บทที่ 3
หงส์คอยรัก
ในขณะที่จางอวี้ตี๋กำลังจมอยู่กับอดีตที่แสนเ็ปในชาติที่แล้ว เถาฉิงเทียนที่เพิ่งกลับมาถึงเรือน ก็ทราบข่าวจากพวกบ่าวรับใช้ว่าคุณชายสามได้ขังตัวเองไว้ในห้องนอน และไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปในห้อง ด้วยความเป็ห่วง ฉิงเทียนจึงเดินไปที่หน้าประตูห้องนอน ก่อนจะเอ่ยเรียกคุณชายสามด้วยน้ำเสียงที่เป็ห่วง น้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใยของเถาฉิงเทียนได้ดึงจางอวี้ตี๋ออกมาจากวังวนแห่งความเ็ป ใบหน้าสวยหันกลับไปมองที่ประตูห้องนอน ก่อนจะกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้
ถ้าหากจะถามว่าในชาติที่แล้ว ตัวเองติดค้างใครมากที่สุดก็คงจะเป็เถาฉิงเทียนและเด็กคนนั้น เพื่อไขว้คว้าความรักจากบุรุษคนนั้น จางอวี้ตี๋ต้องสูญเสียอะไรไปมาก ไม่ว่าจะศักดิ์ศรี ชื่อเสียง ตัวตนและชีวิต นี่ยังรวมไปถึงชีวิตของเถาฉิงเทียนอีกด้วย ใน่เวลาที่แต่งเข้าไปในจวนแห่งนั้น คืนวันที่ผันผ่านมีแต่ความทุกข์มากกว่าความสุข เพราะความรักและความห่วงใย เถาฉิงเทียนที่เห็นแต่ความโศกเศร้าของเขา จึงตัดใจไม่ยอมแต่งงาน และอยู่รับใช้เคียงข้างเขาตราบจนสิ้นชีวิต
เพื่อเขา เถาฉิงเทียนได้สละความสุขในชีวิตของตัวเองไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็ความสุขในการมีคนรัก ความสุขในการแต่งงาน และ...ความสุขในการเป็แม่คน เถาฉิงเทียนสละทุกอย่างเพื่ออยู่เคียงข้างเขา อยู่เป็กำลังใจให้กับเขา แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เถาฉิงเทียนก็ยังไม่วายเป็ห่วงเขาอีกด้วย!
มือขาวนวลกำหมอนในมือแน่น จางอวี้ตี๋ค่อยๆยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ก่อนจะยกมือปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว ชาติที่แล้วก็ทำให้ฉิงเทียนต้องจากไปอย่างไม่สงบ มาชาตินี้เขายังจะทำตัวให้เถาฉิงเทียนเป็ห่วงอีกหรือ? จางอวี้ตี๋สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามเรียกความเข้มแข็งของตัวเองกลับมา เขาจะต้องไม่ทำให้คนที่เขารักต้องเป็ห่วงอีกต่อไป! จางอวี้ตี๋เอ๋ยจางอวี้ตี๋ เมื่อก่อนเคยเป็ยังไง เคยเข้มแข็ง เคยมีศักดิ์ศรี และเคยหยิ่งทระนงมากแค่ไหน ลืมไปแล้วหรือ? ไม่ใช่ชายผู้นั้นบอกว่าเขาเป็คนเข้มแข็งและมีสติปัญญาหรอกเหรอ เพราะเหตุนี้จึงไม่ค่อยเป็ห่วงเขาเท่าไหร่นัก เพราะรู้ดีว่าเขาสามารถเอาตัวรอดเองได้
นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็เื่ร้ายใดๆ ข้าจางอวี้ตี๋ก็ผ่านมาหมดแล้ว กับอีแค่อดีตที่แสนเ็ปนั่น เหตุใดเขาต้องวิ่งหนีเยี่ยงคนขี้ขลาดไปเรื่อยๆ? ช่างไม่สมเป็ตัวเองเสียจริง อีกอย่าง คนอ่อนแออย่างจางเสี่ยงหลิง คู่ควรให้เขาต้องหลบหนีมาเลียแผลใจในเรือนของตัวเองเชียวหรือ! เขาอาจจะเ็ปและอาจจะถอยหนีเมื่อเจอหน้าอดีตสามีผู้นั้น แต่เขาไม่ควรหนีหัวซุกหัวซุนกลับมาเพียงเพราะเจอจางเสี่ยงหลิง!
จางอวี้ตี๋ยิ่งคิดความรู้สึกเ็ปก็ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ ดวงตาหางหงส์คู่นั้นส่องประกายแวววับด้วยความมั่นใจ ใช่แล้ว เขาไม่ควรจะหนี! ชาติที่แล้วก็หนีมาแล้ว ชาตินี้ยังจะหนีอีกเหรอ? จางอวี้ตี๋คิดได้ดังนั้นก็บอกให้เถาฉิงเทียนเตรียมอ่างล้างหน้าเข้ามาเพื่อที่จะได้ล้างหน้า เถาฉิงเทียนได้ยินแบบนั้นก็ทั้งรู้สึกโล่งใจและรู้สึกกังวล เพราะน้ำเสียงของจางอวี้ตี๋นั้นดูแหบแห้งชอบกล หลังจากสั่งให้คนไปนำอ่างล้างหน้ามา ฉิงเทียนก็ตัดสินใจยกอ่างล้างหน้าเข้าไปด้านในเพียงคนเดียว
เมื่อเดินเข้ามาถึงส่วนที่เป็เตียง เถาฉิงเทียนก็เห็นคุณชายสามนั่งอยู่บนเตียง ทว่าั์ตาแดงเรื่อเล็กๆ อีกทั้งข้างแก้มก็ยังมีรอยน้ำตาที่เห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นฉิงเทียนก็ไม่บุ่มบ่ามถามออกไป เพราะดูจากท่าทางของคุณชายสามแล้ว น่าจะยังไม่พร้อมพูดอะไร ดังนั้นจึงวางอ่างล้างหน้าลงบนที่วาง จากนั้นก็เดินหลบมุมไปข้างๆ รอปรนนิบัติจางอวี้ตี๋อย่างเงียบๆ ซึ่งแน่นอนว่าจางอวี้ตี๋ก็ไม่พร้อมที่จะเล่าเื่นี้ให้ใครฟัง
หลังจากที่ล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จางอวี้ตี๋ก็ตัดสินใจนั่งอ่านตำราในห้องโถงของเรือนแทน เพื่อรอเวลาไปเรียนกู่เจิงในตอนบ่าย จนกระทั่งสำรับอาหารเที่ยงได้ถูกยกเข้ามา หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อย จางอวี้ตี๋จึงบอกให้เถาฉิงเทียนไปหยิบกู่เจิงมา จากนั้นก็พากันเดินไปยังศาลาในสวนย่อมที่เรือนตะวันออก ระหว่างที่เดินทางไปอยู่นั้นจางอวี้ตี๋ก็พลันชะงักขึ้นมา เมื่อเห็นใบหน้าหวานของเกอผู้หนึ่ง...จางเสี่ยงหลิง!
คิ้วเรียวได้รูปพลันกระตุกเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของจางอวี้ตี๋ก็ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉยออกมา กับน้องๆที่เป็บุตรอนุของบิดานั้น จางอวี้ตี๋ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือไม่ชอบแต่อย่างใด มันเป็ความรู้สึกที่เฉยชามาก ดังนั้นอดีตสามีผู้นั้นจึงชอบกล่าวว่าเขาเ็ากับจางเสี่ยงหลิงเกินไป ฉะนั้นเวลาที่เจอหน้าจางเสี่ยงหลิง จางอวี้ตี๋จึงฝืนยิ้มและพูดคุยด้วยท่าทางเป็กันเอง ในตอนนั้นแม้ว่าจางอวี้ตี๋จะรู้สึกแย่กับเื่อื่นอยู่ แต่ถ้าเจอหน้าจางเสี่ยงหลิงก็ต้องยิ้มรับและพูดคุยราวกับว่าไม่มีเื่ใดที่ต้องกังวล เพียงเพราะไม่อยากกลายเป็เกอที่ใจร้ายและปฏิบัติต่อน้องชายร่วมบิดาอย่างเ็าในสายตาของสามี อาจจะเรียกได้ว่า เพื่อสามีคนนี้ จางอวี้ตี๋ยอมทำทุกอย่าง แม้กระทั่งละทิ้งตัวตนของตัวเอง
บางครั้งจางอวี้ตี๋ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า มีจวนไหนบ้างที่บุตรจากฮูหยินจะญาติดีกับบุตรของอนุ? แค่การที่เขาไม่กลั่นแกล้งหรือดูถูกเหยียดหยามบุตรอนุ เหมือนกับสหายและคนรู้จักคนอื่นๆ ที่เป็บุตรจากฮูหยินด้วยกัน แค่นี่ยังไม่พอหรือ? บางทีอาจจะเป็เพราะว่าตระกูลของสามีนั้นยึดหลักผัวเดียวเมียเดียว ซึ่งแตกต่างจากตระกูลอื่น ฉะนั้นเขาคงไม่เข้าใจความรู้สึกหรืออยู่ในบรรยากาศที่ต้องชิงดีชิงเด่นในจวน...
“คารวะอวี้ตี๋เกอเกอ” จางเสี่ยงหลิงและจางเยว่เจิงที่เดินมาด้วยกัน ก็พากันเดินเข้ามาหาจางอวี้ตี๋เพื่อคารวะ
“เห็นซือฝุบอกว่าตี๋เกอไม่สบาย ตอนนี้ดีขึ้นแล้วหรือขอรับ?” จางเสี่ยงหลิงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากบุตรของฮูหยินกับบุตรของอนุนั้นไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน บวกกับจางอวี้ตี๋เป็คนที่ค่อนข้างเงียบๆดูดุๆ ทำให้จางเสี่ยงหลิงไม่กล้าเข้าใกล้พี่ชายที่เป็เกอคนนี้มากนัก มิหนำซ้ำยังออกจะรู้สึกเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก
“อืม ข้าไม่เป็อะไรแล้ว ไปกันเถอะ อีกไม่นานซือฝุก็จะมาแล้ว” จางอวี้ตี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ก่อนจะเดินนำน้องชายและน้องสาวไปยังศาลาในสวน เมื่อมาถึงพวกเขาก็นั่งลงในศาลาที่มีเบาะรองนั่ง ซึ่งถูกปูไว้ก่อนแล้ว จากนั้นบ่าวรับใช้ที่ถือกู่เจิงก็นำกู่เจิงมาวางไว้ตรงหน้า จางอวี้ตี๋ยกมือลูบกู่เจิงอย่างแ่เบา นับั้แ่ที่แต่งงานไป จางอวี้ตี๋ก็แทบไม่มีเวลาเล่นกู่เจิงเลย เพราะวันๆก็หมกหมุ่นอยู่กับกิจธุระในฐานะฮูหยินของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ดังนั้นกู่เจิงนี่จึงถูกวางทิ้งไว้ให้ฝุ่นเกาะอยู่ในเรือน
นิ้วมือเรียวยาวลูบไปที่สายกู่เจิงเบาๆ จากนั้นก็เริ่มดีดบรรเลงเพลงออกมา เมื่อท่วงทำนองเพลงอันแสนเศร้าดังขึ้นมา ผู้คนที่อยู่รอบๆก็พลันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเพิ่งเคยได้ยินคุณชายสามบรรเลงเพลง เพียงแต่ว่า...ครั้งนี้ดูเหมือนจะพิเศษกว่าปกติอยู่บ้าง เป็ที่รู้กันดีว่าคุณชายสามจางอวี้ตี๋นั้น มีความสามารถในการร้องลำนำแต่งกลอนและกู่เจิงมาก จนถึงขั้นที่เหล่าซือฝุเอ่ยปากชมกันทุกคนว่า คุณชายสามสกุลจางนั้นคืออัจฉริยะในด้านศิลปะอย่างแท้จริง และพูดเื่นี้แบบปากต่อปาก ทำให้ชื่อเสียงของคุณชายสามจางอวี้ตี๋นั้นเป็ที่เลืองลือไปทั่วเมืองหลวง ั้แ่ที่ยังไม่ได้เข้าพิธีสวมกวาน
ตามธรรมเนียมของแคว้นต้าถัง บุรุษกับเกอนั้นจะต้องเข้าพิธีสวมกวานเมื่ออายุครบ 16 ปี และถ้าเป็สตรีก็จะเข้าพิธีปักปิ่นเมื่ออายุครบ 15 ปี หลังจากที่เข้าพิธีสวมกวานแล้ว เหล่าบุรุษชนชั้นสูงจะเริ่มติดตามบิดาออกงานต่างๆมากขึ้น เพื่อเป็การเปิดตัว เช่นเดียวกับเกอและสตรีที่จะติดตามฮูหยินไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ เพื่อเปิดตัวเช่นกัน
บุตรหลานจวนอื่นกว่าจะมีชื่อเสียงก็ต้องรอหลังเปิดตัวตามงานเลี้ยงต่างๆ หรือไม่ก็สร้างชื่อเสียงกันในงานประชันความสามารถ แต่คุณชายสามจางอวี้ตี๋นั้น กลับมีชื่อเสียงั้แ่ยังไม่ได้เปิดตัวเลย นี่ไม่นับว่าเป็เื่ที่น่าภาคภูมิใจอีกหรือ?
สำหรับบ่าวรับใช้แล้ว พวกเขาไม่รู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างเพลงที่คุณชายและคุณหนูบรรเลงออกมาหรอก แค่ฟังแล้วรู้สึกว่ามันเพราะดีก็แค่นั้น และไม่ว่าจะเป็ใครบรรเลงก็เพราะดีหมดทุกคน แต่เพื่อประจบเอาใจคุณชายและคุณหนูที่ตนรับใช้ และเพื่อเป็การยกระดับตัวเองให้ดูมีรสนิยมขึ้น จึงมักจะเอ่ยชมหรือทำสีหน้าเคลิบเคลิ้มแบบแปลกๆออกมาเพื่อแสดงให้รู้ว่า ตนเองนั้นเข้าใจในบทเพลงนั้นๆ
ทุกครั้งก็เป็เช่นนั้น เพียงแต่ว่าครั้งนี้ ท่วงทำนองที่คุณชายสามบรรเลงออกมานั้น กลับะเืไปถึงจิตใจของพวกเขา มันเหมือนกับกระตุ้นความรู้สึกโศกเศร้า เสียใจและเ็ปออกมา สาวรับใช้ที่จิตใจอ่อนไหวบางคนถึงกลับน้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว พวกเขาทุกคนรู้สึกว่าบทเพลงนี้กำลังบีบคั้นหัวใจของพวกเขาอยู่ บรรยากาศที่โศกเศร้าแพร่กระจายไปทั่วศาลาอย่างเงียบงัน เสียงดีดกู่เจิงแต่ละเส้น ประหนึ่งมีดเฉือนลงกลางใจของพวกเขา และทิ้งไว้เพียงความเ็ปที่ไม่รู้ลืมเอาไว้
จวบจนเสียงเพลงค่อยๆจางหายไป แต่ทุกคนก็ราวกับตกอยู่ในภวังค์แห่งความโศกเศร้าอยู่ ทันใดนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นมา ปลุกให้ทุกคนได้หลุดออกจากภวังค์และหันไปมองตามต้นเสียง ซึ่งก็พบกับสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าศาลา โดยมีผู้ติดตามอีกสองคนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าที่ดูใจดีและโอบอ้อมค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ จากนั้นก็ก้าวเท้าเข้ามาในศาลาแล้วกล่าวว่า “ไม่เจอกันเพียงไม่กี่วันฝีมือในการบรรเลงกู่เจิงก็ร้ายกาจขึ้นทุกวัน”
จางอวี้ตี๋ จางเสี่ยงหลิงและจางเยว่เจิงต่างก็พากันลุกขึ้นยืน และคารวะสตรีผู้มาใหม่นี้ “คารวะซือฝุ”
สตรีวัยกลางคนพยักหน้ารับ และหันไปมองจางอวี้ตี๋ด้วยสายตาที่เป็ประกาย เติ้งฮวนลี่เป็ปรมาจารย์ด้านกู่เจิงที่หาจับตัวได้ยาก ในอดีตนางเคยเป็1ใน4บุปผาแห่งเมืองหลวง เติ้งฮวนลี่เป็บุตรฮูหยินจากจวนขุนนางขั้นที่ 3 ผู้หนึ่ง ด้วยฝีมือดีดกู่เจิงที่น่าอัศจรรย์ของนาง ทำให้นางมีชื่อเสียงในงานเลี้ยงชมบุปผาและกลายเป็ 1ใน4บุปผาแห่งเมืองหลวง
ที่เมืองหลวงจะมีการจัดอันดับ 4 จตุรเทพ 4 บุปผาและ 4 ฤดูกาล สี่จตุรเทพเป็การจัดอันดับของเอกบุรุษ แบ่งเป็ กิเลน ไกรสีห์ เต่า พยัคฆ์ สี่บุปผาคือการจัดอันดับของสตรี แบ่งเป็ หมู่ตานฮวา เหลียนฮวา หลานฮวาและกุ้ยฮวา ส่วนสี่ฤดูกาลคือการจัดอันดับของเกอ แบ่งเป็ วสันต์ คิมหันต์ สารท เหมันต์ ตำแหน่งเหล่านี้เปรียบเสมือนตราเกียรติยศที่สามารถเชิดชูชื่อเสียงของเหล่าคุณชายและคุณหนูได้ อีกอย่างคนที่เคยได้ตำแหน่งนี้ไป อนาคตของพวกเขาก็ไม่ธรรมดา บางคนได้เป็ถึงแม่ทัพ อัครเสนาบดี ขุนนางตำแหน่งสูงหรือแม้แต่ปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และที่สำคัญสตรีและเกอที่ได้ครองตำแหน่งใน4 บุปผาและ 4 ฤดูกาล ส่วนใหญ่มักจะได้กลายเป็ฮองเฮาหรือไม่ก็กุ้ยเฟย ยกตัวอย่างเช่นฮองเฮาองค์ปัจจุบันนี้ ที่เป็สหายกับเติ้งฮวนลี่ ก็เป็หนึ่งในสี่บุปผาเช่นกัน
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เหล่าคุณชายและคุณหนูจะพยายามอย่างหนักเพื่อ่ชิงตำแหน่งเ่าั้มา เพราะนั่นมันหมายถึงใบเบิกทางสู่อนาคตที่สดใส
ด้วยความสามารถในด้านกู่เจิงที่โดดเด่น และมีสามีเป็ถึงผู้ตรวจการมณฑล รวมทั้งเป็สหายของฮองเฮาองค์ปัจจุบัน ทำให้เติ้งฮวนลี่มีสถานะที่ไม่ธรรมดา ดังนั้นหลายๆคนจึงพยายามทำทุกวิธีเพื่อที่จะสานสัมพันธ์กับนาง และวิธีที่สานสัมพันธ์ที่ง่ายที่สุดก็คือการเชิญเติ้งฮวนลี่มาเป็ซือฝุให้กับบุตรเกอและบุตรีที่จวน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เื่ง่ายๆ แต่สุดท้ายตระกูลจางก็เป็หนึ่งในไม่กี่ตระกูลที่สามารถเชื้อเชิญเติ้งฮวนลี่ให้มาสอนบุตรของตนได้ และที่เป็แบบนั้นก็เพราะจางอวี้ตี๋
“หงส์คอยรักนั้น เ้าบรรเลงได้จับใจยิ่งนัก สิ่งนี่แหละที่เขาเรียกว่าใส่จิติญญาเข้าไป ทำให้บทเพลงที่บรรเลงออกมานั้นเต็มไปด้วยจิติญญาและดูมีชีวิตขึ้นมา” เสียงเอ่ยชมของเติ้งฮวนลี่ ทำให้จางอวี้ตี๋คลี่ยิ้มบางๆออกมา
“เป็เพราะซือฝุคอยชี้แนะ หากไม่มีซือฝุ ข้าคงไม่พัฒนามาถึงตรงนี้ได้” เติ้งฮวนลี่ได้ยินแบบนั้นก็อดยิ้มหน้าบานไม่ได้ ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด จางอวี้ตี๋เป็อัจฉริยะที่นางภูมิใจมากที่สุด
“หาใช่เพราะซือฝุอย่างเดียวไม่ ยังมีความพยายามของเ้าอีกด้วย หากเ้ายังรักษาความขยันหมั่นเพียรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อีกไม่ช้า ซือฝุคงไม่มีอะไรจะสอนเ้าแน่”
“ข้ายังต้องเรียนรู้จากซือฝุอีกมาก ซือฝุอย่าเพิ่งเบื่อข้าจนไล่ข้าไปให้พ้นหน้าเลยนะขอรับ” จางอวี้ตี๋ทำสีหน้าอ้อนพลางพูดเสียงหวานใส่ ในชาติที่แล้วนอกจากมารดา บิดา พี่ชาย คนสนิทกับสหายไม่กี่คน ก็มีเติ้งฮวนลี่เนี่ยแหละที่คอยช่วยเหลือศิษย์คนนี้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ
เมื่อนั่งลงกับที่เติ้งฮวนลี่ก็อดถามอย่างนึกสงสัยไม่ได้ว่า “ตอนที่เ้าบรรเลงเพลงนี้ออกมา...เ้าคิดถึงสิ่งใดอยู่” การที่คนเราจะสามารถบรรเลงเพลงออกมาได้ถึงจิติญญาขนาดนี้ แสดงว่าตัวผู้บรรเลงเองก็ต้องผ่านประสบการณ์อะไรบางอย่าง ถึงจะสามารถสื่ออารมณ์ของบทเพลงออกมาได้ดีขนาดนี้ เพราะแบบนี้เติ้งฮวนลี่จึงอดเป็ห่วงศิษย์รักผู้นี้ไม่ได้ เพลงหงส์คอยรัก เพียงแค่ชื่อก็ฟังดูแล้วว่ามันเป็เพลงแบบไหน ใครกันนะที่ทำให้หงส์น้อยที่ยังมิได้พลัดขนตัวนี้ต้องเ็ป?
จางอวี้ตี๋ยิ้มจางๆออกมา ก่อนจะกระซิบกลับไปว่า “ข้าคิดถึงมารดา” เมื่อได้ยินแบบนั้นเติ้งฮวนลี่ก็เข้าใจ แต่หารู้ไม่ว่าความจริงแล้ว...จางอวี้ตี๋กำลังคิดถึงตัวเองในชาติที่แล้วต่างหาก!
วันคืนหมุนเวียนเปลี่ยนผัน จากวสันต์เวียนถึงเหมันต์
สุริยันเฉิดฉายจนลาลับ จันทร์กระจ่างลอยเด่นกลางนภา
รุ่งอรุณมาจึงค่อยจากจรไป กาลเวลาสายธารยังดำเนิน
แต่หงส์น้อยยังคอยรักมิเสื่อมคลาย จวบตัวตายชีวาสิ้นอย่างอนาถ...