คุณเปิ้ลเดินเข้าไปเขย่าแขนคุณธีรโรจน์ พร้อมพูดจาเสียงออดอ้อน
“อ้อ พี่โรจน์ เปิ้ลคุยเรื่องการลงทุนกับคุณพล็อตค่ะ เปิ้ลสนใจเล่นหุ้น”
คุณธีรโรจน์จับมือเปิ้ลแล้วยิ้ม แต่แกหันมามองผมด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“ช่วงนี้หุ้นตกอย่าไปเล่นเลย เสียเวลา”
“เอ่อ แต่ในช่วงที่หุ้นตกก็เป็นโอกาสการลงทุนนะครับ มีหุ้นถูกๆ เพียบ” ผมรีบบอก
“ชั้นอยู่ในวงการหุ้นมากี่สิบปี รู้จักหุ้นก่อนที่เธอจะเกิดซะอีก ไม่ต้องมาสอนฉัน!”
โหย ธีรโรจน์แม่งโคตรดุเลย สงสัยคงหึงที่ผมไปเกาะแกะเปิ้ลเด็กแก
นิสัยเจ้าอารมณ์แบบนี้ มิน่าคนฉลาดอย่างคุณวรเดช ยังเกลี้ยกล่อมเจรจาให้แกมาร่วมปั่นหุ้นไม่สำเร็จ
ผมรู้ว่าผมพลาดแล้ว คนประเภทนี้เรียกว่าประเภทถือดี คนแบบนี้เราจะทำตัวอวดรู้ไปสั่งสอนไมได้
ผมต้องใช้วิธีอื่น
“ครับ ผมยังต้องขอคำแนะนำจากคุณธีรโรจน์อีกมากครับ”
คุณธีรโรจน์พูดขึ้นอีก “เศรษฐกิจแบบนี้ หุ้นตกทุกวัน ฉันทำอย่างอื่นรวยกว่าเยอะ”
เปิ้ลรีบพูด “พี่โรจน์ลงทุนอะไร สอนเปิ้ลบ้างสิ”
ถ้าฟังจากคำพูดนี้ แสดงว่าเปิ้ลไม่ได้สนิทกับคุณธีรโรจน์มากนักเป็นได้อย่างมากก็แค่เด็กควง
คุณธีรโรจน์ยิ้มออกมา “เธอยังเด็กไป พูดไปก็ไม่เข้าใจหรอก”
“พี่โรจน์อะ ชอบมีความลับกับเปิ้ล งอนละ”
โถ ยัยเปิ้ล ผมว่าผมสะตอเก่งละนะ เจอยัยนี่ผมชิดซ้าย
“กระหนุงกระหนิงกันใหญ่เชียว” ชายอ้วนลงพุงคนหนึ่งเอ่ย เขาเดินมาพร้อมกับสาว ผมอดตกใจไม่ได้
เฮ่ย! นี่มันคุณภิวัฒน์ เจ้าสัวบริษัทเครือเจริญทรัพย์ เจ้าภาพงานปาร์ตี้วันนี้นี่หว่า แกเป็นเจ้าของบริษัทระดับแสนล้าน คุมกิจการค้าปลีกทุกอย่างในประเทศ ขายทุกอย่าง หมู เห็ด เป็ด ไก่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน ขนม ข้าว และยังเป็นเจ้าของที่ดินหลายแสนไร่ ตอนนี้ยังจะประมูลพวกรถไฟความเร็วสูงด้วยนะ คือกิจการของแกสามารถพูดได้ว่าครองประเทศได้เลย
ผมคิดแผนในใจ ต้องหาผลประโยชน์จากคนรวยแบบนี้ให้ได้!
ผมรีบยกมือสวัสดีเจ้าของเครือเจริญทรัพย์ แกก็มองหน้าผมอย่างงงๆ
“สวัสดีครับท่าน ผมเคยเห็นท่านในข่าวบ่อยๆ น่ะครับ”
เจ้าสัวภิวัฒน์ยิ้มตอบรับผม แกเดินเข้าไปหาคุณธีรโรจน์ ทั้งสองคุยกันโดยไม่สนใจผมแม้แต่น้อย
ถ้าเอาจริงๆ ผมก็เป็นแค่เครื่องประดับในงาน จะมีค่าอะไรไปคุยกับพวกไฮโซเหล่านี้
“อยู่นี่เองพล็อต” คุณหญิงวิมลรัตน์เดินมาพร้อมยิ้ม เธอมาถึงก็ควงแขนผมอย่างไม่อาย
คุณธีรโรจน์บอก “มล เด็กเธอนี่เอง บอกให้ระวังตัวหน่อยอย่ามาเกาะแกะเด็กชั้น”
คุณหญิงหันมามองหน้าผม ผมรีบอธิบาย “ไม่ใช่ครับ พอดีคุณเปิ้ลเป็นดาราดัง ผมจำได้ก็เลยทักทายดู”
เปิ้ลได้ยินผมอวยก็ยิ้มแก้มปริ “ใช่ค่ะ พี่โรจน์ก็หึงไปได้ ทำเสียงดังแบบนี้คุณพล็อตเค้าตกใจกลัวหมด”
ผมแสร้งทำเป็นหัวเราะแบบโง่ๆ “ครับ คุณธีรโรจน์เป็นคนมีบารมีอยู่แล้วครับ น้ำเสียงท่านฟังแล้วมีอำนาจน่าเกรงขาม”
คุณธีรโรจน์ยิ้มอย่างพอใจ คุณวิมลรัตน์พูดขึ้นบ้างว่า
“ตี้ โรจน์ไปร้องคาราโอเกะกัน”
เจ้าสัวภิวัฒน์ชื่อเล่นว่าตี้ ส่วนคุณธีรโรจน์ชื่อว่าเล่นโรจน์ ทั้งสองรับคำต่างเดินพาคู่ควงของตัวเองเข้าไปในห้องร้องคาราโอเกะบริเวณที่จัดใกล้งานปาร์ตี้ โดยมีคุณหญิงอีกสามคนเดินตามมาด้วย
คุณหญิงวิมลรัตน์ชวนผมร้องเพลง “แต่ปางก่อน” เพลงโคตรโบราณ เนื้อเพลงก็ประมาณว่า
รอเธอมานานแสนนาน ทรมานวิญญาณหนักหนา..
ที่จริงผมก็ร้องไม่เป็นหรอก แต่เธอดูท่าสนุกมาก ผมได้แต่อ่านภาษาคาราโอเกะร้องตามไป
แต่ทุกนาทีผมมีค่า จะให้เสียเวลาไปแบบนี้ไม่ได้
พวกเจ้าสัวต่างร้องเพลงคนละเพลง พวกเขากินแชมแปญ จิบไวน์ จนหน้าแดงกัน ผมก็ดื่มนิดหน่อย
“ดีจังเลยครับ”
ทุกคนหันมามองหน้าผม
“เจ้าสัวทุกท่านร้องเพลงเสียงดีจังเลยครับ”
ทุกคนต่างก็หัวเราะกัน
“ถ้าสมัยนี้ยังมีออก CD เพลงขาย ผมว่าเสียงของทุกท่านต้องทำยอดได้เป็นล้านแผ่นแน่เลย”
“มล เด็กเธอนี่พูดเก่งนะ” เจ้าสัวภิวัฒน์พูดพร้อมหัวเราะ
“ไม่นะ ผมพูดความจริง เพลงสมัยก่อนเนื้อเพลงทำนองภาษาสอดคล้องสวยงาม ดีกว่าเพลงสมัยนี้เยอะ”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“เสียดายการออกอัลบั้ม CD เพลงขายแบบสมัยนี้ก็ไม่มีแล้ว แต่ถึงออก CD ได้ ยอดขายก็คงตก”
“เธอหมายความว่าไง?” คุณหญิงถาม
“เศรษฐกิจไม่ค่อยดีน่ะครับ คนไม่ค่อยมีเงิน” ผมบอก
“เพราะคนพวกนั้นอยู่ชั้นล่างไงล่ะ พอเศรษฐกิจไม่ดีก็เดือดร้อนกัน” เจ้าสัวภิวัฒน์บอก
ผมนิ่งรอให้แกพูดต่อ
“กิจการของฉันคุมเส้นเลือดเศรษฐกิจไว้หลายอย่าง ทั้งข้าว หมู ไก่ ร้านสะดวกซื้อ แม้กระทั่งที่ดิน หากบริษัทฉันเป็นอะไรไป คนประเทศนี้จะเดือดร้อนเรื่องอาหารแน่นอน”
“สุดยอดไปเลยครับ วัยรุ่นสมัยนี้ใครๆ ก็ถือท่านเป็นไอดอลอยากเป็นอย่างท่านบ้าง ร้านสะดวกซื้อของท่านมีเป็นหมื่นสาขา ไม่มีคนไทยคนไหนไม่เคยเข้าไปซื้อของ”
เจ้าสัวภิวัฒน์ยิ้มแก้มปริ “ใช่ นี่คือหลักการทำธุรกิจ คนไทยชอบซื้อของ ฉันก็เอาความสะดวกไปให้ เมื่อคนไทยชินเข้าร้านสะดวกซื้อของฉันเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย ต่อให้คนไทยด่าฉันในเนตยังไง พวกเขาก็ต้องเข้ามาซื้อของร้านฉันอยู่ดี”
“สร้างระบบธุรกิจด้วยการทำให้เป็นนิสัยสินะครับ”
เจ้าสัวภิวัฒน์พยักหน้า “หลายคนด่าฉันไม่ดีแบบนั้นแบบนี้ กินรวบนั่นกินรวบนี่ ประกาศจะแบนฉัน แต่ฉันไม่เคยเห็นทำสำเร็จสักราย เพราะฉันให้ร้านสะดวกซื้อของฉันเข้าไปเป็นชีวิตประจำวันของพวกเขาแล้ว”
ผมรีบอวยต่อ “ท่านมีกิจการหลายอย่างครับ ต่อให้ไม่ซื้อสินค้าชนิดนี้ของท่าน ก็ต้องไปซื้อสินค้าอย่างอื่นของท่านอยู่ดี”
เจ้าสัวพูดต่อ “ฉันกว้านซื้อที่ดินจ้างชาวนาปลูกข้าว จากนั้นก็ผลิตออกขายในยี่ห้อต่างๆ บริษัทข้าวหลายแห่งฉันก็ถือหุ้นอยู่ ไม่ว่าคนไทยจะกินข้าวยี่ห้ออะไรก็คือข้าวของบริษัทฉันทั้งนั้น ถ้าอยากแบนฉัน ง่ายนิดเดียวก็ไม่ต้องกินข้าว!”
หูย โหดฉิบ ให้คนไทยเลิกกินข้าวเป็นไปไม่ได้เลย
เจ้าสัวคนนี้มีอำนาจเหนือคนไทยชัดเจนแล้ว อาจเหนือรัฐบาลทุกรัฐบาลด้วยซ้ำ
“สุดยอดมากเลยครับ ไม่ว่าเศรษฐกิจดีไม่ดีท่านก็สามารถทำกำไรได้ตลอด”
เจ้าสัวภิวัฒน์บอก “เศรษฐกิจดี คนไทยก็กินอาหารในโรงแรมหลายแห่งที่ฉันถือหุ้น เศรษฐกิจไม่ดีคนไทยก็ยังต้องกินข้าวของฉัน”
โอย สุดยอดการผูกขาด หลายคนอาจจะมองเจ้าสัวคนนี้ชั่วกินรวบประเทศ แต่มองอีกแง่ เจ้าสัวคนนี้กว่าจะสำเร็จได้ถึงขั้นนี้ ไม่รู้ต้องผ่านความยากลำบากทุ่มเทสมองแค่ไหน โลกทุนนิยมก็แบบนี้ใครดีใครได้
“คุณภิวัฒน์มีกิจการอสังหาด้วยเหรอครับ?” ผมถาม
“พอมีที่ดินอยู่บ้าง”
“แต่ตอนนี้อสังหาไม่ค่อยดีนะครับ หลายบริษัทขาดทุนเพราะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ”
เจ้าสัวยิ้ม “ฉันไม่ได้ทำก่อสร้างนี่ ฉันกว้านซื้อที่ดินขยายกิจการเป็นหลัก ยิ่งเศรษฐกิจยิ่งตกที่ดินก็ราคาถูกลง ฉันยิ่งมีของถูกให้ซื้อเยอะแยะ รอเศรษฐกิจขาขึ้นรอบใหม่ค่อยขายที่ดินที่ซื้อมา”
เจ้าสัวภิวัฒน์หันไปมองคุณธีรโรจน์ “ไอ้โรจน์ กิจการเอ็งเป็นไงบ้างวะ”
คุณธีรโรจน์พูดขึ้น “ก็พอไปได้”
คำว่าพอไปได้ แสดงว่าไม่ค่อยดีสินะ ผมดูงบหุ้นบริษัท IE ของคุณธีรโรจน์ ขาดทุนบานตะไทหลายปีติด
ผมจงใจพูดถึงกิจการอสังหาเพื่อโยงไปถึงกิจการก่อสร้างของคุณธีรโรจน์
“เศรษฐกิจตกแบบนี้ บริษัทก่อสร้างของเอ็งก็แย่หน่อยว่ะ” เจ้าสัวภิวัฒน์พูด
“เฮ่ย มันก็แค่ชั่วคราว แต่ยิ่งเศรษฐกิจตกฉันก็ยิ่งรวย”
“รวยได้ยังไงเหรอครับ” ผมรีบถาม
คุณธีรโรจน์มองผมตาขวาง เปิ้ลเด็กแกรีบพูด
“พี่โรจน์เล่าให้เปิ้ลฟังบ้างสิ”
เห็นคุณธีรโรจน์หันไปจับมือเปิ้ล
“ตอนนี้มีหลายบริษัทในเครือฉันที่ขาดทุน ฉันก็จงใจให้มันเจ๊ง ไม่ยอมจ่ายหนี้ธนาคาร จากนั้นรอให้โดนยึดทรัพย์ ธนาคารเอาทรัพย์สินฉันไปขายทอดตลาดถูกๆ ฉันก็ใช้เงินเก็บของฉันไปซื้อกลับมาโดยผ่านบัญชีคนอื่น แค่นี้ฉันก็ได้ซื้อของตัวเองในราคาถูกลง โดยไม่ต้องจ่ายหนี้ธนาคารซ้ำซ้อน” เจ้าสัวธีรโรจน์หัวเราะ
โห โคตรชั่วได้ใจ นี่สินะการล้มบนฟูก
ผมพูดขึ้น “แล้วถ้าคุณธีรโรจน์ได้เงินก้อนใหญ่อีกสักก้อน ไปซื้อกิจการถูกๆ อีกจะดีไหมครับ?”
คุณธีรโรจน์หันมามองหน้าผม เจ้าสัวภิวัฒน์ก็จ้องผม
“คุณวรเดชเจ้าของบริษัทผมเห็นว่าคุณธีรโรจน์และคุณภิวัฒน์เป็นคนเก่งในยุคนี้ นายผมอยากทำธุรกิจร่วมกับพวกท่านครับ”
จริงๆ คุณวรเดชแค่สั่งให้ผมมาผูกมิตรคุณธีรโรจน์เพื่อปั่นหุ้นบริษัทแก แต่ตอนนี้ผมมองเห็นสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น ผมอยากปั่นหุ้นให้มากกว่าแค่บริษัทเดียว
ถ้าได้เจ้าสัวแสนล้านอย่างคุณภิวัฒน์มาร่วมปั่นหุ้นด้วย แล้วผมได้ส่วนแบ่งผมจะรวยแค่ไหน?!
ผมจึงเล่าแผนการตัวเองออกมา..
จบตอนที่ 12ตายๆ พล็อตทำเกินแผนคุณวรเดชไปแล้ว คิดอะไรกันแน่ แต่คนจะเป็นราชาตลาดหุ้น จะคิดเล็กๆ ได้ไง! ติดตามตอนหน้าจ้า