ระหว่างที่เอกกำลังนั่งขายอยู่นั้น เขาก็คิดว่าร้านของเขามีบางอย่างขาดหายไป ใช้เวลาไม่นานเขาก็คิดออกเพราะขณะที่เขาคิดเขามองไปที่แผงผักข้างๆ นั่นก็คือป้ายสื่อสารหรือป้ายบอกราคาสินค้านั่นเอง
การเขียนราคาขึ้นป้ายแบบนี้มีประโยชน์หลายอย่าง เช่นช่วยให้ลูกค้าในการตัดสินใจที่จะซื้อ ช่วยให้ไม่ต้องถามราคาเอง ทั้งยังถ้าราคาถูกกว่าท้องตลาดก็จะดึงดูดความสนใจได้เป็อย่างดี
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเอกก็รีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปเขียนป้ายบอกราคา เขาหากระดาษแผ่นหนาๆ แล้วเขียนราคาที่้าจะขายไว้ แล้วกลับมาขายจิ้งหรีดต่อ เมื่อไปถึงเอกก็เอาป้ายที่พึ่งเขียนเสร็จติดไว้กับตัวรถเข็นทันที
ก่อนที่เอกจะวิ่งไปเขียนป้ายก็มีผู้คนออกมาจ่ายตลาดเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครแวะมาถามไถ่หรือมาซื้อจิ้งหรีดของเอกเลย แต่พอเขาติดป้ายเท่านั้นแหละ มีคนมาถามซื้อซะงั้น เห็นผลทันตาจริงๆ
“สาวน้อยคนสวย ป้าเอาจิ้งหรีดหนึ่งขีดจ๊ะ” ป้าเสื้อแดงฉีกยิ้มเมื่อเห็นพี่น้ำ เอกไม่้าให้พี่น้ำช่วยเขารีบจัดการเตรียมสินค้าทันที
การจับจิ้งหรีดค่อนข้างยาก หากไม่มีอุปกรณ์เฉพาะก็จะใช้เวลานานทีเดียว บางทีการที่ลูกค้ารอนานพวกเขาอาจไม่มาอุดหนุนอีกก็เป็ได้
พอเอกชั่งกิโลเสร็จก็ยื่นจิ้งหรีดให้พี่น้ำที่อยู่หน้าร้านเพื่อให้ลูกค้า “นี่จ๊ะ! สามสิบบาทนะคะคุณน้าคนสวย” พี่น้ำเอ่ยชมอย่างอ่อนหวาน
“หน้าตาน่ารักแถมยังปากหวานจริงเชียว มีแฟนรึยังเอ่ยพอดีลูกชายป้ายังไม่มีแฟนเลย เดี๋ยวว่างๆ จะพามารู้จักนะจ๊ะ” ป้าคนนั้นพูดจบก็เดินไปทันทีปล่อยให้พี่น้ำนิ่งงัน
“เอ่อ..” พี่น้ำนิ่งค้างเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ทันใดนั้นก็มีเสียงที่ต้องทำให้พี่น้ำหันไปสนใจ
“ยายเอาสองขีดจ๊ะ” การมีลูกค้าเข้ามาไม่พัก่ ทำให้น้ำรอดตัวไป
“ค่ะ~ รอสักครูนะคะเดี๋ยวให้น้องชายเตรียมให้ค่ะ” พี่น้ำตอบรับลูกค้าด้วยรอยยิ้มด้วยความรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้เื่ไร้สาระมาก่อกวนสมาธิในเวลางาน
เอกก็เตรียมของให้อย่างว่องไว การมีพี่น้ำอยู่ทำให้ทุกอย่างไหลลื่น ถึงจะมีลูกค้าเยอะสี่ถึงห้าคนก็ตาม
ร้านของเขาขายดีมาก เขาคิดว่าผู้คนจะไม่้าเสียอีก เพราะ่นี้จิ้งหรีดค่อนข้างหาง่าย
เมื่อเวลาผ่านไป แดดยิ่งอ่อนลงเท่าไหร่ลูกค้าของเอกก็เยอะขึ้นเท่านั้น ทำเอาเขาแทบไม่ได้พักหายใจเลยทีเดียว
พี่น้ำมาช่วยขายของนั้นช่วยเอกได้เยอะมาก ไหนจะดึงดูดลูกค้า รับหน้าลูกค้า ชวนลูกค้าคุยรอเขาเตรียมเสร็จ มันสำคัญมากๆ ถ้ามีแค่เขาคนเดียวเขาอาจเครียดตาย หรือลูกค้าไม่ยืนรอเขาเตรียมของก็เป็ได้
จิ้งหรีดของเขาหมดไปด้วยความรวดเร็วเพราะเขาเอามาขายแค่ห้ากิโลกว่าๆ ก็พื้นที่เพาะเลี้ยงมันแค่สามบ่อ ได้ห้ากิโลก็ถือว่าเยอะพอสมควร สงสัยเขาต้องขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงให้มากกว่านี้เสียแล้ว
เอกเก็บของแล้วพาพี่น้ำกลับบ้าน ขณะที่กำลังเดินทางมาบ้านนั้นพี่น้ำกับเอกก็ฉีกยิ้มกันแก้มปริ เพราะดีใจที่ได้เงินมามากมายในการขายของของวันนี้ ยิ่งพี่น้ำนี่ขณะเดินบางครั้งถึงกับะโโลดเต้นเลยทีเดียว
พอมาถึงบ้านเอกและพี่น้ำเทกระเป๋าเพื่อนับเงิน โดยมีพ่อแม่มาช่วยนับ แน่นอนเอกเอาเงินที่เขาเตรียมไปทอนและพึ่งซื้อถุงพลาสติกออกมาด้วย นั่นมันคือต้นทุนของเขาคนเดียว
การค้าการขายจะได้เงินเยอะเป็ธรรมดา ดังนั้นต้องใช้เวลานับนานหน่อย
“เ้าลูกเวร ขายดีจริงๆ เลยนะ ข้าขอซักร้อยได้เปล่า จะเอาไปซื้อขนมกิน” พ่อบ่นขณะที่แยกเหรียญ แกแยกไปหลายกองแล้วยังไม่เสร็จสักที
“ไม่ได้ อยากได้ไปขอพี่น้ำนู้น ผมจะเอาไปทำอย่างอื่นต่อ” เอกตอบโดยฉับพลัน
“บ๊ะ! เอ็งจะทำอะไรอีก บอกมาเดี๋ยวนี้นะเว้ย” พ่อเงยหน้ามาคุยกับเอกอย่างจริงจัง
“ก็ได้ๆ แต่ขอให้มีเงินเยอะกว่านี้ก่อน พ่อเอาด้วยเปล่า คนละ50-50” เอกไม่ลืมที่จะยื่นข้อเสนอ คนในครอบครัวเดียวกันเขาไม่หวงอยู่แล้ว
“ต้องดูก่อนว่าตอนนั้นจะว่างไหม..” พ่อยังขอเวลาคิด
เวลาผ่านไปยี่สิบนาทีในที่สุดการนับเหรียญและธนบัตรครั้งใหญ่ก็สิ้นสุดลง ยอดขายของวันนี้ได้ทั้งหมด 1530 บาท ถือเป็การค้าขายที่คุ้มค่ามากเพราะต้นทุนต่ำ
อีกอย่างการหาเงินให้ได้1500+ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้โดยใช้เวลาแค่สองชั่วโมงนั้นถือว่า...สุดยอดมาก!
การค้าขายยังไงก็คือการค้าขาย ถึงจะขายไม่ได้ก็ไม่อดตาย ถ้าขายได้ก็จะรวย...
ตามที่ตกลงกันไว้เขาจะแบ่งกับพี่น้ำคนละครึ่ง แต่พี่น้ำก็ปฏิเสธในครั้งแรกเพราะมันเยอะเกินไป
เธอไม่ได้ทำอะไรเลยมีแต่เอกทำคนเดียว แค่ไปนั่งสวยๆ เท่านั้นเอง ได้เงินเยอะขนาดนี้คงจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย
เอกก็ไม่ยอมเพราะเขาพูดไปแล้ว ในพจนานุกรมของเขาไม่มีคำว่ากลืนน้ำลายตัวเอง อีกทั้งยังให้เหตุผลว่า ครั้งหน้าพี่ก็มาช่วยผมให้อาหารจิ้งหรีดแล้วกัน
สุดท้ายพี่น้ำก็รับด้วยความเต็มใจ ใครบ้างไม่อยากได้เงิน พี่น้ำเก็บไว้แค่ร้อยเดียว ส่วนที่เหลือให้แม่เก็บไว้ เธอก็เข้าใจสถานะทางการเงินของบ้านเช่นกัน
ยอดขายในครั้งนี้ทำเอาพ่อกับแม่ช็อกไปเลย ปกติพวกท่านจะออกไปรับจ้างปลูกอ้อย ซึ่งค่าแรงวันละ300บาท ทำงานทั้งหมดแปดชั่วโมง สองคนก็ได้วันละ600บาท
การที่เอกออกไปขายของแป๊บเดียวได้เงินมา1500+ เท่ากับพวกเขาทำงานสองวันกว่าๆ หรือ20ชั่วโมง... มันเทียบกันไม่ได้เลย!
ตอนนี้พ่อกับแม่ของเอกเริ่มเห็นภาพแล้วว่า การรับจ้างคนอื่นที่ใช้ทั้งแรงกายและแรงใจเยอะมาก สู้ไม่ได้กับเอกที่เอาของไปขายแค่แป๊บเดียว มันต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ
“เอก แม่ขอบใจจริงๆ ที่ชี้ทางสว่างให้กับพวกเรา” แม่พูดประโยคนี้ขณะเดียวกันก็น้ำตาคลอไปด้วย ส่วนพ่อเดินไปไหนแล้วก็ไม่รู้ สงสัยไม่อยากให้เห็นมุมที่อ่อนแอ
“ไม่เป็ไรครับ ผมเป็ลูกแม่นะ ลูกคนไหนบ้างที่อยากให้พ่อแม่ต้องลำบาก ใช่ไหมพี่น้ำ” (อะอื้อ!) ประโยคนี้ของเอกทำเอาแม่กุลพุ่งเข้ามาสวมกอด ภายในใจเธอช่างชุ่มชื้นจริงๆ ตอนนี้
สามแม่ลูกกอดกันสักพัก เอกก็แยกตัวออกไปอาบน้ำ เขาเหงื่อออกเยอะมากตอนขายของ ไปล้างตัวสักหน่อยแล้วกัน หลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็รีบวิ่งมากินข้าวในทันที เขาหิวมากแล้วเพราะใช้พลังงานไปเยอะมาก
วันนี้แม่ตามใจเขาหนึ่งวันจัดเมนูปลาซะเต็มโต๊ะ เมื่อเอกเดินมาเห็นก็หน้าฟินไปเลยทีเดียว
จะมีคนหน้าบูดหน่อยๆ เหมือนกัน...
แต่ไม่พูดถึงดีกว่า คิกๆ
..