กองทัพเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมเชลยศึกซึ่งล้วนแล้วแต่เป็คนหนุ่มหัวขบถ เซียวซียังไม่หายดีนักจึงต้องนอนไปบนเกวียนขนของที่ก็ไม่ได้สะดวกสบายสักเท่าไหร่ แต่ยังดีกว่าต้องนั่งอยู่บนหลังม้า ตากแดดตากลมแล้วถูกกระแทกกระทั้นไปตามทางอันขรุขระคลุกฝุ่น ทุกครึ่งชั่วยาม เฉิงอี้จะคอยแวะเวียนมาถามไถ่อาการแล้วก็ถูกเขาไล่ให้กลับไปขี่ม้านำขบวนเช่นเดิม
เมื่อเริ่มเข้าสู่เขตแคว้นที่มีประชาชนอยู่อาศัย กองทัพก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นครื้นเครง ชาวบ้านพากันมายืนมุง ปรบมือ โห่ร้องและวิ่งเอาอาหารและสิ่งของตามแต่ที่จะหามาได้ให้กับทหารที่เสี่ยงชีวิตเพื่อมาตุภูมิ แต่โห่ไล่พร้อมกับขว้างปาสิ่งของใส่เชลยด้วยความจงเกลียดจงชัง
เฉิงอี้ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกของตัวเองได้ เมื่อครั้งยังเป็หนุ่มน้อยที่มุทะลุและกระเหี้ยนกระหือรือกระโจนเข้าสู่า เขายืดอกรับชัยชนะและเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่มาจนถึงบัดนี้ มือที่พรากชีวิตคนไปมากก็เริ่มด้านจนไม่รู้สึกเ็ป แต่ก็ไม่เป็สุข
“ฝ่าาจะยิ่งโปรดปรานท่าน ไม่ดีใจหรอกหรือ” ลี่หยางเอ่ยปากถามเมื่อเห็นสีหน้าของเขา
“ข้าดูไม่ดีใจเลยรึ”
“หากข้าไม่ได้เป็สหายท่านมานานก็คงจะบอกว่าสีหน้าตอนนี้ไม่ต่างจาก่เวลาปกตินัก แต่เพราะข้ารู้จักท่านดี ถึงได้รู้ว่าท่านมีบางอย่างอยู่ในใจ”
“ข้าแค่คิดว่าวันของข้าจะมาถึงเมื่อใด หากข้าหรือเซียวซี หรือแม้แต่เ้าไม่ได้โชคดีอีกแล้วเล่า”
“เพราะการาเ็ขององค์ชายหรือ ที่ทำให้ท่านคิดอะไรแบบนี้ นี่มันปรัชญาชีวิตที่ไม่เหมาะกับทหารแบบพวกเรา เลยนะ ท่านอย่าคิดมากไปเลย วันตายของเราอาจมาถึงเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ก่อนที่แคว้นเฉียนจะเป็หนึ่ง”
เฉิงอี้นึกแปลกใจกับความแน่วแน่ของสหาย แต่ก็ไม่ได้สนทนาปราศรัยต่อเพราะกองทหารมาถึงหน้าประตูวังหลวงแล้ว ทันทีที่ทหารยามะโประกาศเกียรติยศเสียงดังกึกก้องจบลง ประตูบานหนาหนักก็เปิดออก เสียงเพลงบรรเลงดังจากบรรดาเครื่องดนตรีของกรมพิธีการดังกระหึ่ม ทำให้เขาต้องรีบปั้นหน้ารับการต้อนรับอันเอิกเกริก
เซียวซีดันทุรังจะนั่งบนหลังม้า เพื่อปรากฏกายให้กับทุกคนเห็นในสภาพขององค์ชายผู้สง่างามมากกว่าภาพชายหนุ่มที่โดนแทงจนอาการร่อแร่ เขาสะกดกลั้นความเจ็บเอาไว้ภายใต้สีหน้ายิ้มแย้ม ดวงหน้าขาวซีดกลืนไปกับแสงตะวัน มือข้างหนึ่งรั้งบังเหียนม้าอย่างมั่นคง ส่วนมืออีกข้างยกโบกให้กับผู้คนที่โห่ร้องต้อนรับ
“หากแผลฉีกขึ้นมา ข้าจะสมน้ำหน้าให้”
“ไม่จริงหรอก ท่านจะรีบเรียกหมอหลวงมาดูอาการข้ามากกว่า” องค์ชายหนุ่มพูดพลางยักคิ้วหลิ่วตา
เฉิงอี้ทำเสียงในลำคอ หากไม่เพราะอยู่ต่อหน้าทุกคน เขาคงได้สั่งสอนเ้าคนอวดดีเสียบ้าง แม้สิ่งที่อีกฝ่ายพูดเมื่อครู่จะเป็ความจริงก็เถอะ
หลังจากเพลงบรรเลงจบลง เหล่าแม่ทัพทยอยเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ต้องยืนฟังคำขอบคุณยาวเหยียด ก่อนจะถูกปล่อยให้สังสรรค์อย่างเต็มที่โดยมีฮ่องเต้เป็ประมุข รายล้อมด้วยเหล่าสนมกำนัล รวมทั้งพระสนมกุ้ยเฟยที่เฝ้ามองโอรสไม่ให้คลาดสายตา
จิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก มันประหวัดถึง่เวลายากลำบากที่เพิ่งผ่านพ้นไป ความโอ่อ่าของท้องพระโรง ชุดปักลายัและบำเหน็จที่ฮ่องเต้ประทานให้ ช่างเป็ความรุ่งโรจน์ที่สะท้อนแสงวับวาบจนแสบตา ผิดกับความตายอันมืดหม่นกองพะเนินของคนเ่าั้เหลือเกิน
“ไปกันเถอะ” เซียวซีเอนตัวมากระซิบ หลังดื่มไปไม่กี่จอก
“ไปไหน”
“ไปไหนก็ได้ ท่านดูไม่สนุกเลยนี่”
“เราหายไปจากงานไม่ได้ เราเป็แม่ทัพนะ”
“โธ่เอ๊ย พอทุกคนเมาแล้วก็ไม่มีใครสนใจใครหรอก อีกอย่าง ข้าจะบอกว่าข้าเจ็บแผล ไปกันเถอะน่า”
เื่หลบลี้หนีหน้านั้นเซียวซีถนัดมาั้แ่ไหนแต่ไร ตอนเด็กเขาเคยถูกลากให้หลบหนีออกจากตำหนักยามวิกาล ปีนรั้วจนตกลงไปหลังแทบหัก ทั้งยังเคยแอบฮ่องเต้อยู่ใต้โต๊ะเสวยอีกต่างหาก
แล้วก็เป็ไปตามที่คาด เพียงแค่เอ่ยว่าเจ็บแผลขึ้นมา ทั้งฮ่องเต้และพระสนมที่ห่วงเซียวซีดังแก้วตาดวงใจก็รีบร้อนอยากจะส่งหมอหลวงตามไปตรวจถึงตำหนัก หากแต่เ้าตัวก็อ้างว่าเพียงแค่้าพักผ่อน ทั้งสองจึงได้หลบออกมาก่อนงานเลิกสมใจ