รุ่งเช้า...
แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ลอดผ่านแนวผ้าม่านเข้ามาในห้อง ธีรัชนอนตะแคงอยู่ข้างหน้าต่าง เขาเปิดผ้าม่านดูแสงอาทิตย์ที่แยงตาแล้วปิดม่านลงดังเดิม เสียงคลื่นทะเลทำให้เขารู้สึกดี เสียงคลื่นนั้นกล่อมให้เขาหลับไป และเสียงคลื่นก็ปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอีก ธีรัชแง้มหน้าต่างเพื่อให้ตัวเองได้ยินเสียงคลื่นชัดขึ้น กลิ่นไอทะเลอ่อน ๆ ลอยเข้ามากระทบจมูก เมื่อคืนเหมือนจะได้ยินเสียงฝนตกพรำ ๆ ด้วยในตอนที่เขาขยับตัวกลางดึก แต่เมื่อคืน ถือได้ว่าเขานอนหลับได้สนิททั้ง ๆ ที่แปลกที่แปลกทาง
เขาเดินออกมาจากห้องนอน ธีรัชไม่พบใครอยู่เลย ในบ้านเงียบสงัดราวกับว่าเขาอยู่คนเดียว มีเพียงกลิ่นกาแฟที่ส่งกลิ่นมาจากในครัวหลังบ้าน ชายหนุุ่มรีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จแล้วเดินตามกลิ่นกาแฟเข้ามาในห้องครัว บนโต๊ะไม้ในครัวนั้น มีเพียงขนมปังที่ปิ้งไว้แล้วสองแผ่น กับกระปุกแยมมะม่วงที่ทำเอง กาแฟร้อนอยู่ในหม้อต้ม โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมตั้งชิดติดหน้าต่างที่เป็เหมือนกรอบรูป มีทะเลเหมือนภาพวาดที่อยู่ในกรอบ ธีรัชเทกาแฟใส่ถ้วยแล้วนั่งลงเพื่อดื่มด่ำกับความเงียบ ที่มีเพียงเสียงคลื่นเป็เพื่อนในยามเช้า
ชายหนุ่มค่อย ๆ สูดอากาศเข้าไปจนเต็มปอดด้วยความสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ใต้จานขนมปังมีโน๊ตเล็ก ๆ เขียนด้วยลายมือสวยเป็ระเบียบเรียบร้อย
'คุณทานได้เลยนะ ผมไปตลาด เดี๋ยวมา เมื่อวานปล่อยให้คุณกินข้าวแกงถุงแล้ว วันนี้ ผมจะทำอาหารใต้ให้คุณได้ลองชิม - คัมภีร์'
ธีรัชค่อย ๆ ละเลียดกินขนมปังช้า ๆ พลางมองภาพรอบตัว บ้านไม้เก่าแต่สะอาด มีร่องรอยของการดูแลเอาใจใส่ในทุกมุม ทั้งแจกันดอกไม้สดที่วางมุมโต๊ะ รูปถ่ายขาวดำบนฝาผนัง และชั้นหนังสือเล็ก ๆ ที่ผนังด้านหนึ่งที่เต็มไปด้วยตำราทำอาหารคาวหวาน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ทุกอย่างที่นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกอีกใบ โลกที่ไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีคำถาม ไม่้าคำตอบ มีเพียงความเงียบ อย่างเรียบง่าย เสียงคลื่นคอยเยียวยาจิตใจได้เป็อย่างดี ถ้าเขาอยู่ไปเรื่อย ๆ ความทุกข์ในใจของเขาอาจจะหมดไปได้
ถ้าหมดไปได้จริง ๆ ก็คงจะดี
แต่อะไรกันนะ ที่ทำให้เสียงคลื่นพัดความทุกข์ออกไปจากใจของเ้าของ 'บ้านใจพัก' ไม่ได้
เขาอยากจะรู้จังเลย ว่าความเ็ปในใจของตัวเองจะเท่ากับของเ้าของบ้านนี้หรือเปล่า หรือจะเท่ากับคนที่เขาตามหาอยู่หรือเปล่า
เสียงมอเตอร์ไซค์ขี่เข้ามาจอดที่หน้าบ้าน เสียงรองเท้าเดินจากหน้าบ้านเข้ามาที่ห้องครัว ทำให้เขาหันไปมอง คัมภีร์เดินกลับเข้ามา วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงเลสีเข้ม ในมือถือถุงผ้าสองถุง ที่เต็มไปด้วยของสดที่มาจากตลาด
"ตื่นแล้วหรือคุณ เมื่อคืนนอนสบายไหม"
"สบายกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ... ขอบคุณสำหรับอาหารเช้าด้วย"
คัมภีร์ยิ้มบาง ๆ ส่งมาให้
"ที่นี่ไม่มีเมนูหรูหรา แต่รับรองว่าทำจากของจริงทุกอย่าง"
ธีรัชหัวเราะเบา ๆ
"ของจริง... ฟังดูดีนะครับ"
"ผมทำขนมปังเองด้วย แยมมะม่วงนั่นก็ทำเอง"
ธีรัชเลิกคิ้วด้วยความสนใจ
"ไม่เห็นมีใครรีวิวเลย อร่อยดีออก"
คัมภีร์ยิ้มแล้ววางถุงผ้าลงบนเคานท์เตอร์
"ผมไม่ได้ทำให้ทุกคนหรอกครับ เพราะเมนูมันจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ"
เขาหันไปหยิบนู่นหยิบนี่กุกกักอยู่สักพัก ก่อนจะหันมาพร้อมถ้วยชาร้อนในมืออีกใบ ส่งให้ธีรัชโดยไม่พูดอะไร
ธีรัชขอบคุณเบา ๆ แล้วรับถ้วยชามาจิบเงียบ ๆ ลมทะเลพัดเอื่อยอ้อยอิ่งเข้ามาเรื่อย ๆ ทางหน้าต่าง
"คุณเขียนหนังสือใช่ไหมครับ?" คัมภีร์ถามในที่สุด ไม่ใช่เพราะอยากรู้ เพราะเขารู้อยู่แล้ว แต่อยากทำลายความเงียบที่เริ่มเปลี่ยนเป็ช่องว่างบาง ๆ ระหว่างกัน คัมภีร์รู้สึกว่า กับธีรัช เขาอยากจะมีช่องว่างระหว่างกันให้น้อยที่สุด
ธีรัชเงยหน้ามองคนถาม เขาไม่แปลกใจนักที่ใคร ๆ ก็รู้จักเขา เพราะเขาเป็นักเขียนที่เปิดเผยตัวเอง ออกสื่อไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งงานเขียน ทั้งชีวิตส่วนตัว จนกระทั่งอกหัก เขาก็เลิกเล่นโซเชียลทุกทาง แล้วเก็บตัวเงียบ รวมทั้งงานเขียนที่ไม่มีออกมาอีกเลย ใน่สองปีที่ผ่านมา
"ใช่ครับ แต่ผมหยุดเขียนไปเกือบสองปีแล้ว..."
"แล้วทำไมถึงเลือกมาที่นี่ละครับ?"
คัมภีร์พยายามเลี่ยงเื่เครียด ๆ ธีรัชนิ่งคิดก่อนจะตอบ คล้ายกับจะเลือกว่าจะตอบอย่างไรดีมากกว่า
"ผม... ไม่รู้สิครับ บางทีอาจเป็เพราะชื่อบ้านมั้ง บ้านใจพัก ฟังดูน่าจะเงียบดี อ่านรีวิวแล้วก็ทำให้อยากมาอยู่ มาอยู่นิ่ง ๆ สักพัก บางที ผมอาจจะกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้งก็ได้ มันเป็สิ่งที่ผมฝันไว้น่ะ"
"คุณเป็คนที่จองนานที่สุดนะคุณธีร์ คุณโอนค่าเช่าห้องมานี่ผมรวยไปหลายเดือนเลยทีเดียว ผมว่า คุณน่าจะได้กลับมาเขียนหนังสืออีกแน่ ๆ"
ธีรัชหัวเราะ ในขณะที่คำภีร์ยิ้ม แล้วหันกลับไปสนใจกับการเก็บของสดเข้าตู้เย็นต่อ ปล่อยให้ทุกอย่างเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่หากไม่ได้ตั้งใจฟังแล้ว ทั้งบ้านก็เงียบสงบราวกับไม่มีคนอยู่เลย
ตลอด่สาย ธีรัชนั่งอยู่ที่โต๊ะหลังบ้าน เขียนหนังสือบ้าง หยุดบ้าง บาง่เขาเงยหน้ามองทะเล บาง่ก็นั่งจ้องตัวหนังสือที่เพิ่งเขียนเสร็จอย่างลังเล
ส่วนคัมภีร์นั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในครัว แต่รับรู้ได้ว่าธีรัชกำลังพยายามหาคำตอบอะไรบางอย่างให้ตัวของเขาเองอยู่ คัมภีร์จึงเลือกที่จะเตรียมอาหารเที่ยงอยู่อย่างเงียบ ๆ แล้วคิดเมนูอาหารค่ำไปด้วยเลย โดยไม่คิดจะรบกวน
จนกระทั่งใกล้เที่ยง ธีรัชจึงเดินมาหาคัมภีร์ในครัว
"คุณภีร์ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?"
คัมภีร์หันมาช้า ๆ เลิกคิ้วเล็กน้อยเป็เชิงอนุญาต
"คุณเคย... รักใครมาก ๆ แล้วเสียเขาไปไหม?"
คำถามตรงและแหลมคมเกินกว่าที่จะคาดเดา คนถูกถามนิ่งไปนานพอสมควร ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
"เคยสิ... และมันก็ไม่เคยหายไปไหน"
ธีรัชพยักหน้าช้า ๆ เหมือนเข้าใจดีในคำตอบ
"จริงครับ ทุกคนมีแผลเป็เป็ของตัวเอง แต่การเยียวยานั้นอาจจะแตกต่างกัน"
ธีรัชไม่ได้ถามคำถามอะไรกับคัมภีร์อีก ทั้งคู่ต่างกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองกำลังทำต่อ เหมือนความเ็ปในอดีตกลายเป็สายใยที่พวกเขาไม่ตั้งใจจะผูกมันไว้ด้วยกัน แต่กลับแแ่ราวกับว่าเป็แผลเดียวกัน
กลางคืนวันนั้น คัมภีร์เปิดเพลงแจ๊สอีกครั้ง เพลงที่เปิดนั้นไม่ใช่เพลงเดิม แต่เสียงของเพลงนั้นมันเศร้าลึกและไหลเป็สายเหมือนหยาดน้ำค้างในคืนมืดสนิท เย็นเยียบเข้าไปถึงขั้วหัวใจ
ธีรัชนั่งฟังเพลงอยู่ที่โซฟา ไม่ได้พูดอะไร เขาได้เพียงแต่นั่งฟัง ปล่อยให้เพลงสะกิดเปิดหัวใจที่เ็ปของเขาออกอย่างช้า ๆ และรับรู้ได้ว่า อีกคนที่นั่งอยู่คนละมุมของห้อง คงมีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกัน
ก่อนนอน ธีรัชหยิบสมุดขึ้นมาเขียนอีกครั้ง
"เขาคือเพลงแจ๊ส ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่มีความหมายอยู่ในนั้นมากมายเกินกว่าคำพูดใดจะอธิบายได้ แต่ฉันก็ยังคิดถึงคนในความมืดนั้นอยู่เสมอ เรารู้จักกันแล้วนะ"
เหมือนแผลที่ร้าวลึกได้ถูกเปิด มันเจ็บ มันแสบ และมันก็ถูกเยียวยาไปพร้อม ๆ กัน
แขกคนสำคัญเข้านอนแล้ว แต่คัมภีร์ยังคงเปิดเพลงแจ๊สเบา ๆ คลอไปกับเสียงคลื่น เขาค่อย ๆ เลื่อนโทรศัพท์ดูสื่อโซเชียลที่เขาเฝ้าดูอยู่นานหลายปี และในตอนนี้ ภาพเ่าั้มันไม่มีแล้ว เพราะเ้าของแอคเคาท์ลบภาพเ่าั้ออกไปจนหมด เหลือเพียงภาพของเ้าของแอคเคาท์กับคนรักใหม่ ส่วนแอคเคาท์ของเขาเองนั้นหลังจากที่เขาลบภาพคู่ออกไปเมื่อห้าปีที่แล้ว เขาก็ไม่ได้โพสภาพตัวเองอีกเลย ภาพจึงมีแต่เพียงภาพบ้านใจพัก ที่นาน ๆ ทีจะโพสสักที เพื่อไม่ให้ห่างหายจากลูกค้าที่้ามาเยี่ยมเยือนที่นี่
ขอให้เขาหายจากความโศกเศร้าให้เร็วที่สุด คัมภีร์ภาวนา เพราะรู้ดีว่าห้าปีนั้นมันนานเกินไป มันแทบจะเอาชีวิตของคนหนึ่งคนไปเลยทีเดียว
คิดมาถึงตรงนี้แล้ว มันยิ่งกลับทำให้จิตใจของเขาห่อเหี่ยวอีก
มันลุ่ม ๆ ดอน ๆ จนเขาเหนื่อยหน่าย เขาอยากจะมีวันพรุ่ง ที่หัวใจของตัวเองแข็งแรงแบบถาวรเสียที