ยอดเขาอัสนีเหมันต์สูงเสียดฟ้า ดุจเสาค้ำยันแห่ง์ ปกคลุมด้วยม่านหิมะและพายุไม่รู้จบ ละอองหิมะพร่างพรายจนแม้เืเนื้อของผู้บุกรุกก็จะถูกแช่จนกลายเป็ก้อนน้ำแข็ง สิ้นชีพลงในพริบตา ด้วยพลังเหมันต์แห่งเทพาที่ยังคงสถิตอยู่ ณ ที่นี้ ดินแดนต้องห้ามที่ไร้ผู้คนกล้าล่วงล้ำ
ท่ามกลางเสียงพายุหิมะโหมกระหน่ำ แว่วเสียงกระซิบของสตรีผู้หนึ่งเพียงเบาๆ จากใน ผลึกดาราเหมันต์ เสียงของนางสั่นพร่า อ่อนล้า เปี่ยมด้วยความโดดเดี่ยว
“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร... ข้าเป็ใครกันแน่...”
นางจดจำได้เพียงว่า เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบว่า ได้มาอยู่ท่ามกลางแสงสีขาวไร้จุดเริ่มต้นและสิ้นสุด ร่างกายเสมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ล่องหน จนขยับเขยื้อนแทบไม่ได้เลย สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า มีเพียงความเวิ้งว้างขาวโพลน... และเสียงที่เปล่งออกมาจากห้วงคำนึงของตนเองที่สะท้อนก้องอยู่อย่างไม่รู้จบ
กาลเวลาเลื่อนผ่านไปนานเท่าใดแล้ว สตรีผู้ที่อยู่ภายในผลึกนั้นมิอาจทราบได้ แต่แล้วจู่ๆ ผลึกดาราเหมันต์กลับเริ่มส่องประกายทีละน้อย ราวกับตอบรับเสียงร่ำไห้ของนาง
แสงนั้นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งยอดเขา ก่อนจะวับวาบกระจายออกจนรับรู้ได้ทั่วทั้งพิภพอัสนี เหล่าเทพและสรรพสัตว์ทั้งห้าอาณาจักรพลันสะท้านตื่นกลัว เพราะต่างััได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่กำลังฟื้นตื่นขึ้นอย่างอัศจรรย์จากแสงกระพริบของผลึกดาราเหมันต์
ท่ามกลางแสงนั้น สตรีผู้อยู่ในผลึกก็ััได้กับประกายแห่งความหวัง ในความเป็อิสระที่ใกล้เข้ามา นาง… ยังคงรอคอยด้วยความหวัง…ว่าจะมีผู้ใดสักคน... เพียงผ่านมาพบและช่วยนางออกไปจากผลึกนี้
ณ สำนักเทพอัสนีย์ บนยอดเขาเทพอัสนีย์ที่สูงชัน อันเป็ศูนย์รวมแห่งพลังอัสนี เหมันต์ แสง และธาตุทั้งห้า ของเผ่าเทพซึ่งรุ่งเรืองมานับพันปี กลองประชุมของสำนักที่เงียบงันมาอย่างยาวนานกลับดังขึ้นอีกครั้ง เสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทั้งสำนัก เป็สัญญาณเรียกประชุมเพื่อประกาศเหตุสำคัญ
เทพอัคคี เ้าสำนักผู้เปี่ยมด้วยพลังในระดับ 80 ยืนเด่นกลางหอประชุม เอ่ยต้อนรับเหล่าเทพจากตำหนักทั้งหก ดิน น้ำ ลม ไฟ แสง และอากาศ ตลอดจนเทพจากสำนักนอกและมหาเทพจากสำนักใน ทุกสายตาจับจ้องด้วยความเคร่งขรึม
ขณะรอการเปิดประชุมอย่างเป็ทางการ บรรดาผู้คนในเผ่าเทพทั้งหลาย ซึ่งล้วนเป็ศิษย์สำนักเทพอัสนีย์ต่างถกกัน ถึงปรากฏการณ์แสงกระพริบเรืองรองที่ฉายขึ้นจาก ผลึกดาราเหมันต์ เจิดจ้าจนทะลุผ่านม่านเมฆ แสงนั้นทำให้เทพทั้งหลายสะท้านใจ เพราะมันคือพลังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ของ เทพราชันอัสนีย์ และ เทพเหมันต์ พระชายาแห่งราชวงศ์อัสนีดารา ที่หายสาบสูญไปเมื่อหลายพันปีก่อน… และบัดนี้ดูเหมือนว่าพลังนี้กำลังจะฟื้นขึ้นมาอีกครา…
“เขาอัสนีเหมันต์... หาใช่เพียงูเาธรรมดา หากแต่กำเนิดขึ้นจากพลังที่ยิ่งใหญ่เมื่อสามพันปีก่อน” เทพอัคคีประกาศในที่ประชุม
ทุกสายตาเบิกกว้าง นี่คือความจริงที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน
เทพอัคคีเล่าต่อพอจับใจความได้ว่า ครั้งนั้น เทพอัสนีย์ มหาเทพา ได้บรรลุพลังที่สูงล้ำจนร่างกายมิอาจรับไหว หากปลดปล่อยออกมา พิภพทั้งหลายย่อมดับสิ้นในพริบตา ดังนั้นเขาจึงเลือกผนวกร่างเข้ากับพิภพอัสนี ทำให้ผืนแผ่นดินทั้งพิภพขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาล ก่อกำเนิดอาณาจักรใหม่ให้ชนรุ่นหลังได้อยู่อาศัย
“จิติญญาของเทพอัสนีย์ได้กลายเป็เขาสูงทางภาคเหนือ”
เสียงซุบซิบดังขึ้น แต่เทพอัคคีไม่หยุด เขาเผยความลับอีกชั้น “เทพเหมันต์ พระชายาผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อรู้ข่าว ก็ตัดสินใจผนวกร่างตามพระสวามีโดยไม่ลังเล นางใช้จิติญญาของตนโอบห่มูเาไว้ จนกลายเป็หิมะขาวที่ปกคลุมไปชั่วกาล ภายหลังูเานั้นจึงได้ถูกกล่าวขานนามว่า… เขาอัสนีเหมันต์”
เทพอัคคีหยุดลงครู่หนึ่งก่อนหันหน้าไปยังทิศแห่งเขาอัสนีเหมันต์ แล้วกล่าวต่อว่า “พลังที่เหลือของทั้งสองได้รวมตัวบนยอดเขา บังเกิดเป็ ผลึกดาราเหมันต์ อัญมณีศักดิ์สิทธิ์ที่เซียนทั้งหลายให้ความเคารพตราบจนบัดนี้”
เสียงฮือฮาดังทั่วหอประชุม แต่เมื่อเ้าสำนักยกมือขึ้น ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม พลางทอดสายตามองผู้ฟังทีละคน “ไม่นานมานี้ ข้าได้ใช้พลังจิตตรวจสอบยอดเขา… และพบสิ่งผิดปกติ… ผลึกดาราเหมันต์นั้น เริ่ม… ตื่นรู้”
หอประชุมใหญ่เงียบงันเพียงครู่ ก่อนเสียงแตกตื่นจะดังขึ้นราวพายุโหมกระหน่ำ
เทพจาก ตำหนักลม ลุกขึ้นโพล่งทันที “เ้าสำนัก! หากผลึกดาราเหมันต์มีสติปัญญาและกำลังจะกลายเป็เทพจริง อาจเป็ภัยร้ายแรงต่อพิภพก็ได้ เราจึงมิควรปล่อยให้สิ่งนั้นถือกำเนิดขึ้น!”
เทพจาก ตำหนักน้ำ สวนเสียงดัง “หาใช่ภัยไม่! ทั้งสองเคยยิ่งใหญ่ และสร้างคุณแก่พิภพนี้ไว้มากมาย ย่อมเป็กำลังสำคัญอันไร้ผู้ต้าน สำนักเราจะยืนเหนือทุกสรรพสิ่ง!”
เสียงอื้ออึงดังทั่วห้อง ศิษย์ทั้งหลายต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น
เทพแห่ง ตำหนักแสง ยืนขึ้น น้ำเสียงทรงอำนาจ
“ท่านทั้งหลายอย่าลืม นี่คือพลังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ของมหาเทพอัสนีย์และเทพเหมันต์ แต่เป็เพียงเศษเสี้ยวิญญา อาจจะมีวัตถุมารปลอมบนลงไป ดังนั้นหากผลึกตื่นขึ้นจริง มันอาจมิใช่เทพใหม่ หากแต่เป็การกลับมาของมารผู้ยิ่งใหญ่ก็เป็ได้!”
คำกล่าวนั้นทำให้หลายคนตื่นกลัว แต่ก็มีเสียงหัวเราะเย้ยหยันจากมุมห้อง
เทพจาก ตำหนักไฟ ตวัดสายตาคมกล้า
“มารกลับมางั้นหรือ? หากิญญาของสองมหาเทพหวนคืนจริง ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะมีเมตตา ไม่มีทางหวนกลับคืนมาทำลายทุกสรรพสิ่ง กลับกัน ย่อมจะสร้างชื่อเสียงให้สำนักแห่งนี้ จนกลายเป็สำนักอันดับหนึ่งแห่งพิภพไปตลอดกาล!”
เสียงโต้เถียงประสานกันวุ่นวาย ราวกับจะฉีกหอประชุมออกเป็สองฝั่ง ทั้งฝ่ายที่เชื่อว่าผลึกคือความหวัง และฝ่ายที่หวั่นว่ามันคือหายนะ
เทพอัคคีตวัดสายตาคมวาบ เสียงของเขาดังก้องกังวาน
“พอได้แล้ว!”
พลังอัคคีปะทุขึ้นกลางห้อง ทำให้ทุกคนเงียบกริบในทันที
“ไม่ว่าผลึกดาราเหมันต์จะเป็ ความอยู่รอด หรือ ทางแห่งหายนะ สิ่งที่พวกเราควรจะต้องทำก็คือ… เฝ้าจับตามันไว้อย่างใกล้ชิด!”
คำประกาศนั้นยังไม่ทันจบ หอประชุมก็พลันสั่นะเืเบาๆ ราวกับมีแรงบางอย่าง หรือว่ายอดเขาอัสนีเหมันต์ กำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างมา…