ความจริงแล้ว ลำพังเพียงแผ่นแป้งร่อนลมบางกรอบบวกกับเส้นสายไหมทองคำละลายในปากก็นับว่าเป็ขนมที่เลิศรสและแปลกใหม่ที่สุดในเมืองชิงสุ่ยแล้ว ทว่าสำหรับหลินเสี่ยวฟานผู้ยึดมั่นในคติ ‘ขาดทุนไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้’ เขารู้สึกว่ามันยังขิงนายน้อยกู้ได้ไม่สาแก่ใจพอ!
“ในเมื่อเป็การเดิมพันด้วยศักดิ์ศรี ข้าต้องประเคนวัตถุดิบระดับพระเ้าลงไปขยี้มัน!”
เสี่ยวฟานยิ้มเ้าเล่ห์ ยื่นมือลงไปใต้โต๊ะรถเข็น ลากเอาไหดินเผาใบใหญ่ที่เขาแอบย่องไปขโมยมาจากหลังตู้กับข้าวของท่านแม่เมื่อคืนขึ้นมาเปิดฝาออกทันที ทันทีที่ฝาไหเปิดออก... กลิ่นหอมฉุนละมุนอันเข้มข้นทรงพลังก็พวยพุ่งกระจายออกไปทั่วตลาดท้ายเมืองประดุจะเิกลิ่นอาย์!
มันคือ “เนื้อทุเรียนป่าหมอนทองเกรดเก้าจักรพรรดิ” สีเหลืองอร่ามเนื้อเนียนนุ่ม สุกงอมกำลังดีที่ท่านแม่เสิ่นชิวเยว่แอบควักเงินส่วนตัวซื้อมาซ่อนไว้กะจะแอบกินคนเดียวตอนกลางคืน วัตถุดิบชิ้นนี้มีราคาสูงลิบลิ่ว ลำพังแค่ลูกเดียวก็แพงกว่าราคาเช่ารถเข็นคันนี้ทั้งเดือนเสียอีก!
“ไอหยา! กลิ่นอะไรเนี่ย? หอมตลบอบอวลเหลือเกิน!” เถ้าแก่เนี้ยโจวถึงกับสูดหายใจเข้าลึก น้ำลายสอออกมาโดยไม่รู้ตัว ชาวบ้านนับร้อยในแถวต่างพากันตาโต จ้องมองเนื้อทุเรียนสีเหลืองทองในมือเสี่ยวฟานเป็ตาเดียว
เสี่ยวฟานไม่รอช้า ใช้ช้อนไม้ควักเนื้อทุเรียนป่าหมอนทองสด ๆ ก้อนโตเท่ากำปั้น วางโปะลงไปตรงกลางเส้นสายไหมสีทองบนแผ่นแป้งแบบเน้น ๆ แน่น ๆ ขาดทุนชิ้นละเท่าไหร่เขาไม่สน! เสี่ยวฟานใช้วิชาหัตถ์เทวะม้วนแผ่นแป้งบางกรอบห่อหุ้มเส้นไหมทองคำและเนื้อทุเรียนป่าแน่นปั๋ง กลายเป็โรตีสายไหมชิ้นั์ยาวเกือบหนึ่งศอกหนานุ่มราวัทอง
เขาชูขนมชิ้นั์นั้นขึ้นสูง เปล่งออร่าความอร่อยน่าทานจนคนทั้งตลาดแทบคลั่ง “นี่คือรสชาติขั้นสุดยอดของเด็ดของร้านข้า ข้าตั้งชื่อเมนูนี้ว่า 'ัทองคะนองวารี' ข้าขายประชดชีวิตและเพื่อศักดิ์ศรีตระกูลหลิน... เพียงชิ้นละ 5 อีแปะเท่านั้น!”
(ทั้งที่ความจริง ต้นทุนทุเรียนจักรพรรดิบวกสายไหมทองคำตกชิ้นละ 15 อีแปะแล้ว ขายชิ้นเดียวติดลบยับเยินทันที 10 อีแปะ!)
เสี่ยวฟานยื่นขนมัทองคะนองวารีไปตรงหน้านายน้อยกู้ ยักคิ้วกวนบาทาเอ่ยเสียงท้าทาย “นายน้อยกู้... ขนมระดับ์เสร็จแล้ว แกกล้าลองชิมไหมล่ะ? หรือว่าปอดแหกกลัวอร่อยจนต้องคุกเข่ากราบข้ากลางตลาด? ฮ่า ๆ ๆ!” นายน้อยกู้หน้าถอดสี จ้องมองขนมสลับกับหน้ากวน ๆ ของเสี่ยวฟานด้วยหัวใจที่เต้นรัวระทึก!