“เห้ย! พวกมึงดูดิว่ะ! ว่าวันนี้พวกเราเจอใคร!”
“ชิ! ซวยจริงๆ ” ผมสบถเบาๆ ออกมา หลังจากที่ได้พบกลุ่มชายฉกรรจ์นับ10คน ที่ก่อนหน้านี้เคยมีเื่กับกลุ่มของพวกผมมาก่อน แต่ที่ผมบอกว่าซวยก็คือตอนนี้…. ผมมาคนเดียวไง ไม่มีเพื่อนมาด้วยเลยสักคนเดียว
“ทำไมวันนี้คุณชายสุดหล่อของเรา ถึงมาเดินคนเดียวแถวนี้ได้วะ หรือว่า…. คิดกะจะมาหยามกันถึงที่ แต่ดูแล้ว… เหมือนหลงมามากกว่าว่ะ หึ!”
เสียงของไอ้หัวหน้ากลุ่มผมหยิกขอบตาดำ มันพูดขึ้นพร้อมกับยกยิ้มออกมา สายตาของผมกวาดมองไปที่กลุ่มของพวกมันนับสิบคน ก่อนที่จะเริ่มหันไปมองหาทางหนีทีไล่เพื่อที่จะได้หนีเอาตัวรอดจากตรงนี้ เพราะผมรู้ดีว่าเวลาหลังจากนี้ไป ชีวิตของผมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แน่ๆ แต่ก็คงจะซวยอย่างที่ตัวเองคิดจริงๆ นั่นแหล่ะ เพราะนี่มันอยู่ในซอกเป็ตรอกข้างตึกเล็กๆ ที่มืดสนิท ผมพลาดเองที่เดินมาทีนี่เพียงเพราะ้าจะหาร้านนั่งชิลคนเดียวเงียบๆ แต่ลืมไปว่า… ที่นี่เป็ถิ่นของไอ้แยม หัวโจกสถาบันเด็กช่างที่อยู่ย่านเดียวกันกับมหาลัยที่ผมเรียนอยู่
“หึ! ก็แค่หมาขี้เรือนที่คิดว่าเป็ฝูงหมาป่า แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ หมา…ยังไงก็คือหมา เื่รุมกัดมันเป็เื่ปกติของมันอยู่แล้ว” ผมพูดขึ้นเหมือนกับท้าทายพวกมันออกไป แม้ในใจของผมตอนนี้จะเต้นสั่นระรัวราวกับว่าผมไปวิ่งรอบสนามมาสัก 10 รอบได้
“ปากดีนักนะมึง!… มาคนเดียว แล้วยังมาปากดีอีก! เห้ยพวกมึง!! อย่ามัวเสียเวลาจัดการแม่ง! เอาให้มันรู้ไปเลยเว้ยว่าคนที่พวกมันเรียกว่าหมาอย่างพวกเราเนี่ย! มันรุมกัดเจ็บขนาดไหน!” สิ้นเสียงของไอ้แยม พวกมันก็รีบวิ่งเข้ามาล้อมตัวของผมเอาไว้ ก่อนที่พวกมันจะค่อยๆ เดินบีบวงเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ และหลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที พวกมันก็ตัดสินใจเข้ามารุมจัดการกับผม ผมเองที่เคยเรียนศิลปะป้องกันตัวมาบ้างเลยตอบโต้กับอีกฝ่ายได้อย่างคล่องมือ แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ผมาคนเดียว… จะไปสู้พวกมันนับ 10 คน ได้ยังไง
“อั๊ก!!” เมื่อผมถูกพวกมันคนใดคนหนึ่งะโถีบหลังจนเซล้มลงกับพื้น แน่นอนว่าพวกมันก็รีบพากันเข้ามารุมกระทืบผมด้วยเท้าของพวกมันทันที
“มึงคิดว่ามึงเก่งหรอไอ้สัส! กล้าตัวหน้ากู! มึงต้องเจอตีนของพวกกู!”
พลั๊ก! ปึ๊ก!! พลั๊ก!! พลั๊ว!
เสียงของฝีเท้าที่ทั้งรุมเตะ ทั้งรุมถีบมาที่ตัวของผมทำให้ผมต้องงอตัว แล้วใช้แขนของตัวเองขึ้นมาปกป้องใบหน้าของตัวเอง ผมเองที่ตอนนี้รู้สึกเหมือนร่างกายที่ถูกเท้าของพวกมันเตะซ้ำๆ มันจะเริ่มชาไม่รู้สึกอะไรแล้วล่ะครับ ผมได้แต่พยายามกัดปากตัวเองเพื่อที่จะข่มความเ็ปของร่างกายเอาไว้ และคิดว่าผมเองอาจจะต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแน่ๆ หรือไม่ถ้ามันเลวร้ายก็อาจจะ… ไปนอนอยู่ในโลงศพแล้วออกข่าวรายการเื่เล่าเช้านี้ก็เป็ไปได้
“ช่วยด้วยครับ! ช่วยด้วย! ตำรวจครับ! ทางนี้ครับ!” ผมเองที่นอนอยู่ที่พื้นเหมือนกับได้ยินเสียงของคนกำลังะโเรียกใครอยู่ใกล้ๆ แต่ตอนนี้สภาพร่างกายของผมก็เหมือนจะไม่ไหวแล้วจริงๆ แต่อยู่ๆ ผมก็ััได้ว่ามีมือของใครไม่รู้ที่เข้ามาสอดที่ใต้หัวของตัวเอง แล้วพยายามยกมันขึ้นมาหนุนอยู่ที่ขาของเขาอยู่ สุดท้ายภาพและความรู้สึกทุกอย่างของผมก็ตัดไป
“นี่มัน 3 ทุ่มแล้วหรอเนี่ย ให้ตายสิ่! นี่เผลอหลับเพลินไปขนาดนี้เลยหรอ ดีนะที่ไม่ไหลตายไปซะก่อน ไอ้วาฬเอ้ยไอ้วาฬ งั้นรีบไปหาอะไรกินใกล้ๆ ก่อนก็แล้วกัน”
ผมพูดบอกกับตัวเองออกมา เอาจริงๆ ไม่ใช่ว่าผมเป็คนแปลกอะไรหรอกครับ เพียงแต่ผมเป็คนที่คิดอะไรก็มักจะชอบพูดออกมาคนเดียวแบบนี้นี่แหล่ะครับ บางทีผมก็พูดกับหมากับแมวที่บ้านผมด้วยนะ จนคนที่บ้านต่างก็บอกว่าผมเป็คนที่พูดกับสัตว์รู้เื่ แต่ถ้าในหลักความเป็จริงแล้ว ผมไม่รู้เื่หรอกครับเพียงแต่ผมสังเกตพฤติกรรมของพวกมันตามที่ได้ไปศึกษาหาข้อมูลมาก็เท่านั้นเอง
ผมลุกออกจาเตียงของตัวเองแล้วรีบเข้าห้องน้ำไปจัดการล้างหน้าล้างตาก่อนที่จะรีบลงจากหอพักของตัวเองเพื่อที่จะไปหาอะไรกินรองท้องก่อน เพราะผมเผลอหลับไปแล้วหลับไปลึกมากจริงๆ
“ป้าครับ! ผมเอาปลาท่องโก๋ 2 ตัว กับน้ำเต้าหู้ไม่ใส่น้ำตาลนะครับ 2 ถุง อ้อ! เอาขนมปังกับสังขยาอย่างละ 1 ด้วยครับ”
“ได้จ้าๆ แปปนึงนะลูก”
ผมเอ่ยสั่งป้าร้านขายน้ำเต้าหู้ปลาท่องโก๋ที่ผมมักจะลงมาซื้อกินอยู่เป็ประจำ เพราะเวลาดึกๆ ผมชอบหิวอยู่บ่อยๆ ผมย้ายเข้ามาที่กรุงเทพได้ประมานจะ 2 อาทิตย์ได้แล้วล่ะครับ ผมขอที่บ้านเองครับว่าจะขอมาลองใช้ชีวิตก่อนที่มหาลัยจะเปิด เพราะผมเองเห็นว่าควรจะทำตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตที่นี่เอาไว้ก่อน เลยได้ขอที่บ้านให้มาส่งที่หอพักนอกมหาลัยที่ตัวเองเช่าเอาไว้ เผื่อใช้สำหรับทำงานกลุ่มหรือใช้สำหรับพักผ่อนนอกมหาลัยของตัวเอง เพราะมันดูจะสะดวกกว่าด้วย
“นี่จ้าหนู… ได้แล้วลูก 60 บาทจ้า”
“นี่ครับ 60 บาท ขอบคุณครับ”
ผมเดินกลับหอของตัวเองหลังจากที่ซื้อของกินเสร็จแล้ว แต่ระหว่างทางที่ผมกำลังเดินกลับหอพักของตัวเอง อยู่ๆ เหมือนผมได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ไม่ไกลจากผมนัก ที่จริงแล้วทางเดินกลับของผมมันไม่ได้ดูเปลี่ยวอะไรขนาดนั้นนะครับ เพราะมันมีไฟส่องสว่างข้างทาง แถมยังมีรถวิ่งผ่านไปมาแทบจะตลอดเวลาเลยด้วย จะติดก็ตรงที่อาคารตึกต่างๆ ระหว่างทางมันอาจจะดูเก่าไปหน่อยก็เท่านั้นเอง แต่ตึกหอพักที่ผมอยู่ดูจะใหม่กว่าอาคารพวกนี้อยู่มากเลยล่ะครับ
“พวกเรา! รุมกระทืบมัน ให้หน้าหล่อๆ ของมันพังไปเลยเว้ย!”
ผมได้ยินประโยคที่ทำให้ตัวเองรู้ได้ทันทีว่ากำลังมีคนถูกทำร้ายอยู่ แต่ว่า.. ผมยังลังเลใจว่าจะเข้าไปช่วยเขาดีมั้ย แต่อย่างน้อยในฐานะมนุษย์คนนึงและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผมคงจะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้ ไม่งั้นคงจะต้องเป็ตราบาปไปตลอดชีวิตของผมแน่ๆ
“เชี่ย! อยู่นี่เอง เอาไงดีวะ!” ผมที่เดินมาถึงตรงซอกตึกมืดๆ พอหันหน้ามองไปในซอกมืดๆ ก็เห็นกลุ่มชายชุดขาวคล้ายใส่เสื้อนักศึกษากำลังรุมกระทืบใครที่ไหนก็ไม่รู้ อาจจะเป็เพราะข้างในมันมืดด้วยผมจึงมองเห็นว่าเป็กลุ่มวัยรุ่นนักศึกษาได้อย่างชัดเจน
“เอาไงเอากันวะ! ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย! คุณตำรวจครับ! ทางนี้ครับ! มีคนถูกรุมทำร้ายครับคุณตำรวจ!” ผมแกล้งะโออกไปดังๆ ให้กลุ่มของนักศึกษาที่กำลังมีเื่กันอยู่ได้ยิน พอกลุ่มคนพวกนั้นมันได้ยินที่ผมะโก็รีบพากันวิ่งหนีเข้าไปในซอยที่มืดไร้แสงไฟทันที
“คุณครับ! คุณเป็ไงบ้าง! ตายห่าล่ะ! พาไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่า!”
“ไม่! ไม่ไป อึ๊ก!!”
“แต่ว่าคุณ!”
“บอกว่าไม่ไปไง!”
เฮ้อ! จะตายอยู่แล้วยังจะดื้ออีก แต่เท่าที่ดูจากสภาพแล้วก็น่าจะแค่ฟกช้ำ กับหัวแตกนิดหน่อย แต่คงจะจุกน่าดูเพราะเห็นนอนงอตัวอยู่ ดูเหมือนผมคงจะเข้ามาช่วยก่อนที่อีกฝ่ายจะถูกรุมได้ไม่นานนี้เองสิ่นะ
“งั้นไปพักที่ห้องผมก่อนแล้วกัน หวังว่าจะไม่ใช่มิจฉาชีพนะคุณน่ะ”
“อื้ม!! ซี๊ด!!!”
ผมค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องห้องหนึ่งสีขาว ตอนแรกผมนึกว่าตัวเองถูกพาตัวมาที่โรงพยาบาลแล้วเสียอีก พอผมตื่นขึ้นมาได้ก็ใช้สายตาของตัวเองสำรวจไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะพบว่าที่นี่เป็ห้องของใครที่ไหนก็ไม่รู้ที่เหมือนจะเป็คนช่วยผมเอาไว้จากการถูกรุมกระทืบเมื่อคืน
ผมค่อยๆ พยุงตัวเองลุกยืนขึ้นจนสำเร็จ แต่ก็ยังมีอาการเจ็บๆ ที่ท้องของตัวเองอยู่พอสมควรจนผมต้องใช้มือมากดที่บริเวณที่รู้สึกเจ็บเอาไว้ แล้วเดินเข้าห้องน้ำในห้องของคนที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้แล้วล้างหน้าล้างตา
“โอ้ย! ซี๊ด!! เจ็บชิบหาย! แม่งเมื่อวานมันวันซวยอะไรของกูวะเนี่ย " ไม่สิ่! ต้องบอกว่ามันเป็วันบ้าอะไรของผมที่คิดอยากจะไปหาที่นั่งชิลคนเดียวมากกว่า แต่ก็เอาเถอะถือว่าเคราะห์ยังดีที่ไม่เป็อะไรมาก เพราะมีคนมาช่วยผมเอาไว้ได้ก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเจ็บอยู่พอสมควร
ผมใช้เวลาไม่นานในการจัดการกับตัวเองในห้องน้ำ ก่อนที่จะเดินออกมาแล้วเริ่มสำรวจห้องของคนที่ช่วยผมเอาไว้อีกครั้งทันที
“ห้องใหม่ดีแฮะ! แต่ก็เล็กกว่าห้องคอนโดของเรา ช่างเถอะ! เดี๋ยวค่อยกลับมาขอบคุณเขาทีหลังก็แล้วกัน”
ผมที่กำลังจะเดินออกจากห้องของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อหันไปเห็นสมุดโน้ตเล่มเล็กวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของเ้าของห้องนี้ ผมจึงถือวิสาสะเดินไปเปิดสมุดโน้ตเล่มนั้นดูเผื่อว่าจะมีชื่อหรืออะไรที่จะทำให้ผมพอรู้จักเ้าของห้องนี้ได้บ้าง
“สมุดจดอะไร… อ๋อ สมุดโน้ตประจำวันสิ่นะ โคตรติสเลยสัส!”
ผมสบถออกมาทันที เมื่อได้เปิดสมุดโน้ตเล่มนี้อ่านดู ก่อนจะพบว่ามันเป็สมุดโน้ตเื่ราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเ้าของห้องเท่านั้น แต่จะว่าไปอ่านแล้วก็เพลินดีนะเนี่ย
Ring! Ring! Ring!
เสียงของโทรศัพท์ยี่ห้อดังดังขึ้นทำให้ผมต้องละจากสมุดโน้ตหันไปมองหาทันที ก่อนจะพบว่าเสียงสายเรียกเข้าดังกล่าวมันดังมาจากโทรศัพท์ยี่ห้อหรูของผมเองที่วางเอาไว้อยู่ที่โต๊ะโคมไฟข้างเตียงของเ้าของห้อง โชคดีที่เ้าของห้องเป็คนดี ไม่เอาโทรศัพท์ของผมไปขาย ผมจึงรีบเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเอง ก่อนจะกดรับสายเรียกเข้านั้นทันที
“เออ… ว่าไง”
(เฮีย! เฮียอยู่ไหนเนี่ย มารับผมไปมหาลัยก่อน วันนี้มีรับน้องนะเฮีย เดี๋ยวผมก็โดนพวกรุ่นพี่เล่นหรอก)
เสียงโวยวายจากปลายสายที่ผมรับเริ่มบ่นขึ้นทันที ผมที่พึ่งนึกได้ว่าวันนี้มีกิจกรรมรับน้องของมหาลัยผมนี่หว่า
“เออๆ เดี๋ยวรีบไปรับ! มึงไม่ต้องกลัวหรอกน่า มึงเป็น้องกูนะ ใครมันกล้าซ่อมมึง มึงมาบอกกูนี่!”
(โอ้ย!! เฮียนี่ประสาทกลับรึเปล่า ตัวเองเป็พี่ว๊ากอยู่นะ พี่นั่นแหล่ะจะเล่นงานผมอ่ะ รีบมาเลยเลยแค่นี้แหล่ะ! รู้งี้ผมนอนหอในก็ดีเมื่อคืน)
“เออๆ มึงรอกูแปปเดียวไอ้น้องเวร แค่นี้แหล่ะ!”
ผมกดวางสายก่อนจะรีบออกจากห้องของผู้มีพระคุณคนนี้ออกไปทันที แต่ดูเหมือนผมจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองได้หยิบสมุดบันทึกประจำวันของเ้าของห้องนี้ติดมือมาด้วย ถ้าเ้าของห้องกลับมาจะโมโหมั้ยนะที่ผมหยิบมันมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจแบบนี้น่ะ
ฝากติดตามนิยายเื่นี้กันด้วยนะครับ ไรท์จะพยายามมาอับให้ได้วันละตอนเป็อย่างต่ำนะครับ รบกวนกดถูกใจและคอมเมนต์เป็กำลังใจในการเขียนให้ไรท์ด้วยนะครับ ลุ้นเอาใจช่วยน้องวาฬกับพี่ทะเลด้วยน้า!! ><