“แม้ว่าจะบอกน้องแล้วว่าครั้งนี้จะออกมาฝึกฝนนานกว่าเดิม แต่มันเกือบสามเดือนแล้วที่เราอยู่ที่นี่กลับไปคงจะถูกยัยฟ้าจะแกล้งโกรธมากแน่ ๆ คงต้องเตรียมของฝากและคำพูดดี ๆ แล้วสิ”
“เหอ! รับมือกับน้องสาวนี้มันยากกว่าการฝึกฝนอีกนะเนี่ย ฝึกฝนในชั้นที่เก้ายังไม่ต้องคิดหนักมากขนาดนี้เลย ฉันคือผู้นำตระกูลรัตนโชคิและเป็นผู้ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานในระดับเดียวกันนะเว้ยยย” ไผ่ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดังเมื่อคิดถึงเรื่องที่ต้องรับมือกับน้องสาว แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งโกรธก็ตาม
เมื่อไม่รู้จะทำอะไรไผ่จึงนั่งลงหลับมาพร้อมกับทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้มาทั้งหมดเพื่อรอเวลาให้ดินแดนลึกลับแห่งนี้ปิดตัวลง
สามวันต่อมา
เมื่อครบกำหนดสามเดือนดินแดนลึกลับก็ปิดตัวลง คนไม่ว่าจะฝึกฝนอยู่ในหอคอยหรือที่กำลังออกล่าสัตว์อสูรและตามหาสมุนไพรต่างก็ถูกกฏของดินแดนลึกลับบังคับให้ออกไปทั้งหมด
เหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหมดต่างก็ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องโถงเหมือนกันหน้านี้กันทุกคน โดยไม่มีใครหายไปแม้แต่คนเดียว
หลังจากที่ไผ่ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องโถง ไผ่ก็รีบเดินออกจากห้องโถงอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจที่จะอยู่พูดคุยกับใครเลย
ในขณะที่เดินไปได้เพียงแต่สามก้าวเท่านั้นเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเรียกดังมาจากด้านหลัง “คุณชายรอสักครู่ครับ” ไผ่หยุดแล้วหันไปมองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับสายตาที่แฝงไปด้วยความเคารพขณะมองมาที่ตน
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ไผ่มองสำรวจอีกฝ่ายแล้วเอยถามกลับสั้น ๆ
“เอ่อ” เมื่อได้ยินคำพูดและสีหน้าจริงจังของไผ่อีกฝ่ายก็เหมือนจะหวาดกลัวไม่น้อย แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป “ผมอยากจะขอบคุณคุณชายเรื่องในหอคอยสิบชั้นครับ ผมได้ฝึกฝนตามที่ละชั้นแบบที่คุณ ทำให้ตอนนี้ผมแข็งแกร่งขึ้นมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้”
ไผ่รู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเผยรอยยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับ “ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผมเลย ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวของนายเองถ้าตอนนั้นนายเลือกที่จะไม่สนใจแล้วเดินผ่านไปมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเพราะผมไม่ได้เป็นคนบอกให้คุณทำตาม ทุกความสำเร็จมันอยู่ที่การตัดสินใจของคุณทั้งนั้น”
อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นแววตาของเขาก็ยิ่งแสดงความเคารพนับถือไผ่มากขึ้นไปอีกอย่างเห็นได้ชัด
คำพูดของไผ่ดึงดูดความสนใจของคนอื่น ๆ ทันทีจึงพากันหันมามองซึ่งมีคนไม่น้อยที่จำไผ่ได้จึงมีบางคนเดินเข้ามาแสดงความขอบคุณไผ่เช่นกัน
“ถ้าไม่ได้คำแนะนำของคุณชายในตอนนั้นพวกเราคงไม่มีความสามารถที่จะอยู่บนชั้นที่แปดเลย” หญิงสาวที่เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ขึ้นไปบนชั้นที่แปดเอยกับไผ่ด้วยแววตาซาบซึ้ง
“ใช่แล้วครับคุณชายเพราะคำแนะนำของคุณทำให้พวกเราก้าวหน้าขึ้นมาก ตอนนี้ผมแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติดเลย” ชายหนุ่มอีกคนเอยขึ้นอย่างมีความสุข
“ผมเพียงแค่พูดไม่กี่คำเท่านั้นซึ่งไม่ได้สำคัญอะไร ทุกอย่างอยู่ที่ตัวพวกนายมากกว่า” ไผ่มองทุกคนแล้วเอยด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“เหอะ มันก็แค่โชคดีหรือบังเอิญเท่านั้นแหละจะชมอะไรกันมากมาย”น้ำเสียงไม่พอใจที่เย่อหยิ่งดังขึ้นดึงดูดทุกคนให้หันไปมอง แต่สำหรับไผ่ไม่ต้องมองก็รู้ว่าเป็นเสียงของใคร
“หุบปากของแกไปซะคริส ไม่เช่นนั้นเราจะได้เห็นดีกัน” ชายหนุ่มที่เหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่มคนที่ทำตามไผ่ตั้งแต่แรกเอยขึ้น ใช่แล้วคนที่พูดว่าไผ่ก็คือคริส
“โอเล่ นายกล้าพูดแบบนี้กับฉันเพราะคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้างั้นรึ”คริสมองโอเล่แล้กัดฟันพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ฉันเห็นด้วยนะ ฉันว่านายควรจะหุบปากของนายนะคริส นายไม่ดูสถานการณ์ในตอนนี้เลยรึยัง” หญิงสาวที่ยืนด้านข้างของโอเล่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เธอก็คิดจะมีเรื่องกับฉันเพื่อมันอย่างนั้นหรอริต้า” คริสพูดพร้อมทั้งมองหญิงสาวที่พูดหรือริต้าด้วยสายตาเย็นชา
ไผ่ยืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉยพร้อมทั้งส่ายหัวอย่างหมดหนทาง เพราะคนอย่างคนชื่อคริสนั้นหมดหนทางเยี่ยวยาแล้ว คนแบบนี้จะอวดเก่งแค่อยู่ภายใต้ปีกของตระกูลเท่านั้น
แต่เมื่อออกไปยังสนามรบและเจอการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพันเมื่อไหร่คนแบบนี้เป็นได้เพียงแค่พวกไร้ค่ารอวันตายเท่านั้น
ในขณะที่ไผ่กำลังยืนมองอยู่เงียบ ๆ แรงกดดันก็มาพร้อมกับน้ำเสียงอันเย็นชา “เกิดอะไรขึ้น ข้าเคยบอกไปแล้วว่าอย่าสร้างปัญหาที่นี่”
“ขออภัยท่านผู้ดูแลด้วยครับ/ค่ะ”โอเล่ ริต้าและคนอื่น ๆ รีบเอยขึ้นพร้อมกับ
“ตกลงมีเรื่องอะไรกัน” ชายวัยกลางคนถามต่อ แต่คราวนี้น้ำเสียงดูอ่อนลงเล็กน้อย ถึงยังไงพวกเขาเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงรุ่นเยาว์อีกทั้งยังไม่ได้สร้างปัญหาอะไร การเป็นรุ่นเยาว์จะใจร้อนบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งเขาเข้าใจดี
“เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ…” โอเล่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหอคอยสิบชั้นทั้งหมดให้ผู้ดูแลฟัง โดยมีริต้าและคนอื่น ๆ คอยพยักหน้าเสริมเป็นบางครั้งเพื่อยืนยันว่าคำพูดของโอเล่นั้นเป็นเรื่องจริง
ในระหว่างฟังผู้ดูแลยังคงแสดงสีหน้าเรียกเฉยแต่ในใจกลับตกใจกับเรื่องราวที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก พวกเขาที่ครอบครองดินแดนลึกลับแห่งนี้มาหลายพันปีแต่กลับไม่เคยเข้าใจมันจริง ๆ เลยสักครั้ง ทำให้ที่ผ่านมาพวกเขาพลาดโอกาสไปมากมายขนาดไหนกัน
เมื่อผู้ดูแลได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดและยังมีคนจำนวนมากยืนยันว่าคือเรื่องจริง ผู้ดูแลจึงหันไปมองคริสด้วยแววตาเย็นชาก่อนจะหันมามองไผ่ด้วยแววตาชื่นชม.