เมื่อคำพูดของเบเฮมอทได้จบสิ้นลง เสียงสะท้อนของถ้อยวาจาอันโอหังนั้นยังคงดังกึกก้องอยู่ในอากาศรอบตัว ก่อนที่ทุกสรรพสิ่งจะเข้าสู่ห้วงอึดใจอันเงียบงัน คล้ายว่าทุกอณูของโลกาหยุดนิ่งเพียงเพื่อรอรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะอธิบายได้
ทันใดนั้นเอง ฟากฟ้าเหนือหัวของพวกเขาก็ได้เกิดรอยแตกของอากาศอย่างรุนแรง รอยแตกร้าวนั้นเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อนที่มันจะแผ่ขยายออกประหนึ่งใยแมงมุมที่สานกันเป็ชั้นๆของความหายนะ
แล้วจากรอยแตกร้าวเ่าั้ วังวนสีดำทมิฬก็ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า มันหมุนวนและบิดเบี้ยวคล้ายจะฉีกมิติให้ปริแตก
สัญลักษณ์ของวังวนนี้มิใช่เพียงช่องเปิดธรรมดา แต่มันคือเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ที่ถูกหล่อหลอมมาด้วยแก่นแท้ของห้วงอำนาจมืด แสงแห่งความตายถูกกลืนเข้าไปในขอบเขตสีดำสนิท ขณะที่ประกายแสงสีม่วงทมิฬเจือปนสั่นระริกไหวอยู่อย่างชั่วร้าย
พลังนั้นทำให้แม้แต่ผู้วิวัฒน์ระดับสูงก็ต้องรู้สึกสั่นสะท้านและหวาดกลัวถึงขั้วหัวใจ
ในขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้อง ร่างของัยาวสีดำทมิฬขนาดมหึมาสองตนก็เคลื่อนทะยานออกมาจากภายในวังวน
ตัวตนของพวกมันแผ่แรงกดดันที่เหนือกว่าูเาสูงตระหง่าน ั์ตาสีแดงฉานของพวกมันจ้องมองมายังผู้คนเบื้องล่างอย่างเยือกเย็น เขาทั้งสองข้างโค้งงอดุจเขากวาง ด้านข้างหัวของพวกมันเปล่งประกายด้วยเครื่องหมายเวทโบราณที่ไหลเวียนอยู่ไม่หยุด
ใบหน้าดุร้ายของพวกมันเต็มไปด้วยคมเขี้ยวที่วาววับราวกับคริสตัลสีเืที่สามารถฉีกทำลายได้แม้กระทั่งความว่างเปล่า
บรรดาผู้ยิ่งใหญ่มากมายที่ลอยอยู่ในอากาศ บางตนสูงส่งดั่งเทพ บางตนลึกลับดุจอสูร บางตนสง่างามเกินคำบรรยาย ต่างก็พร้อมใจกันคุกเข่าลงบนห้วงอากาศ แม้กระทั่งปีศาจโลหิตเบเฮมอทที่เมื่อครู่ยังโอหังก็ยังเงียบสงบลงทันที
โอดินที่เห็นภาพนั้นด้วยตาตนเองถึงกับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านในดวงจิตโดยไม่อาจควบคุมได้
ั์ตาของเขาเบิกกว้างพร่าพราย ใจเต้นแรงจนเืแทบจะหยุดไหล
“นั่นมัน.. เทพอสูรัพลิกฟ้าสองตน ผู้วิวัฒน์ระดับ 10 ขั้น 9 ถึงสองตน.. แล้วพวกมันเป็เพียงสิ่งของประดับเนี่ยนะ?”
อารมณ์ในใจของเขาดังก้องราวกับฟ้าผ่าภายในิญญา ความเข้าใจอันเหนือเกินคาด ราวกับโลกทั้งใบพลิกจากความเข้าใจที่เคยมีมา
ท่ามกลางความในั้น ร่างของชายคนหนึ่งก็ได้เหยียบผ่านห้วงอากาศออกมาจากวังวนกลางสายลมที่หมุนวนรุนแรง
เขาคือชายวัยกลางคนที่ดูไม่ต่างจากผู้บัญชาการแห่ง์
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเทพบุตร เส้นผมสีดำยาวสลวยพลิ้วไหวดั่งสายน้ำในยามรัตติกาล เขาสวมใส่ชุดโค้ทสีขาวดุจหิมะที่สะอาดบริสุทธิ์และเปล่งแสงเย็นเยียบทุกย่างก้าวที่เดินมานั้นปรากฏเป็ประกายดาว
ั์ตาสีแดงไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดหรือหยิ่งทะนง แต่มันเต็มไปด้วยอำนาจที่แผ่ซ่านสั่นคลอนความมีอยู่ของผู้พบเห็น
เขาเพียงเหลือบตามองไปยังโอดินที่อยู่ตรงเบื้องหน้า ในสายตาของเขานั้น ชายผู้ถูกเรียกว่าจักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ช่างเล็กจ้อยยิ่งกว่าเศษฝุ่นในลำแสงของสุริยัน ก่อนที่จะเอ่ยพึมพำออกมาจากในลำคอ
“อยู่เบื้องหน้าข้าแล้ว..”
“ทำไมถึงยังไม่คุกเข่า!”
เพียงถ้อยคำหลุดออกมา แรงกดดันอันมหาศาลก็ได้ถาโถมเข้าใส่โอดินอย่างฉับพลัน เพียงแค่ถ้อยคำจากริมฝีปากของเฟิงซิ่วก็สามารถกดทับให้พลังิญญาในร่างของโอดินปั่นป่วนราวกับแผ่นดินถูกแหวกออกจากแกนกลาง
“อึก?!!!”
ร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง รู้สึกเหมือนร่างกายทั้งร่างกำลังจะแตกออกจากกัน พลังทั้งหมดไหลย้อนขึ้นมาจนล้นทะลักออกจากอาณาจักรต้นกำเนิด และเพียงเสี้ยวอึดใจต่อมา ร่างของโอดินก็คุกเข่าลงทั้งสองข้างบนห้วงอากาศโดยที่ไม่อาจต่อต้านได้แม้แต่น้อย
ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนแทบไม่หลงเหลือสีเื ั์ตาสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
“ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์เทพอสูรัพลิกฟ้า เผ่าพันธุ์อันดับที่หนึ่งและแข็งแกร่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของดินแดนทรินิตี้เซเว่น”
“ตัวตนระดับ 10 ขั้น 10 ผู้ที่มีพลังอำนาจถึงขีดจำกัดและถูกเรียกขานว่าเป็กึ่งเทพ เฟิงซิ่ว!”
ชายผมดำวัยกลางคนเมื่อได้ยินก็หัวเราะเบาๆด้วยท่าทีสบายใจ เขาตบมือของตนเองสองสามครั้งอย่างขบขัน
“เรียกข้าซะเต็มยศเลยนะ จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์!”
เสียงของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจเจือปนกับความเยาะหยันอย่างลึกซึ้ง แล้วเขาก็พูดต่อคล้ายกำลังบอกเล่าเื่ราวอย่างใจเย็น
“แต่สมญานามของเ้านั้น.. ข้าคิดว่ามันเหมาะสมสำหรับเ้าอยู่นะโอดิน”
“ใช้เวลาเพียงแค่สามพันปีก็ก้าวขึ้นมาเป็ผู้วิวัฒน์ระดับ 10 ได้สำเร็จ เป็ศักยภาพที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา อีกทั้งเ้าก็ยังเวทย์มนตร์ัโบราณที่กระทั่งในหมู่เผ่าพันธุ์ข้าเองก็ไม่มีผู้ใดสามารถใช้มันได้”
รอยยิ้มของเฟิงซิ่วเริ่มจางลงทีละน้อยจนเหลือเพียงความเ็า
“ถ้าใช้เวลาในการฝึกฝนศักยภาพของเ้าต่อไป ไม่ถูกทรยศหรือพันธนาการไว้เช่นที่ผ่านมา”
“เ้าคงแข็งแกร่งขึ้นมากมายกว่านี้.. เ้าคงจะ.. ยิ่งใหญ่มากจริงๆ!”
ชายผู้นั้นเว้นวรรคเล็กน้อย เหมือนกับกำลังรำลึกถึงอดีตที่ไม่เคยเกิดขึ้น ก่อนจะกล่าววาจาสุดท้าย ทอดมองไปยังโอดินอย่างไร้เยื่อใย
“แต่ก็เท่านั้นแหละ เพราะทุกสิ่งนั่นเป็ไปตามผู้ที่ชนะล้วนกำหนด เผ่าพันธุ์มนุษย์ล้วนจบสิ้นแล้วละนะ โอดิน!”