เพื่อนเที่ยวชั่วคราว
ดวงหน้าคมปนหวานของเขาช่างดูรับกับแสงสุดท้ายของวันที่สาดส่องลงมาอย่างพอเหมาะพอเจาะจมูกโด่งเป็สันส่งให้ดวงตาคมคู่นั้นดูอ่อนโยนและทรงเสน่ห์อย่างประหลาด
ปารีณาเผลอกลั้นหายใจไปสามวินาทีเต็ม...ก่อนจะรีบกะพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง
หญิงสาวกวาดสายตาเลิ่กลั่กมองไปรอบๆก็พบว่าโต๊ะไม้สนามตัวอื่นถูกจับจองจนแน่นขนัด
มีเพียงเธอที่นั่งสวยๆเศร้าๆ อยู่คนเดียว...
อันนี้เธอแอบคิดเข้าข้างตัวเอง...
“เชิญค่ะ...”
เธอขยับตัวนั่งชิดริมผายมือพร้อมส่งยิ้มแห้งๆ อย่างเป็มิตรชายหนุ่มร่างสูงผงกศีรษะรับพลางคลี่ยิ้มบางๆ ตอบกลับมา
“อากาศเย็นๆแบบนี้ ดื่มสักหน่อยไหมครับ”
ชายหนุ่มแปลกหน้าที่เพิ่งหย่อนกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามเอ่ยชวนอย่างมีอัธยาศัยมือหนาล้วงหยิบกระป๋องเบียร์เย็นเฉียบขึ้นมาจากถุงพลาสติก
แก๊ก ~
เสียงงัดปลอกกระป๋องดังขึ้นก่อนที่เขาจะเลื่อนมันมาตรงหน้าเธอ
“ขอบคุณค่ะ”ปารีณารับไว้ตามมารยาท
พลางก็คิดในใจว่าก็ดีเหมือนกัน...หากได้แอลกอฮอล์เข้าไปเคล้าความเศร้าเสียหน่อย บางทีรสขมปร่าของมันอาจจะช่วยให้เธอลืมเื่ราวเฮงซวยพวกนั้นไปได้บ้าง ไม่อย่างนั้นค่ำคืนที่ลมหนาวบาดผิวเช่นนี้ เธอคงไม่อาจข่มตาหลับลง
ไม่มีบทสนทนาใดถูกเอ่ยขึ้นมาอีกมีเพียงเสียงลมพัดแ่... หญิงสาวลอบมองเสี้ยวหน้าของเขาผ่านความมืดสลัวที่กำลังโรยตัวปกคลุม
เขายกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มลูกกระเดือกคมสันขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืน ดึงดูดสายตาอย่างน่าประหลาด...
แสงรำไรที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดตกกระทบลงบนสันจมูกโด่ง และริมฝีปากหยักลึกที่ดูรับกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เขาหน้าตาดีมากจริงๆ...ราวกับพระเ้าตั้งใจบรรจงปั้นแต่งทุกองค์ประกอบอย่างพิถีพิถันจนไร้ที่ติ
แต่มันแปลก...ที่เธอกลับรู้สึกคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้อย่างบอกไม่ถูก ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกในที่สุดเธอก็ได้แต่สะบัดหัวไล่ความคิดนั้นทิ้งไป แล้วหันกลับไปจิบเบียร์รสขมมองทิวเขาที่กำลังจมดิ่งหายไปพร้อมกับแสงสุดท้ายของวัน... และเศษซากหัวใจของเธอ
ท้องฟ้าเบื้องบนถูกสาดทับด้วยสีดำสนิทประดับประดาด้วยแสงดาวระยิบระยับและแสงจันทร์นวลตาอากาศหนาวเย็นลงเรื่อยๆ และบรรยากาศก็ช่างเป็ใจให้กับความเหงาเหลือเกิน
น้ำใสๆเริ่มเอ่อคลอในดวงตาก่อนจะร่วงเผาะลงมาอาบแก้มสองข้างในที่สุด สองมือบางยกขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆแต่ยิ่งเช็ด ยิ่งปาดมันกลับยิ่งไหล
‘พี่รอวันที่เป้ยพร้อมได้ เพราะพี่รักเป้ย’
รักบ้ารักบออะไร...ไอ้ผู้ชายเฮงซวยเอ๊ย!
เธอสบถด่าในใจอย่างเจ็บแค้นทั้งที่ตั้งใจจะใช้ความขมปร่าของแอลกอฮอล์ชะล้างความทรงจำเน่าๆ ทิ้งไป
แต่สมองเ้ากรรมกลับดื้อด้านนักคอยแต่จะขุดเอาถ้อยคำจอมปลอมพวกนั้นกลับมาทิ่มแทงหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฮึก… เสียงสูดน้ำมูกสะอื้นเบาๆ ทำให้ผู้ร่วมโต๊ะต้องลอบมอง เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างที่แดงก่ำและคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่บนแก้ม
“อากาศที่นี่ดีนะครับ”ชายหนุ่มเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงทุ้มเรียบอย่างคนอัธยาศัยดีราวกับจงใจช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ “ปกติผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้รับอากาศดีๆแบบนี้”
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้ากว้างทำทีเป็สนใจหมู่ดาว ประหนึ่งไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าคนข้างๆ กำลังนั่งจมกองน้ำตา
ปารีณาชะงักกึกเธอรีบยกหลังมือเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มอย่างรวดเร็วพลางก่นด่าตัวเองในใจที่เผลอปล่อยโฮจนลืมเสียสนิท...ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตสุดหล่อนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ด้วยอีกคน!
“ค...ค่ะ” เธอรับคำตะกุกตะกัก
“คุณมาจากกรุงเทพฯหรือเปล่าครับ?”
“คะ?...” เธอชะงักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบรับแกนๆ “เอ่อ… ค่ะ”
“ผมฌอนครับ”ชายหนุ่มแนะนำตัวอย่างเป็กันเอง หญิงสาวหันมองใบหน้าคมนั้นทั้งที่ยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่แววตากลมโตฉายความฉงนสงสัย “คุณชื่อ?...”
คิ้วหนาเลิกขึ้นเพียงนิดพร้อมรอยยิ้มบาง ที่ไม่ได้เร่งรัดไม่ได้กดดัน
“เอ่อ...”คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เธอเสมองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าแสงดาวระยิบระยับที่สะท้อนกระทบในดวงตาทำให้ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ดาว... ค่ะ”
เธอคิดว่าไม่จำเป็ต้องบอกชื่อเพราะไม่ได้ตั้งใจจะรู้จักกันให้ลึกกว่านี้ และบางที… ต่อจากคืนนี้ก็คงไม่ได้พบกันอีก
“ผมชอบดูดาว...”น้ำเสียงทุ้มแฝงแววหยอกเย้าอย่างเปิดเผยทำเอาปารีณาต้องหันขวับไปมองหน้าเขาแทบจะทันที
ฌอนคลี่ยิ้มกว้างขึ้นพลางพยักพเยิดหน้าไปทางฟากฟ้า เพื่อยืนยันว่าเขาหมายถึง... หมู่ดาวที่ส่องประกายอยู่เบื้องบนนั่น
เขาเพียงแค่อยากแหย่ให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้างทว่าเมื่อเห็นดวงตากลมโตเบิกกว้างคล้ายตื่นตูมเขากลับยิ่งนึกขบขันกับปฏิกิริยาแสนซื่อตรงนั้น
ส่วนเธอก็ทำได้เพียงส่งยิ้มแหยๆตอบกลับไป
ความเงียบโรยตัวปกคลุมคนทั้งคู่อีกครั้ง...
ระยะห่างระหว่างกันในตอนนี้ใกล้พอจะรับรู้ถึงกระแสไออุ่นที่แผ่ออกมาแต่ก็ไกลพอที่จะไม่เป็การรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน ชายหนุ่มยังคงแหงนมองท้องฟ้ารอยยิ้มละมุนผุดพรายขึ้นบนใบหน้าอย่างเป็ธรรมชาติ
จนปารีณาที่เป็พวกเก็บความสงสัยไว้ไม่เก่งต้องเอ่ยปากถามทำลายความเงียบ
“คุณฌอนคงจะชอบดูดาวมากเลยนะคะถึงได้มองไป... ยิ้มไปแบบนั้น”
ดวงตาคมกริบละจากผืนฟ้าหันกลับมาสบตาเธอทันควัน รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับชะงักงัน
“ผมยิ้มเพราะว่าคุณไม่ร้องไห้แล้วต่างหาก”
“...” แววตาของเขาในวินาทีนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดมันนุ่มนวลจนปารีณาเริ่มรู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
เธอไม่แน่ใจนักว่านี่คือผลจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เริ่มซ่านไปทั่วร่างหรือเป็เพราะอานุภาพของสายตาคู่นั้นที่กำลังจ้องมองมา
“ผมเคยได้ยินว่า…”เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม “เวลาที่เราเศร้าเราไม่ควรปล่อยให้ตัวเองอยู่คนเดียว”
“ฉันก็ไม่ได้อยากอยู่คนเดียวหรอกค่ะ...”เธอตอบกลับเสียงแ่ เจือกระแสความเซ็งที่ปิดไม่มิด “แต่... คนมันจะเศร้า... ต่อให้อยู่ท่ามกลางคนเป็ร้อยมันก็เศร้าอยู่ดีค่ะ”
ทำอย่างกับเธอพิสมัยความเศร้านักนี่...ที่ต้องระหกระเหินมานั่งหนาวอยู่ตรงนี้ ก็เป็เพราะเธอไม่มีที่ไปต่างหากล่ะ
หอเดิมก็กลับไปไม่ได้จะให้กลับบ้านตอนนี้ก็ยังไม่พร้อมสู้หน้าหรืออธิบายให้ใครฟังอยู่ดี
ครั้นจะบากหน้าไปพึ่งพิงเพื่อนก็เกรงใจสุดท้ายชีวิตถึงได้มาลงเอยที่นี่... เพียงลำพังท่ามกลางลมหนาว
ได้ยินเสียงหัวเราะแ่เบาในลำคอจากชายหนุ่มก่อนเขาจะเอ่ยให้คนฟังต้องชะงักอีกครั้ง
“งั้น...ก็คงต้องเปลี่ยนจากอยู่ท่ามกลางคนเป็ร้อย... มาอยู่กับใครสักคนแทนมั้งครับ”
“...” ปารีณาใบ้กินสมองที่เริ่มพร่ามัวพยายามประมวลผลความหมายแฝงในประโยคนั้น
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะหาคำตอบได้ชายหนุ่มตรงหน้าก็รุกต่อทันควัน
“พรุ่งนี้ถ้าคุณยังไม่มีแพลนไปไหนไปภูลมโลกับผมไหม?” สองสายตาประสานมองกันนิ่ง “ผมมาคนเดียว ในเมื่อคุณก็ไม่ได้อยากอยู่คนเดียว… และก็ไม่อยากอยู่หลายคน... เราก็น่าจะมาเป็เพื่อนเที่ยวชั่วคราวกันได้นะครับ”
เพื่อนเที่ยวชั่วคราว...
คำพูดของเขาฟังดูน่าสนใจไม่น้อยในเมื่อเธอมาที่นี่ก็เพื่อทิ้งความเศร้าการมีใครสักคนอยู่เป็เพื่อนเที่ยวในตอนนี้ก็คงจะดีเหมือนกัน
“เอาสิคะ”ปารีณาคลี่ยิ้มกว้างจนตาหยี เป็รอยยิ้มที่ดูสดใสที่สุดนับั้แ่เกิดเื่ระยำตำบอนขึ้น
ภาพรอยยิ้มนั้นตกอยู่ในสายตาของชายหนุ่มที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้วอย่างจังดวงตาคมกริบของเขาชะงักไปเพียงวินาทีก่อนจะมีประกายวิบวับบางอย่างวาดผ่านขึ้นมา...
มันเป็สายตาที่ลึกล้ำซับซ้อนและยากจะอ่านออกจนเธอเริ่มลังเลกับคำตอบของตัวเอง สุดท้ายปารีณาจึงต้องเป็ฝ่ายเสมองไปทางอื่น เพื่อหลบเลี่ยงแรงดึงดูดและแรงกดดันประหลาดที่แผ่ซ่านมาจากผู้ชายตรงหน้า
เช้าวันต่อมาปารีณาจัดการแต่งกายอยู่ภายในเต็นท์หลังย่อมเธอเลือกกางเกงยีนส์ตัวเก่งสวมคู่กับเสื้อยืดสีขาว และทับด้วยเสื้อกันหนาวไหมพรมสีแดงสดเพื่อรับมือกับลมหนาวที่ยังคงพัดโชย ดวงหน้าเนียนใสไร้เครื่องสำอางปรุงแต่งมีเพียงครีมบำรุงและลิปบาล์มสีระเรื่อที่ช่วยเติมความสดใสให้ดูเป็ธรรมชาติ
“ไปเลยไหมครับ?”ชายหนุ่มร่างสูงเป็ฝ่ายเอ่ยถามขึ้น หลังจากที่ทั้งคู่จัดการมื้อเช้าแบบง่ายๆบนโต๊ะไม้ตัวเดิมเสร็จสรรพ
หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะใช้สองมือสางผมยาวสลวยไปด้านหลังอย่างลวกๆ รวบเป็หางม้าโดยไม่ได้พิถีพิถันแต่นั่นกลับทำให้เธอดูสดใสและน่ามองขึ้นอย่างประหลาดในสายตาของคนรอ
“คุณฌอนคะ...ข้อมูลในเน็ตบอกว่ารถส่วนตัวขับขึ้นไปไม่ได้ต้องใช้รถบริการของชาวบ้านเท่านั้นนะคะ” ปารีณาละสายตาจากหน้าจอสมาร์ตโฟน พลางเอ่ยท้วงชายหนุ่มที่กำลังเดินนำหน้าเขาหมุนตัวกลับมามองเธอ พลางก้าวเดินถอยหลังอย่างคล่องแคล่วเพื่อไม่ให้เสียจังหวะ
“ผมจัดการจ้างรถไว้เรียบร้อยแล้วครับจริงๆ ตอนแรกผมกะจะไปดูคนเดียว… แต่ก็ดีใจนะครับที่วันนี้มีคุณดาวเป็เพื่อนร่วมเดินทาง”รอยยิ้มละมุนพรายขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ก่อนที่เขาจะหมุนตัวกลับไปเดินนำทางต่อ
เมื่อเดินออกมาทางหน้าที่พักก็เจอรถกระบะที่ฌอนได้เหมาคันไว้เรียบร้อย ทั้งคู่ปีนขึ้นไปนั่งบนกระบะหลัง ซึ่งดัดแปลงเป็สองแถวและล้อมด้วยคอกเหล็กกันตกอย่างแ่า
รถแล่นไปตามเส้นทางลมหนาวปะทะใบหน้า พร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่ครางคลอไปกับทิวทัศน์สองข้างทาง
ไม่นานนักรถยนต์ก็จอดสนิทที่จุดชมวิวภูลมโลทัศนียภาพเบื้องหน้านั้นสวยงามจนน่าทึ่ง หุบเขาทั้งลูกถูกย้อมด้วยสีชมพูหวานละมุนของดอกนางพญาเสือโคร่งที่กำลังบานสะพรั่ง
ร่างบางก้าวลงจากรถเดินตรงไปข้างหน้าพลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนเที่ยวชั่วคราวที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“สวยจริงๆเลยนะคะ... เคยเห็นแต่ภาพในเน็ต ของจริงสวยกว่าเป็สิบเท่าเลย”เธอยิ้มกว้างจนตาหยี กวาดสายตามองทิวทัศน์รอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ
ราวกับว่า...ความเศร้าหมองที่แบกมาทั้งคืน ถูกสายลมเย็นๆ และสีชมพูพาสเทลของดอกพญาเสือโคร่งพัดพาให้ปลิวหายไปโดยปริยาย
“ถ่ายรูปไหม?ผมถ่ายให้”
ปารีณาส่ายหน้าดิกปฏิเสธทันควัน
“เป้ย...เอ้ย!... ถ่ายแค่วิวเก็บไว้ก็พอแล้วค่ะ”
แม้จะเผลอหลุดปากพูดชื่อเล่นออกมาแต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้ติดใจเื่นั้น เขาเลิกคิ้วแปลกใจกับประโยคหลังมากกว่า…
“ถ่ายแค่วิว?”
“ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปตัวเองค่ะชอบถ่ายรูปวิวมากกว่า...”
เธอพูดปด...ความจริงคือในเวลานี้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะปั้นหน้าฉีกยิ้มให้กล้องต่างหาก
ปารีณาจึงตัดบทด้วยการยกสมาร์ตโฟนขึ้นมาแพนกล้องเก็บบรรยากาศรอบๆแทน
ไม่ใช่แค่เธอที่กำลังซึมซับความสวยงามนั้นฌอนเองก็ยกสมาร์ตโฟนขึ้นถ่ายคลิปวิดีโอรอบๆ ตัวเช่นกัน ก่อนจะส่งคลิปสั้นๆนั้นเข้ากลุ่มไลน์แก๊งเพื่อนสนิท หวังจะขิงพวกที่อ้างว่าติดธุระ
Ter:
วิวสวยจัด
Chris:
เฮ้ย...เห็นสาวที่ไหนแวบๆ
Sean:
สาวห่าอะไร
ที่เที่ยวมันก็ต้องมีคนป่าววะ
ในคลิปที่เขาถ่ายเก็บบรรยากาศโดยรอบดันมีจังหวะที่ติดภาพของหญิงสาวที่ได้ร่วมเดินทางมากับเขาด้วยโดยที่ตอนถ่ายเขาก็ไม่ทันได้สังเกต ครั้นจะไปนั่งพิมพ์อธิบายว่าเขามีน้ำใจชวนหญิงสาวติดรถมาเที่ยวด้วยเฉยๆต่อให้พิมพ์จนนิ้วล็อก พวกมันคงไม่มีทางเชื่อกันแน่ๆ
Chris:
แล้วทำไมทั้งคลิปมีผู้หญิงยืนอยู่แค่คนเดียววะ
Singha:
เห็นแค่ด้านข้างก็รู้เลยว่าสวยแน่ๆ
ไอ้พวกนี้แม่งรู้ดีจริงๆ...ฌอนหลุดยิ้มมุมปาก
Sean:
ช่วยไม่ได้ พวกมึงดันไม่มากันเอง
Chris:
ไปกูจะไปเดี๋ยวนี้เลย
ส่งโลเคชันมา
Sean:
ไม่ต้องมาแล้วไอ้สัด
Chris:
มีพิรุธ
Singha:
มีเงื่อนงำ
Ter:
ไม่ปกติ
กวนตีน...
ฌอนเก็บสมาร์ตโฟนลงกระเป๋ากางเกง...แม้เครื่องจะสั่นะเืครืดคราดจากการแจ้งเตือนข้อความไม่หยุด แต่เขาก็ไม่คิดจะสนใจ
สองขายาวก้าวตามแผ่นหลังบางของเพื่อนเที่ยวที่กำลังเดินชมวิวอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น
“พรุ่งนี้คุณดาวยังพักอยู่ที่นี่ต่อไหมครับ?”เขาเอ่ยถามเมื่อเดินมาถึงระยะที่ได้ยินกันชัดเจน หญิงสาวทำหน้าลังเลครุ่นคิดเพียงครู่เขาก็รีบชิงเสนอต่อทันที “ไหนๆ ก็เป็เพื่อนเที่ยวชั่วคราวกันแล้ว… สนใจนั่งเคานต์ดาวน์ข้ามปีด้วยกันไหมครับ?”
“ก็น่าสนใจค่ะ”เธอยิ้มรับพลางพยักหน้า เพราะอย่างไรเธอก็จองเต็นท์ยาวไปจนถึงวันปีใหม่อยู่แล้ว “แต่รอบนี้ให้ฉันเป็เ้ามือนะคะถือซะว่าตอบแทนที่คุณฌอนใจดีให้ฉันติดสอยห้อยตามมาดูวิวสวยๆ แบบนี้”
“ดีลครับ”เขาตอบรับสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มละมุน
ปารีณาเดินไปทรุดตัวลงบนม้านั่งไม้ตัวยาวทอดสายตามองวิวตรงหน้า ต้นพญาเสือโคร่งที่แข่งกันชูช่อสีชมพูตัดกับเส้นขอบฟ้า ราวกับโลกทั้งใบถูกกรองด้วยฟิลเตอร์พาสเทลอ่อนๆรอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากอิ่มก่อนที่เธอจะยกสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายภาพความประทับใจนั้นไว้
ฌอนทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวเดียวกันโดยเว้นระยะห่างไว้อย่างพอเหมาะ
“เคยได้ยินว่า… ดอกพญาเสือโคร่งจะเบ่งบานใน่เวลาที่จำกัดไม่แน่นอน บางปีบานเร็ว บางปีบานช้า บานเมื่ออากาศหนาวเย็นเพียงพอ เหมือนรอโชคชะตาให้นำพามันถึงจะสดใสบานสะพรั่ง แม้แต่ดอกไม้มันก็มีไทม์มิ่งของมัน”
ปารีณาหันมาสบตาเขารอยยิ้มสดใสของเธอทำเอาคนมองเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว
“…”
“คนที่ได้มาเห็นใน่เวลาที่มันเบ่งบานพอดี… ถึงแม้จะเป็แค่่เวลาสั้นๆแต่มันจะตราตรึงทิ้งความทรงจำไว้ตลอดไป เพราะแสดงว่าเรามาตรงกับไทม์มิ่งของมันพอดิบพอดี...เหมือน Destiny”
“ฟังคุณพูดแบบนี้แล้ว… ทำเอาผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเลยนะครับที่ได้มาเห็นมัน”
ดวงตาคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโต
“คิกคิก… ใช่ไหมล่ะคะฉันก็พลอยโชคดีตามไปด้วย” หญิงสาวหัวเราะร่วนจนตาหยี “โชคดีที่คุณฌอนชวนมาด้วยนะคะเนี่ยเอ๊ะ!...จะว่าไป... ฉันกับคุณก็เรียกว่า Destiny ได้เหมือนกันนะคะ”
“Destiny?” ฌอนเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ไม่ใช่แบบคู่รักอะไรแบบนั้นนะคะ”ปารีณารีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน กลัวเขาจะเข้าใจผิด “หมายถึง...การที่เราได้บังเอิญเจอคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะในฐานะอะไร มันคือ Destiny ค่ะ... ฉันเชื่อแบบนั้น”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าสวย... ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง...
“ปกติผมไม่ค่อยเชื่อนะครับเื่พรหมลิขิตหรือโชคชะตา หรือดวงอะไรก็แล้วแต่ แต่ฟังจากที่คุณดาวพูด ผมก็เริ่มจะเชื่อตามแล้วนะครับ”
“ใช่ไหมล่ะคะ...คิกคิก”
มีเพียงเสียงหัวเราะใสๆและเสียงทุ้มต่ำในลำคอของชายหนุ่มตอบรับ ไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ ต่อจากนั้นทั้งสองเพียงแค่นั่งทอดสายตาชมทัศนียภาพสีชมพูเบื้องหน้ากันเงียบๆ ปล่อยให้สายลมหนาวพัดผ่านกายทว่ากลับสร้างความรู้สึกอุ่นวาบและสบายใจในอกได้อย่างน่าประหลาด
-------
มี E-Book ใน Meb
#เผลอรัก...โดยตั้งใจ
-------