ภายในโลกอันมืดมิดแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มนามว่า ‘โม่เฟิง’ อายุ 12 ปี ผมสีดำ รูปร่างผอมเพรียว ั์ตาสีฟ้ากระจ่างใส สวมแว่นตาเรียวบาง สูงประมาณ 165 ซม. กำลังนอนหมดสติ จนกระทั่งเสียงทุ่มต่ำเสียงหนึ่งได้ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมา
“เ้าจะนอนไปถึงไหนกัน? ตื่นขึ้นมาได้แล้ว!”
โม่เฟิงลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าที่สะลึมสะลือ เขาใช้นิ้วชี้ข้างขวาขยับแว่นตาที่ตกลงมาอยู่บริเวณปลายจมูกให้กลับเข้าที่ ก่อนจะมองเห็นชายชราผมขาวสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำ นั่งเอามือเท้าศีรษะอยู่บนแท่นบัลลังก์ด้วยสีหน้าและแววตาที่หยิ่งทะนง
โม่เฟิงหันหน้ามองไปรอบ ๆ ก่อนจะทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้น ทว่า...นอกจากชื่อและอายุของตนแล้ว เขากลับจำอะไรไม่ได้อีกเลย ราวกับว่ามีกำแพงที่มองไม่เห็นบดบังความทรงจำของเขาเอาไว้
“ท่านเป็ใครกัน?” แล้วนี่ข้าอยู่ที่ไหน? ทำไมข้าถึงจำอะไรไม่ได้?”
ด้วยท่าทีที่สงบและเยือกเย็นของโม่เฟิง ชายชราจึงเอ่ยแนะนำตนเอง “ข้าคือโม่กุ่ย ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยปกครองสัตว์อสูรนับล้าน หรือที่ใครหลายคนรู้จักข้าในนามจักรพรรดิอสูร”
โม่เฟิงไม่ได้ตอบสนองต่อการแนะนำตัวที่ฟังดูแล้วเหมือนโอ้อวดอยู่ในทีของโม่กุ่ย เขาแค่อยากรู้แค่ขณะนี้เขานั้นอยู่ที่ไหน และทำไมถึงไม่มีความทรงจำในอดีตหลงเหลืออยู่เลย
เห็นโมเฟิงทำหน้านิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบสนองกับการแนะนำตัวของตน โม่กุ่ยจึงเค้นเสียงออกมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่นัก “ฮึ! ที่ที่เ้าอยู่ ณ ตอนนี้ คือภายในห้วงความคิดของเ้า ส่วนที่เ้าจดจำอะไรไม่ได้เป็เพราะความทรงจำของเ้าได้ถูกปิดผนึกเอาไว้”
“ปิดผนึกความทรงจำ!” โม่เฟิงไม่รู้สึกแปลกใจกับคำพูดของอีกฝ่ายสักเท่าไหร่นักเพราะตัวเขาเอง ก็รู้สึกแบบนั้น
“แล้วทำไมท่านถึงมาอยู่ในห้วงความคิดของข้าได้?”
โม่กุ่ยหันหน้าหนี พยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามข้อนี้ โม่เฟิงจึงตัดสินใจที่จะเลิกสนทนากับโม่กุ่ยจึงก้มหน้าลงมองสร้อยคอที่สวมใส่อยู่แทน
“แม้ข้าจะมีความชอบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็การอ่าน การเขียน รวมถึงงานศิลปะที่ประณีต แต่ก็ไม่ได้สนใจในตัวเครื่องประดับซักเท่าไหร่นัก การที่สร้อยคอรูปกุญแจเส้นนี้มาอยู่กับข้าได้ จะต้องเป็ผู้อื่นให้มา..?”
ดังนั้น สร้อยคอเส้นนี้ น่าจะเป็เบาะแสเดียวที่จะทำให้ข้าประติดประต่อเื่ราวทุกอย่างได้
ขณะที่โม่เฟิงกำลังขบคิดในเื่ต่าง ๆ สายตาก็เหลือบแลไปเห็นหนังสือสองเล่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เล่มหนึ่งปกสีม่วงเข้ม ลวดลายบนปกมีสีทอง ส่วนอีกเล่มปกสีเขียวอ่อน แต่ลวดลายบนปกกลับมีสีเขียวเข้ม
ยามที่โม่เฟิงยื่นมือไปแตะหนังสือเล่มสีเขียว เขารับรู้ได้ว่ามีสิ่งต่าง ๆ มากมาย กำลังแล่นเข้ามาในหัวสมองดั่งสายน้ำไหลหลาก สิ่งที่แล่นเข้ามาในหัวของเขาในเวลานี้ คือความรู้ทั้งหมดที่อยู่ในหนังสือ การรับรู้สิ่งเหล่านี้อย่างฉับพลันทันใดทำให้ปวดหัวอย่างยากที่จะทานทน ถึงกับต้องทรุดกายลงไปดิ้นพราดอยู่กับพื้น สองมือกุมศีรษะด้วยความเ็ป
“อ๊ากกกก!”
หลังผ่านไปซักระยะ ความเ็ปก็เริ่มทุเลาลง “แฮ่ก ๆ แฮ่ก ๆ ๆ”
ผ่านความเ็ปมาได้ โม่เฟิงพยุงกายยืนขึ้นอีกครั้ง เขามองตรงไปที่หนังสือทั้งสองเล่ม “กุญแจของศิลา์เจ็ดบันทึก”
จากความรู้ที่เขาได้รับมาเมื่อครู่ ศิลา์เจ็ดบันทึกคือหนึ่งในเก้ามหาสมบัติเหนือพิภพที่มีพลังอำนาจอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทุกอย่าง หากใครได้ คนผู้นั้นจะมีพลังอันมากมายมหาศาล และมากพอที่จะทำให้คนผู้หนึ่งกลายเป็ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห้วงจักรภพแห่งนี้ได้
ทว่า...ศิลา์เจ็ดบันทึกนั้นได้หายสาบสูญไปเมื่อนานมาแล้ว ไม่มีใครรู้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน หรือมีหน้าตาเป็เช่นไร
แม้จะไม่มีศิลา์เจ็ดบันทึก แต่หนังสือทั้งสองเล่มที่เป็กุญแจของศิลา์เจ็ดบันทึกกลับปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขาถึงสองเล่ม พวกมันยังคงมอบความสามารถพิเศษให้แก่ผู้ที่ได้ถือครองมันไว้
หนังสือเล่มสีเขียวอ่อนมีชื่อว่าบันทึกภูติอนันตกาล เมื่อเรียกใช้..มันสามารถเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่ผู้มองเห็นผ่านดวงตาของตน ทั้งยังลบความทรงจำ ปิดผนึก และส่งต่อความส่งจำให้กับผู้ที่บันทึกภูติคนถัดไปได้
หลังจากทราบความสามารถพิเศษของบันทึกภูติ โม่เฟิงจึงรู้ได้ทันที ว่าผู้ที่ทิ้งบันทึก์ทั้งสองเล่มนี้ไว้ จะต้องใช้ความสามารถของบันทึกภูติในการปิดผนึกความทรงจำของตน
“ถ้าเป็เช่นนั้น อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้มีเจตนาร้าย” ถึงโม่เฟิงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร และทำไปเพื่ออะไร แต่เมื่อดูจากประโยชน์ที่เขาได้รับจากบันทึก์ทั้งสองเล่มแล้ว มีความเป็ไปได้ที่อีกฝ่ายอาจจะเป็คนในครอบครัว
ส่วนหนังสืออีกหนึ่งเล่ม...หนังสือเล่มสีม่วง มีชื่อว่าบันทึกอสูรบัญชาทัพ ความสามารถของหนังสือเล่มนี้ คือการเก็บดวงจิตของสัตว์อสูรที่ตายแล้ว เปลี่ยนมันให้กลายเป็ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ สามารถบังคับ และควบคุมให้สัตว์อสูรเ่าั้ทำตามคำสั่งของตนได้
“เื่นั้นเอาไว้ทีหลัง ข้ายังไม่อยากหนาวตาย!” โม่กุ่ยปรากฏตัวขึ้นในความว่างเปล่า พร้อมกับใช้ฝ่ามือขวาแตะไปที่ใบหน้าของโม่เฟิงส่งตัวเขากลับสู่โลกภายนอก
ดวงจันทร์สาดแสงท่ามกลางความมืดมิด หิมะสีขาวปกคลุมผืนป่าและใบหญ้า โม่เฟิงนอนพิงอยู่ใต้ต้นไม้ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า สติของเขายังคงเลือนราง
โม่เฟิงหันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพบว่าตนเองนั้นอยู่ในป่าหิมะแห่งหนึ่ง “ป่า?”
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันหนาวเหน็บเสียงของโม่กุ่ยดังขึ้น “ถ้าเ้ายังไม่อยากหนาวตาย ก็รีบออกไปจากป่าแห่งนี้ซะ”
ฟิ้วววว!
เสียงลมหวีดหวิวพัดพาเอาความหนาวเย็นมาสู่โม่เฟิง เขารู้สึกหนาวสั่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน บอกตัวเองต้องรีบหาที่พัก หรือไม่ก็ต้องหาหนทางออกไปจากป่าแห่งนี้ แต่ไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหน ป่าแห่งนี้ก็ดูจะมีลักษณะเหมือนกันไปเสียหมด
“ข้าจะต้องไปทางไหน?” โม่เฟิงจึงไม่รู้เลยว่าต้องเดินไปยังทิศทางใดถึงจะสามารถออกไปจากป่าแห่งนี้ได้
ขณะที่โม่เฟิงยังคงลังเลและสับสนอยู่นั้น หูพลันได้ยินเสียงการต่อสู้ดังอยู่ไม่ไกลจึงตัดสินใจเร่งฝีเท้าเข้าไปดูใกล้ ๆ
ฉึบ ฉัวะ ฉัวะ!
เสียงการต่อสู้ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าไปใกล้สิ่งที่เขาเห็นคือการต่อสู้ของผู้คุ้มกันขบวนสินค้ากับสัตว์อสูรฝูงหนึ่ง ใช้เวลาพิจารณาสถานการณือยู่ครู่หนึ่งประเมินได้ว่า เหมือนเป็การเข่นฆ่าของสัตว์อสูรแต่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า
ขณะที่อีกฝ่ายกำลังเข้าตาจน โม่เฟิงกลับไม่อาจนิ่งเฉยดูดายได้ “ข้าต้องทำอะไรซักอย่าง!”
เห็นโม่เฟิงเอาแต่สนใจเื่ของคนอื่น โม่กุ่ยจึงรู้สึกหงุดหงิด “ยังไม่รีบไปหาที่พักอีก เดี๋ยวก็หนาวตายกันพอดี”
โม่เฟิงส่ายหน้า พูดออกใสด้วยน้ำเสียงสงบและเยือกเย็น “ไม่! ถ้าพวกนั้นรอดตาย พวกเขาอาจจะพาข้าออกไปจากป่าแห่งนี้ได้”
“...!” โม่กุ่ยแสยะยิ้มที่มุมปาก “หากเ้า้าช่วย ก็แค่ถอดแว่นตาของเ้าออก”
เหล่าผู้คุ้มกันถูกฆ่าตายไปทีละคนสองคน จนเหลือเพียงหัวหน้าผู้คุ้มกัน กับชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่ง
สัตว์อสูรตีวงล้อมทั้งสองคนเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้หัวหน้าผู้คุ้มกันต้องขยับถอยหลัง จนในที่สุด..หัวหน้าผู้คุ้มกันก็หมดหนทางถอย เขาะโบอกให้ชายที่อยู่ด้านหลังวิ่งหนี “พ่อบ้านหนี่ ข้าจะถ่วงเวลาเอาไว้ให้ ท่านรีบหนีไป”
ขณะที่หัวหน้าผู้คุ้มกันและพ่อบ้านหนี่กำลังสิ้นหวัง ปรากฏมีเด็กหนุ่มผมสีขาว ั์ตาสีแดงเพลิง เดินออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง
เขาค่อย ๆ ก้าวเดินผ่านระหว่างคนทั้งสองอย่างเชื่องช้า ทว่า..ในแต่ละก้าวที่ย่างเดินนั้นอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารและพลังที่มองไม่เห็น ทำเอาฝูงสัตว์อสูรที่ดุร้ายถึงกับหยุดชะงักและสั่นผวา พวกมันพากันวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก
โม่กุ่ยมองฝูงสัตว์อสูรที่กำลังวิ่งหลบหนี ก่อนจะยกฝ่ามือขวาขึ้นมา “สัตว์อสูรชั้นต่ำ กล้ามาหายใจต่อหน้าข้า”
พรึบบบ!!!
กลุ่มก้อนพลังความมืดขนาดใหญ่ทำลายฝูงสัตว์อสูรรวมถึงต้นไม้ ใบหญ้า จนเกิดเป็ทางโล่งไกลลากยาวสุดลูกหูลูกตา สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความใให้แก่หัวหน้าผู้คุ้มกันและพ่อบ้านหนี่ พวกเขาถึงกับตัวแข็งทื่อ เนื่องจากไม่เคยเห็นพลังทำลายล้างที่มากมายมหาศาลเช่นนี้มาก่อน
ฝูงสัตว์อสูรถูกกำจัดจนไม่เหลือซาก โม่กุ่ยหันหน้ากลับมามองพวกเขาทั้งสองพร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร แว่นตาที่หายไปกลับปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ทำเอาโม่กุ่ยถึงกับต้องสบถออกมา “ชิ!”
สีผมของเด็กหนุ่มเปลี่ยนกลับมาเป็สีดำ ั์ตาสีแดงสดเปลี่ยนกลับมาเป็สีฟ้ากระจ่างใส ใบหน้าเริ่มซีดเซียว สติสัมปชัญญะหลุดลอย ร่างทรุดลงไปนอนสลบอยู่กับพื้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ