กุ้ยเหมยเข้าไปในครัว เพื่อค้นหาข้าวของในช่องว่างวิเศษว่ามีอะไรบ้าง ของภายในนั้น นางมีเยอะจนแทบจำไม่ได้แล้ว โดยสั่งให้สาวใช้ไปทำงานส่วนอื่นก่อน เพราะกลัวว่าจะมีใครมาเห็นความลับของตัวเอง
"เ้าทำอะไรอยู่หรือ"
หานหนานกงเข็นรถเข็นมาตามภรรยาเมื่อเห็นว่านางหายไปนาน จึงได้มาดูก็เห็นกุ้ยเหมยกำลังง่วนอยู่ในครัวตามลำพังคนเดียว ทำเอาคนที่กำลังแอบเอาเครื่องปรุงออกมาเติมใส่ขวดดินเผาก็สะดุ้งใ เกือบจะทำของที่อยู่ในมือหล่นแตกไปแล้ว ดีที่คว้ามันทันจึงไม่มีอะไรเสียหาย
"ท่านพี่เองหรือเ้าคะ ใหมดเลย"
หญิงสาวมองค้อนไปยังคนที่อยู่ในรถเข็น นางยิ่งระแวงกลัวว่าสาวใช้จะกลับมาเจอ กลับเป็สามีที่มาเงียบๆ ทำไมไม่รู้
"ทำไมต้องใขนาดนั้นด้วยเล่า พี่ก็มาของพี่ปกติทุกวันอยู่แล้วนี่นา หรือว่าเ้ากำลังแอบทำอะไรไม่ดีอยู่ ถึงได้ร้อนรนแบบนี้"
หานหนานกงหัวเราะเบาๆ นึกขำท่าทางแตกตื่นของกุ้ยเหมยเมื่อสักครู่นี้ ปกตินางชอบวางตัวเกินวัยของตัวเอง คราวนี้กลับทำท่าทางราวกับเด็กน้อยแอบทำอะไรลับหลังผู้ใหญ่ยังไงอย่างนั้น แต่ก็น่ารักดี
"ข้ากำลังเตรียมเครื่องปรุงรสอยู่เพื่อทำอาหารมื้อเย็น ไม่ได้แอบทำอะไรสักหน่อย ท่านพี่อยากกินอะไรหรือเปล่าเ้าคะ ข้ายังคิดไม่ออก ว่าจะทำอะไรกินดี แต่คุณชายโจวเอาเนื้อมาส่งเยอะแยะเลย น่าจะเป็อาหารที่ทำจากเนื้อดีไหมเ้าคะ"
"อะไรก็ได้ อันที่จริงอย่าทำอะไรที่ตัวเองต้องเหนื่อยเกินไป ไหนๆก็มีบ่าวมาช่วยงานแล้ว แบ่งงานในมือให้พวกนางทำบ้าง ถึงพี่จะชอบรสมือการทำอาหารของเ้า แต่พี่ก็ไม่อยากให้เ้าต้องเหนื่อยดูแลทุกคนแบบนั้น แค่เ้าดูแลพี่คนเดียวก็พอ"
กุ้ยเหมยแอบยิ้ม "แล้วลูกสาวของเราละเ้าคะ"
"ก็ให้ท่านแม่กับหรงชางดูแล เ้าไม่รู้อะไร ตอนนี้นางเกาะท่านอาเล็กของนางไม่ปล่อยเลย คราวนี้เราได้อยู่ลำพังสองคนแล้ว พี่ชักจะอยากหายดีเร็วๆ เสียแล้วซิเหมยเอ๋อร์ หากพี่หายดีเมื่อไหร่ เราคงจะทำอะไรสองคนโดยไม่ต้องมีบุคคลอื่นมารบกวนดีไหม เหมยเอ๋อร์"
กุ้ยเหมยหันหน้ามามองเขาตรงๆ เห็นสายตาหวานเยิ้มของหานหนานกง ก็หลบสายตาเพื่อมองอย่างอื่น บุรุษผู้นี้ชักเอาใหญ่แล้ว ตอนนี้พอเริ่มอาการดีขึ้นชอบใช้คำพูด แล้วก็ทำท่าทางแปลกๆกับนางอยู่เสมอ เห็นตอนแรกนอนป่วยก็น่าสงสารไม่ค่อยพูดค่อยจา พอเริ่มจะดีขึ้นกลับกลายเป็คนพูดจามีอะไรให้นางรู้สึกว่าเขากำลังเกี้ยวพานางอย่างไรก็ไม่รู้ อยากให้เขาเป็เหมือนเดิมมากกว่า เขาทำแบบนี้นางไม่ชินเลยสักนิด
"ไม่ดีเ้าค่ะ เราไม่มีเื่ต้องทำอะไร อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว"
ตอนนี้สภาพร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก จากคนที่ไม่เหมือนคนปกติ ผิวพรรณหมองคล้ำจากการไม่ได้ดูแลมานาน รูปร่างผอมแห้ง เบาขนาดที่นางมาครั้งแรกสามารถอุ้มได้ หนวดเครารุงรังทรงผมกระเซอะกระเซิง ผอมจนเนื้อติดกระดูก จนมองเห็นแต่ั์ตาลึกลับ ดุร้ายในครั้งแรกที่สบตา
ไหนเลยจะเป็เหมือนตอนนี้ ผิวพรรณหลังจากที่นางบำรุงทั้งอาหารและครีมบำรุงผิว ก็เริ่มเนียนใส มีเนื้อมีหนังขึ้นมาไม่น้อย ตอนนี้นางคงไม่สามารถอุ้มเขาได้แล้ว พอโกนหนวดเคราออกไป จากโครงหน้าที่มีแต่กระดูก เริ่มเห็นเนื้อแก้มเติมเต็มชัดเจน ผิวหน้ากระจ่างใส ถึงจะยังดูซีดขาวเกินไปสำหรับผู้ชาย แต่ก็ดูเหมือนอาตี๋ในยุคของนาง เพียงแต่เขาตาโตกว่าบรรดาอาตี๋พวกนั้น คิ้วหนาสีดำ ตัดกับผิวสีขาวของเขา ทำให้นางรู้แล้วว่าทำไมร่างเดิมถึงได้ชื่นชอบเขาจนต้องวางแผนแบบนั้นขึ้นมา เป็เพราะว่าหานหนานกงหน้าตาดีแบบนี้นี่เอง
เห็นแบบนี้นางยิ่งรู้สึกอายตัวเอง เหมือนกับว่านางกำลังคบหากับเพื่อนหลานสาวตัวเองเลย การที่จิติญญาอายุขนาดนาง จะให้ไม่รู้สึกอะไรเลยนี่มันช่างยากเย็นจริงๆ
"แล้วเ้าคิดออกหรือยังว่าจะทำอะไร เ้าซิ่นเฉิง เอาเนื้อมามากขนาดนั้น คงจะให้เ้าทำอาหารจากเนื้อพวกนี้กระมัง เ้าควรเรียกบ่าวมาช่วยดีกว่า นี้ก็ใกล้จะเย็นแล้วด้วย"
หานหนานกงเห็นกุ้ยเหมยทำหน้าไม่ถูก หลังจากที่เขาพยายามจะบอกบางอย่างกับนางไป เขารู้ดีว่าทุกอย่างมันต้องค่อยเป็ค่อยไป แต่เขาก็รู้ว่าหากเขาทำเหมือนกับเป็เื่ปกติระหว่างสามีภรรยาแบบนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนางก็จะเริ่มปรับตัวได้ไม่เขินอายแบบนี้อีก จึงได้เปลี่ยนไปคุยเื่อื่น
กุ้ยเหมยได้ยินคำเตือนก็เพิ่งจะนึกได้ นางเข้ามาเพื่อคิดเมนูอาหารนี่นา ตอนนี้ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว จึงตัดสินใจ ทำเนื้อย่างกับน้ำจิ้มสุกี้สำเร็จรูปที่นางซื้อมาเก็บเอาไว้ในช่องว่าง ตอนมาปีนเขา นางเอากระทะเนื้อย่างกับเตามาใส่ในช่องว่าง คิดว่าระหว่างตั้งแคมป์จะเอามาย่างกินตอนอากาศเย็นๆ ไม่นึกว่าจะได้ใช้ที่นี่ แต่หน้าตาของมันจะประหลาดสำหรับคนที่นี่หรือเปล่านะ ถึงยุคนี้จะมีการตีเหล็กและ แต่งานขึ้นรูปแบบนี้ยังไม่มีแน่นอน เอาอย่างไรดี
"ท่านพี่เคยเห็นกระทะแบบนี้ หรืออะไรคล้ายกับแบบนี้บ้างหรือเปล่าเ้าคะ"
หานหนานกงจ้องมองสิ่งที่กุ้ยเหมย เรียกว่ากระทะก็แปลกใจ เพราะกระทะปกติต้องเป็ลักษณะหลุมลึกลงไป แต่สิ่งนี้ตรงกลางกับนูนขึ้นมา แล้วรอบ ๆ กลับลึกลงไป และรูเล็กๆ ที่อยู่เต็มไปหมดเอาไว้ทำอะไร นางเอาข้าวของพวกนี้มาจากไหน ทำไมเขาถึงได้ไม่เคยเห็นมาก่อน
"พี่ไม่เคยเห็น สิ่งนี้มันไม่เหมือนกระทะเลย เหมยเอ๋อร์ แล้วน้ำหนักมันเบาไม่เหมือนกับเหล็กที่ทำกระทะปกติ แถมยังมีที่จับทั้งสองข้างนี้ทำจากอะไรหรือ ดูแล้วไม่เหมือนไม้เลย"
"เดี๋ยวข้าจะบอกนะเ้าคะ ขอสั่งงานสาวใช้ของข้าก่อน เดี๋ยวจะไม่ทันมื้อเย็น"
กุ้ยเหมยดึงกระทะกลับมาเก็บเอาไว้ก่อน นางตัดสินใจว่าจะทำเนื้อย่าง เพราะเพียงแค่เตรียมของเท่านั้น อย่างอื่นให้พวกเขาทำเอง อากาศเย็นๆแบบนี้ได้กินเนื้อย่างร้อนๆ ก็น่าจะดี
นางปล่อยให้สามีนั่งทำหน้างุนงงต่อไป แล้วเดินไปเรียกสาวใช้ทั้งสามคนมาช่วย เหลือแต่เสี่ยวฟางที่ดูแลลูกสาวของนางคนเดียวที่ไม่ต้องมา ทั้งสามคนลงมือหั่นเนื้อเอาไว้สำหรับย่าง ส่วนน้ำจิ้มกับน้ำซุปเดี๋ยวนางทำเอง
"พวกเ้า 3 คน ช่วยกันหั่นเนื้อพวกนี้ให้หมดนะ หั่นเนื้อหมูให้เป็ชิ้นบาง ๆ ประมาณนี้ หั่นตัดกับเส้นของเนื้อ เวลากินจะได้กินง่ายไม่เหนียวเกินไป พอเสร็จแล้วให้ต้มน้ำ ข้าจะทำน้ำซุปสำหรับกินเนื้อย่าง"
ทั้งสามคนเริ่มลงมือหั่นเนื้อตามคำสั่ง โจวซิ่นเฉิงเอาเนื้อมาหลายกิโลก็จริง แต่คงไม่พอสำหรับบุรุษตัวโตทั้งหลาย นางจึงเพิ่มจากช่องวางไปเกือบ 3 เท่าที่เขาเอามา แล้วส่งต่อให้สาวใช้ทำต่อ ถึงแม้ว่าจะมีวิธีเพิ่มปริมาณง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาหั่นมาก แต่เพื่อไม่ให้ผิดปกติ นางจึงให้ทุกคนหั่นเอง แล้วเข็นรถเข็นของสามีเข้าไปยังห้องนอนเพื่ออธิบาย เพราะรู้ว่าเขาต้องสงสัยอยากได้คำอธิบายจากนางจะแย่แล้ว
พอเข้ามาในห้อง กุ้ยเหมยก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าอย่างไรดี จึงยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นาน จนกระทั่งหานหนานกงจับมือเล็กๆ ของนางที่มีรอยนูนตรงหน้ามือเป็ปุ่มด้าน จากการทำงานของนางอย่างปวดใจ หากกลับมาแข็งแรงเมื่อไหร่ เขาจะไม่ให้นางต้องทำงานหนักแบบนี้อีก มือนี้จะได้นุ่มเนียนให้สมกับตำแหน่งฮูหยินน้อยของเขา
"เหมยเอ๋อร์หากเ้าลำบากใจก็ไม่ต้องเล่า พี่เข้าใจ ไม่ว่าจะอย่างไรตอนนี้ เ้าก็เป็ฮูหยินของพี่เป็ภรรยาของพี่ พี่ไม่อยากจะรู้อะไรทั้งนั้นหากทำให้เ้าไม่สบายใจ"
"ก็ไม่ถึงขนาดไม่สบายใจเ้าค่ะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าคงไม่สามารถย้อนกลับไปได้แล้ว ข้ามีท่านและลูกเป็ครอบครัวที่มีอยู่ที่นี่ ข้าก็ตัดสินใจอยู่กับพวกท่านพ่อลูกตลอดไป แต่ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายมันอย่างไรดี เพราะข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไรเช่นเดียวกัน แต่ข้าจะอธิบายในสิ่งที่ข้าเจอมันก็แล้วกันนะเ้าคะ"
กุ้ยเหมยจูงรถเข็นมาใกล้เตียงนอน แล้วร่างบางก็นั่งลงบนเตียง เพราะเื่ที่นางจะเล่ามันค่อนข้างจะยาวสักหน่อย กุ้ยเหมยตัดสินใจเล่าเื่ช่องว่างให้หานหนานกงฟัง พร้อมกับแสดงความสามารถของมัน แล้วพูดถึงเื่ชีวิตก่อนของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะเขินอาย เมื่อต้องสารภาพว่านางเคยทำอะไร อายุเท่าไหร่ แต่มันจำเป็ เพราะมันเกี่ยวกับข้าวของที่ทันสมัยในช่องว่างพวกนี้ด้วย
"ท่านรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าข้าอายุน้อยกว่ามารดาของท่านนิดเดียว หากท่านถือสาเื่นี้ข้าก็ไม่ว่านะ ข้าเข้าใจ"
หานหนานกงได้ยินคำพูดของนางก็อมยิ้ม ถึงตอนนี้แม้แต่คำว่าท่านพี่ปกติที่เคยเรียกก็ไม่เรียกแล้ว ชายหนุ่มมองใบหน้าที่น่ารัก จิ้มลิ้มสดใส ของวัย18 แต่เหมือนอายุ15 ที่ทำหน้าเป็กังวลด้วยความรักใคร่ นางคงจะคิดมากเื่นี้กระมังถึงได้ไม่มองหน้าเขาเลยตลอดเวลาที่เล่าเื่ของตัวเองให้เขาฟัง
นี่คงเป็สาเหตุที่นางมีความคิดและการกระทำที่เป็ผู้ใหญ่เกินตัวของนางมาตลอดที่ได้รู้จักกัน พอได้ยินเื่ราวทั้งหมด เขากลับชอบนางมากขึ้นกว่าเดิม นางเป็คนจิตใจดีแบบนี้นี่เอง ถึงได้ดูแลเขากับลูกั้แ่วันแรกที่มาถึง เพราะในชาติก่อนของนาง ก็รับเลี้ยงหลานสาวตอนอายุ18 เพียงลำพังคนเดียวเช่นเดียวกัน
"อันที่จริงเ้าพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ เหมยเอ๋อร์ ในเมื่อเ้าบอกว่ามาจากอนาคต ซึ่งคงจะนานมากอย่างที่เ้าว่า นั่นก็หมายความว่าพี่เป็คนที่อายุมากกว่าเ้าหลายพันหรือหลายร้อยปี แล้วเ้าจะเรียกพี่ว่าอะไร แต่พี่ไม่ยอมให้เ้าเรียกพี่ว่าอย่างอื่นแน่นอน"
เออ...มันก็จริงของเขานะ นางมาจากอนาคต ส่วนเขาเป็คนในอดีต เขาแก่กว่านางอย่างที่เขาพูดจริงๆ กุ้ยเหมยหัวเราะออกมา เมื่อนึกว่าหากนางเรียกเขาว่าอย่างอื่น เขาจะทำหน้าอย่างไร
"ไม่ต้องมาหัวเราะเลย สรุปแล้วช่องว่างของเ้า หากเอาของอะไรเข้าไป มันจะสามารถสร้างเพิ่มได้อีกชิ้นจริงๆ หรือ"
"ข้าทำให้ดูดีกว่าเ้าค่ะ ท่านพี่ดูนี่ก่อนนะเ้าคะ" กุ้ยเหมยหันมองรอบๆ ห้องว่าจะใช้อะไร ทำเป็ตัวอย่างให้เขาดู ก็เลยหยิบเอาพัดที่นางซื้อมา ตอนไปตลาด นางส่งเข้าไปในช่องว่าง 1 ครั้ง แล้วก็ได้พัดมาเพิ่มอีก 1 ชิ้นทันที หานหนานกงมองพัดที่อยู่ในมือกุ้ยเหมยทั้งสองชิ้น มันเหมือนกันแทบทุกอย่าง แม้แต่รอยตำหนิตรงขอบพัด แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีอะไรแบบนี้อยู่ในโลกใบนี้ แต่ก็นะ ขนาดภรรยาของเขายังมาจากอนาคตได้ เื่นี้ทำไมจะเป็ไปไม่ได้
"เื่นี้ต้องเก็บเป็ความลับ ห้ามทุกคนรู้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเ้าอาจเป็อันตราย แม้แต่ท่านแม่และหลินเ้าก็ห้ามพูดหรือทำให้พวกนางเห็น เ้าต้องระวังตัวให้มากรู้หรือไม่"
สีหน้าและแววตาของหานหนานกงเปลี่ยนเล็กน้อย โดยที่กุ้ยเหมยไม่ทันสังเกต ตอนนี้เขาต้องรีบรักษาอาการ แล้วต้องกลับไปฝึกยุทธ์เพิ่มเติม เื่นี้มันให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้ามีคนโลภมาก มาบังคับกุ้ยเหมยให้ทำอะไร ตอนนี้เขายังไม่มีกำลังพอที่จะปกป้องนาง
"ข้ารู้เ้าค่ะ ถึงได้พาท่านพี่เข้ามาคุยในห้องแบบนี้ ตกลงว่าข้าจะอธิบายเื่กระทะนี้อย่างไรดีเ้าคะ จะได้ไม่มีคนสงสัยอะไร"
กุ้ยเหมยรีบบอกถึงจุดประสงค์หลักที่นางบอกความจริงกับเขาครั้งนี้ เพราะใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นและ นางจะได้เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น หากมันเสี่ยงเกินไปหากนางเอาออกมาใช้งาน
"ก็บอกว่าเ้าซื้อมาจากคนต่างเผ่านำมาขาย พี่เคยค้าขายกับพวกเขา ถึงรูปร่างกับภาษาจะไม่เหมือนเราเลย แต่ข้าวของแปลกตาแบบนี้พวกเขามีไม่น้อย หากซิ่นเฉิงเห็นก็คงไม่แปลกใจอะไร เ้าบอกแค่ว่าเ้าซื้อมาจากพวกตาสีฟ้า ผมทอง แล้วเอามาดัดแปลงใช้ก็พอ แค่นั้นพวกเขาก็เชื่อเ้าแล้ว"
พวกตาสีฟ้า ผมทอง ก็คงจะเป็ชาวต่างชาติซินะ ในยุคนี้มีค้าขายกับชาวต่างชาติแล้วหรือ เสียดายที่นางไม่รู้ประวัติศาสตร์ของจีน ไม่อย่างนั้นนางคงจะรู้แล้วว่าตัวเองโผล่มาในยุคไหน รู้จักแต่จิ๋นซีฮ่องเต้ จากละคร อย่างอื่นก็ไม่รู้อะไรเลย มัวแต่หาเงินอย่างเดียว เสียดายจริง ๆ
"ตกลงข้าจะบอกอย่างที่ท่านพี่ว่า เดี๋ยวข้าไปทำอาหารก่อนนะเ้าคะ ท่านพี่จะเอนหลังหรือเปล่า หรือว่าจะออกไปหาลูก"
"เดี๋ยวพี่รออยู่ในห้องดีกว่า หลันเอ๋อร์มีคนอยู่ด้วยหลายคนแล้ว พี่จะออกกำลังแขนรอเ้าที่นี่ เสร็จแล้วกลับมาหาพี่นะ พี่จะรอ"
กุ้ยเหมยทำเป็ไม่เห็นสายตาและไม่ได้ยินเสียงชวนขนลุกของเขา กลับมาในครัวเอาเนื้อหมูมาเพื่อลงมือหมักเนื้อหมูที่ทั้งสามสาวหั่นเอาไว้จนเต็มกะละมัง แล้วนำไปหมักกับน้ำตาลปี๊บ ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว พริกไทย แป้งมันสำปะหลัง ผงฟู และงาขาวคลุกผสมให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งเอาไว้ ส่วนตัวเองทำน้ำซุปหม้อใหญ่ แล้วสั่งงานให้พวกนางช่วยกันล้างผัก ที่เป็เครื่องเคียงถึงจะครบเมนูเนื้อย่างคืนนี้ คงจะถูกใจหลายคนแน่นอน