียงแตรสัญญาณดังขึ้นจากที่ไกลๆ
“การทดสอบรอบสองใกล้จะเริ่มแล้ว เ้ารีบไปเถอะ” หลินโม่บอกเป็นัยให้เหลิงอู่เหยียนรู้ “ข้าจะไปฝึกตนที่ห้องพลังปราณเสียหน่อย”
เหลิงอู่เหยียนพยักหน้า พลางหันกายจากไป
ห้องพลังปราณคือห้องที่สำนักเทียนซิงสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเป็สถานที่ที่อนุญาตให้เพียงศิษย์ของสำนักใช้ดูดซับพลังแห่งฟ้าดินในการบำเพ็ญเนื่องจากตั้งอยู่ในระยะของเส้นโลหิตชีพจริญญาพลังปราณที่นี่จึงเข้มข้นกว่าโลกภายนอกมาก
ในยุคที่พลังปราณแห้งขอดที่ที่มีพลังปราณคงอยู่นั้นล้ำค่าอย่างประเมินไม่ได้
เมื่อเทียบกับห้องพลังปราณของสายนอก หลินโม่ได้ยินมาว่าห้องพลังปราณของสายในนั้นเข้มข้นยิ่งกว่าทว่าใช้ได้เฉพาะสายในเท่านั้น หากคิดอยากฝึกตนในนั้นล่ะก็มีเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือกลายเป็ศิษย์ของสายในนั่นเอง
“ถ้าข้าจะกลายเป็ศิษย์ของสายในได้เช่นนั้นอย่างน้อยก็ต้องแย่งสามอันดับแรกในการประเมินครั้งสุดท้ายมาให้ได้ถึงจะมีโอกาส” หลินโม่พูดพึมพำ
ณ เวลานี้ ศิษย์สายนอกกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาคนแรกคือเด็กสาวหน้าตาสะสวย ศิษย์ชายหญิงคนอื่นต่างเกาะกลุ่มกันอยู่ข้างกายนาง ทั้งกลุ่มพากันเดินไปพลางพูดคุยไปอย่างสนุกสนาน
“ศิษย์พี่เฟิง อาจารย์ซวี๋เพิ่งบอกว่าคะแนนในการทดสอบของพี่ครั้งนี้ไม่เลวเลย ติดห้าสิบอันดับแรกของสายนอกแล้วเพียงแค่การประเมินครั้งสุดท้ายในเดือนหน้าราบรื่น การสอบเข้าสายในก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากมายแล้วล่ะ”
“ทำไมถึงบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรมากมายล่ะ อันดับเดิมของศิษย์พี่เฟิงในสายนอกได้ตั้งที่แปดสิบสามจะเข้าสายในได้นั้นก็เป็เื่ที่แน่นอนอยู่แล้วล่ะ”
“ศิษย์พี่เฟิง หลังจากเข้าสายในไปแล้วต้องดูแลพวกข้าด้วยนะ”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันสนุกสนาน สายตาของเฟิงหลิงเหยียนพลันไปเห็นหลินโม่ จึงเผลอหยุดเดินไปโดยไม่รู้ตัวเสียงหัวเราะคิกคักของเหล่าศิษย์ก็เงียบลงเช่นกัน
ในฐานะที่เป็ศิษย์กลุ่มห้าแห่งสายนอกก็ย่อมรู้จักหลินโม่อยู่แล้วอีกทั้งความสัมพันธ์ของศิษย์เหล่านี้กับเฟิงหลิงเหยียนนั้นดีมากเมื่อรู้ถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของหลินโม่และนาง ว่าทั้งสองต่างมาจากต้นตระกูลเทียนซิงตระกูลเฟิงและตระกูลหลินเป็สหายที่เป็พันธมิตรที่ดีต่อกันมานานหลายรุ่นแล้วเป็ธรรมดาที่หลินโม่และเฟิงหลิงเหยียนจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาั้แ่เด็กในตอนที่เข้าสายนอก เฟิงหลิงเหยียนก็มักจะจับมือถือแขนหลินโม่ให้ผู้อื่นเห็นอยู่บ่อยๆ
แต่ในภายหลังความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็จืดจางเปลี่ยนไป
“เมื่อครู่ได้ยินอาจารย์ซวี๋บอกว่า เ้าหลับไปตอนกำลังทดสอบหรือ?” เฟิงหลิงเหยียนจ้องหลินโม่พลางเอ่ยถาม
“อืม!” หลินโม่ตอบกลับเสียงเรียบ
“ข้านับถือเ้าจริงๆ ในการทดสอบที่สำคัญขนาดนี้ คิดไม่ถึงว่าเ้าจะหลับลงได้”
แววตาถากถางปรากฏขึ้นในดวงตาของเฟิงหลิงเหยียน “ในเมื่อเ้าเลือกที่จะสละสิทธิ์ไปแล้ว เ้าก็สละทิ้งแค่ของตัวเองก็พออย่าเป็ตัวถ่วงของเหลิงอู่เหยียนเลย เขากับเ้าไม่เหมือนกัน เขายังมีอนาคตไกลและยิ่งใหญ่กว่าอย่าให้ความเห็นแก่ตัวของเ้ามาทำร้ายเขาเลย”
“เ้าว่าข้าเป็ตัวถ่วงของเหลิงอู่เหยียนอย่างนั้นหรือ?” หลินโม่สีหน้าขรึมลง
“หากไม่ใช่เ้าล่ะก็เขาคงถูกเลือกให้เข้าสายในแล้วทำไมยังต้องดำเนินการประเมินครั้งสุดท้ายอีกล่ะ”
เฟิงหลิงเหยียนเอ่ยด้วยสีหน้าเ็า “ข้ารู้ว่าเ้าน่ะหยิ่งยโสตอนแรกที่เ้าเข้าสำนักมาด้วยอันดับหนึ่งในการทดสอบ เข้าสำนักวันแรกก็ฝึกร่างทะลวงไปได้ถึงขั้นที่สองทำลายสถิติเร็วที่สุดของเทียนซิงสายนอกในรอบร้อยปีที่ผ่านมา แต่แล้วอย่างไรล่ะ?นั่นก็เป็แค่ตำนานไปแล้ว สองปีที่ผ่านมาคะแนนรวมของเ้าที่อยู่สายนอกกลับถอยไปอยู่อันดับรั้งท้าย จากสถานการณ์ของเ้าคิดว่ายังเหลือโอกาสสอบเข้าสายในได้อยู่อีกอย่างนั้นหรือ? เหลิงอู่เหยียนเชื่อฟังและทำตามที่เ้าบอกทุกอย่างหากเ้าไม่เข้าสายใน จากนิสัยของเขาแล้วก็คงไม่มีทางเข้าได้เช่นกัน”
แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเราเมื่อสองปีก่อนนั้นจะดี แต่เนื่องจากการบำเพ็ญของหลินโม่หยุดชะงักไม่ก้าวหน้าจึงค่อยๆห่างหายกันไปทว่าในใจของเขายังคงเห็นและปฏิบัติกับเฟิงหลิงเหยียนเป็เพื่อนมาโดยตลอด แต่ในเวลานี้ หลินโม่ค้นพบว่าคนที่เคยคุ้นเคยกันนั้นได้กลายเป็คนแปลกหน้าต่อกันไปเสียแล้ว
“ทำไมเ้าถึงยืนกรานว่าข้าจะสอบเข้าสายในไม่ได้ล่ะ?” หลินโม่เอ่ยอย่างเยือกเย็น
“ข้าไม่ได้ยืนกราน แต่ความจริงเป็เช่นนี้ตามคะแนนรวมสองปีที่ผ่านมานี้ของเ้านอกเสียจากว่าเ้าจะสามารถสอบติดสามอันดับแรกได้ แต่เ้าคิดว่าเ้าจะสอบติดสามอันดับแรกได้หรือ?เอาเถอะ ข้าไม่อยากพูดอะไรกับเ้ามากไปกว่านี้ หากข้าเป็เ้าล่ะก็คงปล่อยเหลิงอู่เหยียนไป ให้เขาไปตามความฝันของเขาด้วยตัวเองไม่ใช่ผูกมัดเอาไว้ข้างกาย ให้พร์ของเขาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์” เฟิงหลิงเหยียนปรายตามองด้วยความเ็า พลางสาวเท้าก้าวไป
“เื่บางเื่ ใช่ว่าเ้าเห็นแล้วจะต้องเป็ไปตามสิ่งที่เ้าเชื่อแบบนั้นเสมอไป ไม่ใช่ว่าข้าจะต้องสอบติดสามอันดับแรกของสายนอกหรอกหรือ แค่นี้จะไปยากอะไร?” หลินโม่พูดจบก็เดินเฉียดผ่านเฟิงหลิงเหยียนไป
ฝีเท้าของเฟิงหลิงเหยียนหยุดชะงักไปชั่วครู่ นางไม่ได้หันกลับไปทว่ากลับมุ่งตรงไปข้างหน้า
“สอบติดสามอันดับแรกของสายนอกหรือ? ขี้คุยเสียจริงนะ”
“เวลาตั้งสองปีเพิ่งจะฝึกร่างได้ขั้นที่สอง แต่ก็อยากประกาศศักดาว่าจะสอบติดสามอันดับแรกของสายนอกนี่เป็เื่ตลกที่สุดในชีวิตั้แ่ที่ข้าเคยได้ยินมาแล้วล่ะ” ศิษย์ที่เหลือพากันหัวเราะเยาะ
เฟิงหลิงเหยียนไม่ได้เอ่ยอะไร
พูดเื่ใหญ่โตใครก็พูดได้ แต่จะทำได้หรือไม่นั้นก็เป็อีกเื่ แต่ด้วยพลังของหลินโม่ในตอนนี้อย่าเพิ่งพูดถึงสามอันดับแรกของสายนอกเลยหากอันดับไม่ต่ำสุดก็ถือว่าบุญแล้วล่ะ