ท่ามกลางความโกลาหลที่กำลังเริ่มต้นก่อตัวขึ้น เสียงคร่ำครวญของกวียังคงดังก้องกังวาน เรือนร่างของเขาถูกพันธนาการด้วยโซ่เส้นใหญ่ ไร้ซึ่งหนทางขัดขืนใดๆ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการร้องขอความช่วยเหลือที่มิอาจส่งไปถึง
บรรดาทหารเคลื่อนย้ายร่างของชายหนุ่มออกจากห้องไป ท่าทีที่พวกมันปฏิบัติกับกวีราวกับเป็เพียงนักโทษ ฉุดกระชากลากไถลไปตามพื้นเยี่ยงสุกรเยี่ยงสุนัขหาใช่มนุษย์
อิลไคและอีกสองคน พวกเขาต่างเพ่งสายตาจ้องมองจนกระทั่งเสียงกรีดร้องอันโหยหวนได้เลือนหายไป
“หมอนั่นจะเป็อะไรรึเปล่านะ ?” โมมิยะเอื้อนเอ่ยคำถาม ในใจพลางครุ่นคิด ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นมีความหมายว่าเยี่ยงไรกันแน่
“ไม่รู้สิ” อิลไคเริ่มต้นออกความเห็น “หากนี่คือเกม เหตุการณ์เมื่อครู่ก็คงเป็หนึ่งในอีเว้นท์เสริมหรืออะไรเทือกนั้น และอีกไม่นานเ้านั่นก็คงถูกปล่อยตัวออกมา แน่นอนว่าถ้าหากว่านี่มันเป็แค่เกมล่ะก็นะ”
เขาเริ่มต้นตั้งข้อสงสัย หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วปานลมกรดจนหลายคนมิอาจตามทัน
ในขณะเดียวกันกลับมีเพียงเซโน่ ที่ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นตรงหน้า ตัวเขาก็ยังคงนิ่งเงียบไม่สะทกสะท้านประหนึ่งว่าเขาไม่มีปากให้พูด
โมมิยะได้เหลียวมองไปยังเซโน่ ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวพร้อมกันนั้นจึงเริ่มเอ่ยขึ้น
“แล้วคุณเซโน่คิดว่าไงครับ ?”
ในบรรดาผู้เข้าร่วมทดสอบทั้งสี่คน แม้จะเป็ชายที่เงียบขรึมและเข้าใจได้ยากเกินมนุษย์ผู้ใด กระนั้นเซโน่กลับเป็เพียงคนเดียวที่แตกต่างออกไป เพราะชายผู้นี้คือคนที่ชาญฉลาดที่สุดในหมู่พวกเขา
“ใครจะเป็ตายร้ายดียังไง มันไม่ใช่เื่ของชั้น”
นี่นับเป็ครั้งแรกที่โมมิยะได้ยินถ้อยคำจากปากของเซโน่ ไม่เพียงแค่เข้าถึงได้ยาก เหนือผู้ใด ทว่าชายผู้นี้กลับมีท่าทีราวกับว่าตัวเขากำลังเก็บงำบางอย่างเอาไว้อยู่
งานเลี้ยงต้อนรับอันสุขสันต์พลันสิ้นสุดลงด้วยความโกลาหล ทุกคนต่างแยกย้ายเลิกรากันไปตามเส้นทางของตน เพียงไม่นาน ห้องสวดภาวนาอันกว้างใหญ่ก็ไม่เหลือผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียว
ณ สถานที่ใดสักแห่งหนึ่ง
กวีได้ถูกเหล่าทหารคุมตัวไปยังชั้นใต้ดินอันมืดมิด เบื้องหน้าของเขาปรากฏเส้นทางทอดยาวออกไปไกลไร้ที่สิ้นสุด ด้านหน้าสุดของขบวนคือบาทหลวงฮูโม่ที่ยามนี้กำลังนำทางพร้อมมีตะเกียงเพลิงในมือของเขา
เมื่อย่างกรายลึกเข้าไปได้ราว่เวลาหนึ่ง บาทหลวงเฒ่าจึงหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือกรงขังเก่า แท่งเหล็กได้ขึ้นสนิมไปเสียส่วนใหญ่ ภายในห้องส่งกลิ่นเน่าเหม็นอบอวลอันมีโซ่พันธนาการและห้องน้ำขนาดย่อมเยาอยู่เพียงหนึ่ง
ฮูโม่ส่งสายตาให้แก่บรรดาทหาร พลันได้เห็นถึงสัญญาณที่ชายเฒ่าส่งมาหา กวีที่ยามนี้มิอาจขัดขืนจึงถูกตรึงเอาไว้เป็รูปกางเขน โซ่ตรวนขนาดใหญ่ได้พันธนาการขาและแขน แผ่นหลังของเขาแนบชิดกับกำแพงจนทุกส่วนมิอาจเคลื่อนไหว
เรือนร่างของกวีสั่นระริกเพราะความหวาดผวา เหตุใดตัวเขาจำต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ ใยโลกจึงโหดร้ายและเ็ากับเขายิ่งนัก
“เอาแส้มา”
เสียงของฮูโม่ได้ถูกเอ่ยขึ้นเพื่อสั่งการ พลันสิ้นเสียง ทหารนายหนึ่งจึงยื่นแส้ขนาดพอดีมือพร้อมวางลงบนมือของเขา
“นั่นแกจะทำอะไรกันแน่..”
ดวงตาลนลานจนเบิกกว้างพร้อมร่างกายสั่นระริก ในใจคอยครุ่นคิดว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเขากันแน่
แส้ในมือถูกยกขึ้นอยู่เหนือศีรษะ ทันใดนั้น บาทหลวงเฒ่าจึงออกแรงฟาดชายหนุ่มที่ถูกตรึงด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่
เสียงกรีดร้องเริ่มต้นดังก้องกังวาน ความเ็ปอย่างทุกข์ทรมานได้แทรกซึมแผ่ซ่านผ่านไปทั่วิัจนก่อเกิดเป็รอยแดง
ความเ็ปคือระบบเตือนภัยสำหรับร่างกายของสิ่งมีชีวิต เมื่อใดที่พวกเรารู้สึกถึงความเ็ป นั่นจะแสดงถึงอันตรายที่กำลังเคลือบคลานเข้ามาหา
ตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติ เมืุ่์รู้สึกถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น เครือข่ายเส้นประสาทที่เชื่อมต่อทั่วร่างจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังไขสันหลัง และจึงส่งผ่านเซลล์ประสาทอื่น ๆ ไปยังสมอง เพื่อให้ร่างกายตอบสนองกับสิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่าความเ็ป
การทรมานมิได้สิ้นสุดเพียงหนึ่งครา ฮูโม่ฟาดแส้ลงบนเรือนร่างของกวี ณ จุดเดิมอีกราวห้าครั้ง เสียงกรีดร้องยังคงดังกู่ก้องอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเสียงกรีดร้องของเขาดังเท่าใด เสียงหัวเราะของเหล่าทหารจะก้องกังวานมากขึ้นไปอย่างทวีคูณ
หลังจากนั้นเพียงไม่นาน บริเวณรอบปากแผลกลับรู้สึกด้านชาจนมิอาจััได้ถึงความเ็ป
“นี่มันเป็เกมบ้าอะไรกันแน่วะ !!”
ชายหนุ่มระรัวคำถามออกไปอย่างบ้าคลั่ง เพียงแต่ว่า บาทหลวงเฒ่ากลับตีหน้าซื่อประหนึ่งว่าเป็ทองไม่รู้ร้อน
“เกม? แกพูดอะไรของแก ?”
ถ้อยคำนี้ทำให้กวีสามารถตระหนักได้ถึงบางสิ่ง
ในการทดสอบที่ผ่านมา พลันแสงสว่างเลือนหายไป ทิวทัศน์เบื้องหน้าของเขาได้แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
กระนั้นแล้ว หากสถานที่ ณ ปัจจุบันคือเกมเสมือนจริง ทุกเหตุการณ์ก็ควรเกิดขึ้นอยู่ภายในหัวของพวกเขาเอง
ทว่าความจริงช่างแสนโหดร้าย มิใช่ว่าจิตใต้สำนึกของพวกเขาได้เข้าสู่โลกแห่งเกม หากแต่ว่าร่างกายของพวกเขาได้ถูกเคลื่อนย้ายมายังสถานที่อื่นที่มิได้ตั้งอยู่ ณ ที่ใดในโลกต่างหาก
“นี่คือ.. โลกแห่งความเป็จริงงั้นรึ ?”
ความจริงได้เป็ที่ประจักษ์ หากแต่เป็ความจริงที่แสนน่าเศร้าและน่าสลดจนกวีเองก็ไม่อยากยอมรับ
และคงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่าเหตุการณ์ใน่เวลาต่อจากนี้ จะมีวิบากกรรมอันใดอีกที่กำลังเฝ้ารอเขาอยู่ในอนาคตข้างหน้าที่ผู้ใดก็มิอาจคาดเดาได้
วันเวลาล่วงผ่านไปไร้ที่สิ้นสุด เนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ วันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า เรือนร่างของเขาได้ถูกทรมานด้วยสารพัดวิธีการ กระนั้นเมื่อร่างกายได้รับาแมากเกินไป จะมีชายผู้หนึ่งในชุดคลุมสีแดงเพลิงที่คอยร่ายมนตร์รักษาเพื่อให้าแทุเลาลงและฟื้นคืนสภาพกลับมาเป็ดังเดิม
อาหารสามมื้อคือเศษซากที่หลงเหลือจากอาหารของสุนัขเฝ้ายาม รสชาติจืดชืดราวกับกำลังฝืนกล้ำกลืนเศษก้อนขนมปังเปียก ไร้ซึ่งััอันน่าพิสมัย ทุก่เวลาที่ล่วงผ่านไปราวกับว่าเขากำลังตกลงสู่ขุมนรก
พลันเวลาอาหารมื้อสุดท้ายของวันสิ้นสุดลง นั่นจะหมายถึงอิสรภาพชั่วครั้งชั่วคราวของกวี โซ่ตรวนที่พันธนาการมือทั้งสองจะถูกปลดปล่อย ชายหนุ่มจะได้พักผ่อน จะได้นอนหลับ จะได้ทำกิจธุระส่วนตัว หรือกระทั่งกุมศีรษะด้วยสองมือและนอนร้องไห้ก็ทำได้เช่นเดียวกัน
ใน่เวลาที่ล่วงผ่านไป กวีพยายามฆ่าตัวตายนับครั้งไม่ถ้วน กระนั้นทุกครั้งกลับจบลงด้วยความล้มเหลว เวทมนตร์แห่งปาฏิหาริย์ยังคงถูกร่ายเพื่อคอยรักษาและมอบร่างกายใหม่ให้แก่เขา
แม้ไม่รู้ว่าชายผู้นั้นมีนามว่าเช่นไร หากแต่ว่าเหล่ายามเฝ้าล้วนต่างเรียกเขาว่าคุณชายน้อยแห่งตระกูลเบลเรม
ทั่วทุกบริเวณมีเพียงความมืดมิดจนมิอาจเห็นแสงเดือนแสงตะวัน
เมื่อหนึ่งวันล่วงผ่านไป กวีมักใช้ก้อนหินขีดเขียนบนกำแพงเพื่อบ่งบอกว่าวันเวลาล่วงผ่านไปแล้วกี่วัน
การนับวันมิได้ยากเย็นเท่าใดนัก กิจวัตรในแต่ละวันมักจะจำเจมิได้แตกต่าง เริ่มต้นจากการถูกทรมานสามชั่วโมง ครู่ต่อมาคืออาหารมื้อแรก และจึงต่อด้วยอาหารมื้อเที่ยง ไม่นานก็คือ่เวลาอาหารค่ำ จากนั้นจึงปิดท้ายด้วยการทรมานอันสุดแสนทารุณติดต่อกันอีกราวห้าชั่วโมง
รอยขีดเขียนที่ถูกสลักอยู่บนกำแพงได้เพิ่มพูนขึ้นมามากแล้วถึงสามสิบขีด
ในเช้าวันใหม่ ประตูกรงเหล็กได้ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมเรือนร่างของบาทหลวงเฒ่าและเหล่าทหารได้ปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเฉกเช่นปกติ
หากแต่ในวันนี้กลับมีบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมสักเล็กน้อย
รอยยิ้มอันแสนเย้ยหยันพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าฮูโม่ ฝีปากเอื้อนเอ่ยพลางหัวเราะเบา ๆ กลายเป็หนึ่งคำพูด
“เ้าของเล่น ชั้นจะมอบอิสรภาพให้กับแกก็ได้ เพียงแต่ว่าแกจะต้องผ่านการทดสอบของชั้นให้ได้เสียก่อน”
ใน่เวลาต่อมา ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
ท้องนภาอันไร้เมฆหมอกส่องสว่างแสงสีครามไปทั่วทุกหนแห่ง เบื้องล่างคือลานประลองกลางแจ้งขนาดใหญ่ รอบข้างปรากฏผู้ชมนับร้อยและทุกคนล้วนแล้วมีศักดินาระดับสูงกันทั้งสิ้น
กวียืนอยู่ ณ ใจกลางของลานประลอง มือและเท้าของเขาถูกปลดเปลื้องออกจากพันธนาการ
เบื้องหน้าของกวีคือหอคอยสูงใหญ่ ลานประลองแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ภายในปราสาทของราชวงศ์อัลบา มีเพียงชนชั้นสูงไม่กี่ตระกูลจึงจะสามารถย่างกรายเข้ามาสู่สถานที่แห่งนี้
ทันใดนั้น ฮูโม่ได้ปรากฏตัวขึ้น ณ ชั้นบนสุดของหอคอย พร้อมกันนั้นยังมีผู้กล้าทั้งสามได้ยืนอยู่ข้างกาย
“อิลไค โมมิยะ เซโน่ ใครก็ได้ช่วยชั้นที !!”
พลันได้พบกับทั้งสามคน กวีจึงไม่รอช้าเร่งเอื้อนเอ่ยวาจาเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ
เพียงแต่ว่า ใบหน้าของพวกเขากลับดูเรียบเฉย ในยามนี้ ทั้งอิลไคและโมมิยะ ทั้งสองต่างมีสีหน้าและแววตาเฉกเช่นปลาตายมิได้แตกต่างไปจากเซโน่
คำร้องขอมิอาจสัมฤทธิผล ไม่มีผู้ใด้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จิตใจของเขาแตกร้าวเป็เสี่ยงๆ โลกทั้งใบได้ละทิ้งเขาผู้น่าสงสารให้ยืนอยู่ในโลกที่แสงสว่างมิอาจส่องถึง
“ทุกท่านได้โปรดฟังทางนี้ !!!”
เสียงของฮูโม่พลันเริ่มต้นดังกู่ก้อง เมื่อนั้นเหล่าชนชั้นสูงทั้งหลายจึงเร่งหันมองไปยังต้นตอของเสียง
“ชายตรงหน้าของพวกท่านคือผู้กล้าต้องสาป ความโสมมได้แทรกซึมผ่านิัของเขา และยามนี้พวกมันได้แผ่ขยายไปยังทั่วกายแล้วขอรับ !!”
ทุกคนต่างตกตะลึงไปกับสิ่งที่บาทหลวงเฒ่าได้เอ่ยออกไปเมื่อครู่ บนโลกใบนี้ ความเชื่อเื่ภูตผีปีศาจยังคงฝังลึกอยู่เป็รากฐาน เพื่อให้พวกเขายังมีที่พึ่งทางใจที่ไม่สั่นคลอน ถ้อยคำของจ้าวนิกายเช่นฮูโม่จึงมีน้ำหนักเทียบเคียงกับคำสั่งจาก์
“แต่ทุกท่านไม่จำเป็ต้องเป็ห่วงขอรับ” บาทหลวงเฒ่าได้เปล่งวาจาเพื่อเอ่ยพูดอีกครั้ง “กระผมในนามของจ้าวลัทธิกางเขนกลับหัว จะขอชำระล้างบาปและความสกปรกโสมมทั้งหมดของผู้กล้าต้องสาปผู้นี้ เพียงแต่ เพียงกำลังของกระผมคงมิอาจทำได้ จำต้องพึ่งพาความพยายามของท่านผู้กล้าเช่นเดียวกัน โดยการไถ่บาปก็ง่ายดายยิ่งนัก เพียงแค่ท่านผู้กล้าต้องสาปจำต้องเอาชนะ ‘าาผู้ควบคุมความตาย’ ให้ได้เสียก่อน เพื่อการนั้น ทุกท่านได้โปรดส่งเสียงะโเพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้แก่ท่านผู้กล้าต้องสาปด้วยขอรับ !!”
เสียงะโโห่ร้องของเหล่าผู้ชมต่างก้องกังวาน พร้อมกับแสงสว่างได้เปล่งประกายขึ้นมา ณ เบื้องหน้าของกวีในฉับพลัน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย !!”
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แสงสว่างเมื่อครู่ได้มลายหายสิ้น กระนั้นกลับมีบางสิ่งได้ปรากฏรูปโฉมขึ้นมาแทนที่
เบื้องหน้าของเขาคือเหล่าโครงกระดูกราวหกตน พวกมันเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบเปรียบดังกระบวนทัพ
ด้านหน้าสุดมีพลม้าเร็วพร้อมดาบในมือขวาอยู่สองนาย ถัดมาคือพลทหารโครงกระดูกพร้อมโล่ใหญ่ที่กำลังส่องประกายแสงสว่างสีมรกตอีกสามนาย
แถวต่อไปมีเพียงหนึ่งตน กระนั้นตัวมันกลับสูงเด่นเป็สง่า มือขวาถือดาบทมิฬเล่มใหญ่ เหนือศีรษะขึ้นไปสวมใส่มงกุฎราวกับว่ามันคือองค์ราชัน
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ด้านหลังของมันยังมีอีกราวสองแถว แถวแรกคือจอมเวทในชุดคลุมสีดำ ในมือขวาถือลูกแก้วเวทมนตร์ที่ยามนี้ได้ส่องประกายแสงสว่างสีคราม และแถวสุดท้ายก็คือพลธนูอีกหนึ่งตน
ท่ามกลางเสียงะโโห่ร้องที่ยังคงดังก้องกังวาน ที่แห่งนั้นกลับมีเพียงกวีที่ยามนี้ได้ยืนตัวสั่นเพราะความตื่นกลัว
“จะให้สู้ยังไงวะ !!”
อารมณ์ร้ายพลันเดือดดาลขึ้นมาจนถึงขีดสุด เสียงะโถูกเปล่งออกไปดังลั่นสั่นะเืประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า
กวีนั้นเป็เพียงคนธรรมดาที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ย่อมไม่มีทางที่เขาจะสามารถต่อกรกับสัตว์ประหลาดเหล่านี้ได้ด้วยตัวคนเดียว
“โอ้! นั่นสินะ ลืมไปเสียสนิทเลย”
เสียงของฮูโม่ได้ถูกเอ่ยขึ้น พร้อมกันนั้น มือของเขาได้หยิบเอาดาบเล่มหนึ่งขึ้นมาและจึงโยนมันออกไป
ดาบร่วงหล่นและตกลงอยู่ ณ เบื้องหน้าของกวี ทันทีที่ได้เห็นจึงมีสีหน้าที่ผิดแปลกไปจากมนุษย์มนา
“แค่ดาบเล่มเดียว ?”
อารมณ์ร้ายพลันแผ่ซ่านออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ ชายหนุ่มกำหมัดทั้งสองข้างจนแน่นขนัดพร้ะโกนออกไปอย่างสุดเสียง
“คิดว่ามันตลกมากรึไงวะ !!”
ถ้อยคำของเขาดังก้องกังวานประหนึ่งสายฟ้าฟาด ทว่าบาทหลวงเฒ่ากลับไร้ซึ่งความปรานี มือขวายื่นออกมาเบื้องหน้าเพียงเล็กน้อย ในขณะที่มุมปากยังคงเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มอันแสนเย้ยหยัน
“ซุ่ม !!”
ทันใดนั้นเอง เรือนร่างของกวีได้เปล่งประกายแสงสว่างเปรียบดังอัญมณีสีมรกต บางสิ่งเข้าปกคลุมร่างกายเขาราวกับเป็ออร่าชนิดหนึ่ง
“เื่มากซะจริงๆ ความแข็งแกร่งทางกายภาพก็เพิ่มให้แล้ว อาวุธก็มอบให้แล้ว เช่นนี้แล้วแกยังจะ้าสิ่งใดอีก”
มันกล่าวด้วยแววตาไร้เยื่อใย พลันสิ้นสุดถ้อยคำ เมื่อนั้นรูม่านตาอันกลวงโบ๋ของกองทัพโครงกระดูกก็เปล่งประกายแสงสว่างสีแดงฉานออกมา
“เริ่มต้นการต่อสู้ ณ บัดนี้ !!”
เมื่อเสียงระฆังเริ่มต้นการต่อสู้ได้ถูกประกาศกร้าว พลม้าเร็วสองนายได้เริ่มต้นเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วสูง
ยามนี้กวีคงไม่มีทางเลือก ชายหนุ่มเร่งคว้าดาบด้วยสองมือ หากไม่สู้ก็ต้องตาย!
ม้าเร็วทั้งสองพุ่งทะยานเข้ามาหาราวสัตว์ป่าผู้บ้าคลั่ง ดาบในมือขวาได้ถูกยกขึ้นอยู่เหนือศีรษะเพื่อตระเตรียมตัวเข้าฟาดฟัน
“ตายเป็ตายสิวะ !!”
ดาบเล่มเดียวถูกกำแน่นด้วยสองมือ แววตาจดจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเพ่งพินิจและตั้งมั่นไม่สั่นคลอน กระนั้นแล้วกลับมีบางสิ่งบางอย่างที่แลดูผิดแปลกไป
ในขณะที่ั์ตาของกวีจดจ้องมองไปที่ศัตรู ทุกการเคลื่อนไหวของพวกมันกลับเชื่องช้าลงราวกับรถที่ถูกชะลอความเร็ว
ไม่เพียงแค่ดวงตา กระทั่งิั หรือแม้แต่เส้นผม เสียง การสั่นไหวเล็ก ๆ ในห้วงอากาศ ทุกประสาทััได้เพิ่มพูนทวีศักยภาพให้เหนือล้ำยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ศัตรูทั้งสองพุ่งทะยานเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว หากแต่ว่ากวีกลับมีท่าทีที่นิ่งสงบไม่สั่นไหวประหนึ่งว่าเขาคือกำแพงหิน แววตาเขาจ้องมองอยู่แค่เพียงเบื้องหน้า
ศัตรูเข้ามาในระยะประชิดเพียงไม่กี่วินาที ดาบที่ถูกยกขึ้นอยู่เหนือหัวจนถึงเมื่อครู่พลันตวัดลงมาเพื่อเข้าฟาดฟัน
เพียง่เวลาชั่วครู่ขณะหนึ่ง กวีได้ตวัดดาบกลับไปเพื่อปัดป้องคมดาบของศัตรูอย่างไม่ยำเกรง
ร่างกายในยามนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที ช่างเป็สิ่งที่น่าอัศจรรย์ ราวกับว่าตนนั้นได้รับพละกำลังช้างสารมาอยู่ในก็มิปาน
.
< นี่ร่างกายของเราได้รับการเพิ่มพลังอย่างที่มันบอกจริง ๆ ด้วยสินะ ถ้าเป็แบบนี้ล่ะก็ชนะได้แน่ !! >
.
ความมั่นใจได้ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้ม พลันการโจมตีครั้งแรกพลาดพลั้งไป พลม้าเร็วทั้งสองจึงเร่งตวัดดาบไปยังศัตรูอีกครั้ง
เรือนร่างของเขาได้เลือนหายไปในชั่วพริบตารวดเร็วประหนึ่งลมกรด ก่อนที่คมดาบจะได้เข้าเชือดเฉือนเนื้อหนังของเขาเพียงหนึ่งชั่วครู่ขณะ
เหล่าพลม้าเร็วต่างเร่งมองซ้ายขวา ทว่ากลับไม่พบร่องรอยของกวีที่หายไปอย่างไร้ตัวตน
บางสิ่งปรากฏขึ้นมาจากด้านหลังพวกมัน ชายผู้นั้นเร่งตวัดดาบในมือเพื่อฟาดฟันศัตรูอย่างรุนแรง
หากเป็ในมุมอับสายตาเช่นนี้ แม้ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเพียงใดก็คงมิอาจรับมือได้อย่างทันท่วงที
เพียงแต่ว่า ตัวกวีนั้นกลับคิดผิดมหันต์
ในขณะที่คมดาบใกล้เข้าฟาดผ่านลำคอของเ้าโครงกระดูกทั้งสอง กล่องลูกบาศก์แสงได้ปรากฏขึ้นมาจากพื้นที่อันว่างเปล่า ป้องกันการโจมตีและทำให้กวีเกิดการชะงักลงเพียงแค่เสี้ยววินาที
กวีสูญเสียการทรงตัวจนต้องล้มลง ความลนลานเริ่มต้นก่อตัว แต่แล้วดวงตากลับจดจ้องมองไปที่กองทัพศัตรูโดยบังเอิญ
“เป็ฝีมือของพวกแก..”
วาจาได้ถูกเปล่งออกมาโดยมิทันได้รู้ตัว มันผู้แทรกแซงการโจมตีของเขาก็คือเหล่าพลโล่นั่นเอง
พลันรู้สึกตัวอีกคราหนึ่ง เหล่าพลม้าเร็วก็ได้ยกดาบขึ้นอยู่เหนือศีรษะของพวกมันเป็ที่เรียบร้อย
“ย่ะ- หยุดก่อน-”
เสียงของกวีดังก้องกังวาน เปล่งวาจาเพื่ออ้อนวอนขอให้หยุดยั้ง หากแต่มันกลับไม่สัมฤทธิผล เหล่าโครงกระดูกพวกนี้มิใช่มนุษย์ พวกมันทุกตนล้วนแล้วมิได้ต่างไปจากสิ่งของที่ไม่มีชีวิต
คมดาบของพวกมันได้เข้าเชือดเฉือนไปที่ไหล่ของเขา
“อ้ากกกก !!!”
กวีกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง แขนทั้งสองข้างของเขาได้ขาดสะบั้น สายโลหิตไหลออกมาราวกับสายนที พร้อมความเ็ปอันยากเกินจะพรรณนาได้แผ่ซ่านไปยังทั่วทุกอณูของร่างกายใน่เวลาแค่เสี้ยววินาที
เพียงแต่ว่า ศัตรูกลับมิได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ ดาบในมือขวาของพวกมันได้ถูกยกขึ้นอยู่เหนือศีรษะอีกครั้ง และในครั้งต่อไปที่คมดาบเ่าั้ได้ตวัดลงก็หมายถึงความตายของกวี
“ชั้น..”
‘กำลังจะตาย !!’
ชีวิตนั้นคงอยู่และดับสูญไปเพียงชั่วครู่ขณะ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นรวดเร็วปานประหนึ่งแสงด้วย่เวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที
“ช้าก่อน !!”
ปาฏิหาริย์ได้ก่อกำเนิดขึ้นมา ชีวิตของกวีถูกช่วยเอาไว้ด้วยเสียงประกาศของบาทหลวงเฒ่า พลันสิ้นสุดเสียงของเขา พลม้าเร็วทั้งสองจึงได้หยุดยั้งคมดาบของพวกมันให้ชะงักลงในชั่วครู่พริบตา
“ส่งหน่วยแพทย์ลงไปเดี๋ยวนี้ !!”
ฮูโม่เริ่มต้นกล่าวสั่งการอีกครั้ง เพียงไม่นานหน่วยแพทย์ก็ได้ถูกส่งลงไป
หากแต่ว่า แพทย์ผู้นั้นกลับมีใบหน้าคร่าตาที่น่าคุ้นชินเสียนี่กระไรดี
“เอมิลี่.. เบลเรม..”
ดวงตาของกวีเบิกกว้างในขณะที่เขาจ้องมองหญิงงามที่ตนรู้จักกำลังก้าวเดินเข้ามาหา
พลันมาถึงที่หมาย เอมิลี่มิได้เปล่งวาจาใด ๆ พร้อมยื่นมือทั้งสองเข้าจับาแของกวี
แสงสว่างสีเขียวมรกตได้เริ่มต้นเปล่งประกายไปทั่วทั้งบริเวณ เพียงชั่วครู่เดียว แขนของกวีที่เคยขาดสะบั้นกลับเชื่อมต่อกันกับาแจนสามารถเคลื่อนไหวได้ดังเดิม
ตระกูลเบลเรมนั้นมีอิทธิพลกับประเทศอินดูเอลมาแต่ช้านาน เหตุผลหนึ่งเป็เพราะทักษะลึกลับที่สืบทอดกันมาั้แ่ยุคสมัยของบรรพบุรุษ แม้แต่แขนที่เคยขาดสะบั้นไปก็สามารถต่อกลับคืนได้ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ด้วยความสามารถราวกับพระเ้าประทานพรมาให้ ราชวงศ์อัลบาจึงมอบเกียรติยศและเงินทองให้แก่พวกเขาอย่างมากมายมหาศาล
เพราะเหตุนั้น ตระกูลเบลเรมจึงเย่อหยิ่งทะนงตนไม่แพ้ตระกูลใดในโลก ในบรรดาตระกูลชนชั้นสูงทั้งหมด กลับมีน้อยคนยิ่งนักที่จักได้รู้จักมักชิดอย่างสนิทสนมกับพวกเขาเหล่านี้
.
“น่ารังเกียจยิ่งนักที่ต้องมาััเนื้อตัวของเ้าคนโสมมอย่างแก..”
.
“ถ้าไม่ได้เป็เพราะคำสั่งของท่านฮูโม่แล้วล่ะก็..”
.
“แกก็อย่าได้หวัง..”
.
“ว่าจะได้ััเนื้อตัวของชั้นอีกเป็ครั้งที่สอง”
.
เสียงกระซิบของเอมิลี่ทิ่มแทงจิตใจของชายหนุ่มให้แตกสลายเป็เสี่ยงๆ พลันสิ้นเสียง แม่หญิงรูปงามได้เร่งฝีเท้าก้าวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
ความหดหู่ได้ก่อขึ้นมาภายในจิตใจของกวีอย่างช้าๆ ไม่มีผู้ใดคอยอยู่เคียงข้าง ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส และยามนี้กลับเป็ที่น่ารังเกียจในสายตาของบรรดาผู้คน แล้วเช่นนี้ใน่เวลาที่เหลืออยู่จะมีชีวิตต่อไปเพื่อสิ่งใดกัน
.
‘ไม่ใช่ !!’
.
‘มันมีอยู่ไม่ใช่รึไง !!’
.
‘ไอ้คนที่ทำให้เราเป็แบบนี้น่ะ !!’
.
ทันใดนั้นเอง กวีได้ยื่นมือเข้าหยิบดาบและลุกขึ้นยืนประจันหน้าอีกครั้ง
แววตาที่เดือดดาลได้จดจ้องมองขึ้นไป ณ บนสุดของหอคอย ที่แห่งนั้นมีต้นตอของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา
ชายเฒ่าที่กำลังเอมอิ่มมิได้รู้ตัวแต่อย่างใด ว่ายามนี้ตัวมันได้ปลุกปีศาจร้ายให้ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว และจนกว่าชีวิตของใครสักคนจะดับสูญลง ปีศาจตนนี้จะไม่มีวันกลับคืนสู่ขุมนรกจนกว่ามันจะได้ล้างแค้น