Ep 11 : ช่วยเหลือ
“แล้วหมู่บ้านของเธอ ห่างไกลจากที่นี่มากไหม”
ผทสอบถามเข้าเื่ทันที ระหว่างที่ผมกำลังเดินอย่างเร่งรีบ เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าหมู่บ้านของเธออยู่ที่ไหน แต่่เวลานั้นระหว่างการเดินทางและมามันสำคัญมากที่สุด ถ้าหากมันไกลมาก
ชีวิตของคนในหมู่บ้านก็จะอันตรายกันมากขึ้น โอกาสการรอดชีวิตของพวกเขาก็จะต่ำลง
“จากเมืองลาวี ก็ประมาณ 10 กิโลฯ 1 ชั่วโมงในการเดินทางด้วยเท้า แต่ถ้าวิ่งมาก็ประมาณ 30 นาทีค่ะ” เธอยังสะอึกสะอื้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบผม ดูหน้าเธอพยายามจะควบคุมตัวเองให้ได้
สำหรับผมแล้ว นับว่าเธอเป็คนที่เก่งมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
“พอรู้จำนวนของอสูรที่ขุนพลจอมมารนำทัพมาไหม”
ผมถามอีกครั้งเพื่อยืนยันให้แน่ใจ เพราะถ้าเกิดว่าขุนพลจอมมารนำทัพมาจริงแล้ว มันจะต้องมีอสูรที่เป็ลูกน้องถูกสั่งการ เพื่อให้เข้ามาโจมตีหมู่บ้าน
จากที่ผมคาดเดา ขุนพลจอมมาร นั่นก็คือ อสูรแห่งพันธโบราณนั่นเอง...
มนุษย์เองนั้นก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปเช่นกัน
ผมยังไม่แน่ใจเื่อีกฝ่ายทำไมต้องบุกโจมตีหมู่บ้านเล็กต่างๆ ด้วย แต่ถ้าเป็ผมที่เป็จอมมารด้วยกันเองแล้ว สาเหตุมันก็น่าจะล่อพวกมนุษย์ให้เข้าไปยังดันเจี้ยนของมัน เพื่อเก็บค่า SP นั้นเอง
โดยการโจมตีหมู่บ้านเล็กๆ และปล่อยให้สองสามคนมีชีวิตรอด เพื่อคาบข่าวมาบอกว่า หมู่บ้านถูกโจมตี ทำให้พวกนั้นเริ่มกระตือรือร้นและจัดบุคลากรอย่าง นักผจญภัยออกไปปราบปราม
มันเป็วิธีง่ายๆ สำหรับในการลุ่์เข้ามาในดันเจี้ยนของตัวเอง
ในตอนที่ยังเป็เกมนั้น ก็มีอีเว้นท์อย่างอสูรบุกเมืองอยู่เช่นกัน ซึ่งพวกมนุษย์ก็ขับไล่พวกอสูรไปได้ อันที่จริงคงต้องบอกว่า อสูรถอยทัพด้วยตัวเองเสียมากกว่า
เหล่ามนุษย์ที่คิดว่าตัวเองป้องกันเมืองจากการรุกรานของอสูรได้ก็ดีใจกันยกใหญ่ ก่อนจะตั้งปาร์ตี้ไปสู้กับจอมมารที่สั่งอสูรให้มาโจมตีเมือง
และนั่นก็เป็เหตุการณ์อันน่าเศร้า เพราะว่าส่วนใหญ่ที่ไปบุกดันเจี้ยนล้วนจะไม่ค่อยได้กลับมาเท่าไร เนื่องจากด้วยความห้าวและหลงระเริงว่าตัวเองขับไล่ขุนพลจอมมารไปได้
ทั้งที่ทุกอย่างล้วนเป็แผนของจอมมารทั้งหมด ราวกับเต้นอยู่บนฝ่ามือของผู้ที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
“หนูก็ไม่ทราบเช่นกันค่ะ แต่น่าจะเกินหนึ่งร้อยตัว”
เธอเอ่ยเช่นนั้น เพราะการวิ่งออกมาจากหมู่บ้านโดยได้รับความช่วยเหลือจากคุณพ่อ ทำให้เธอหนีออกมาไปได้ เลยไม่ได้รู้ถึงจำนวนที่ขุนพลจอมมารพาอสูรมาโจมตีเมืองของเธอ
แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเธอ ก่อนลูบผมเป็การปลอบและให้กำลังใจ
ผมเดินมายังนอกกำแพงเมืองเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนเธอจะชี้ตรงไปทางถนนที่ทอดยาว ไม่ใช่เธอชี้ไปยังทางป่าแห่งหนึ่ง
“ทางนี้คือทางที่จะไปหมู่บ้านของหนูได้ค่ะ หมู่บ้านของหนูอยู่ในป่าแห่งนั้น” เด็กสาวเอ่ยขึ้น ผมตอบรับคำพูดเธอด้วยการพยักหน้า อันที่จริงมันคือไม่มีเวลามากเท่าไรแล้ว
ไม่เชิงไม่เหลือเวลา แต่รีบไปช่วยเหลือที่ยังทำได้มันจะดีกว่า ผมจึงเอื้อมมือไปจับหัวของเธอและใช้สกิล [ลบตัวตน X] ให้กับเด็กสาว ก่อนจะให้เธอขี่หลังของผม
“มาขี่หลังซะ เราไม่มีเวลาแล้ว”
ผมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ เธอขึ้นมาขี่หลังของผมอย่างว่าง่าย พร้อมกับในตอนนั้นเอง ร่างของผมก็วิ่งออกไปด้วยความเร็วสูง จนเห็นเป็ฝุ่นควันตีตลบขึ้นมา
ถามว่าทำไมไม่ใช้ปีก ก็บอกได้แค่เพียงว่า ไม่อยากให้เธอใและรู้ว่าผมเป็จอมมารเช่นกัน
--- มุมมองคนอื่น ---
อึก!
แรงตบของร่างตรงหน้าทำให้ข้ากระเด็นไปไกลไม่น้อย แขนของข้าชาด้านขึ้นมา ขณะที่จ้องไปยังเบื้องหน้าที่มีร่างของสัตว์ร้าย ที่เป็หนึ่งในมือขวาของจอมมาร
ขุนพลจอมมาร...
มันมีหัวลักษณะเป็แพะ มีเขาโค้งงอไปด้านหลัง ตัวของมันเป็รูปร่างของคนกำยำ ข้าของมันเป็เท้ากีบม้า ในมือถึงเคียวที่ดูน่าหวาดหวั่นและน่ากลัว
อาวุธนั้น มันทรงพลังและมีอำนาจ เหนือกว่าอาวุธที่ข้าตีขึ้นมาเสียอีก ดาบสั่วๆ ของข้าดูเทียบไม่ได้เลยกับอาวุธของอีกฝ่าย
“การ์ม เ้าไม่เป็อะไรนะ” เสียงเรียกของเพื่อนข้าเอ่ยขึ้น มันดึงสติข้าที่กำลังจะดับชั่ววูบให้กลับมาปกติ
“ข้าไม่เป็ไร” ข้าเอ่ยตอบไป ก่อนจะลุกขึ้นมาขยับจับหมวกเกราะของข้าที่สวมอยู่บนหัว ข้ารู้สึกได้ถึงความร้อนเล็กน้อยไหลอาบใบหน้าของข้าและไหลลงข้างแก้ม
ข้ารู้ได้ทันทีว่ามันคือเืของข้า
ข้าจับดาบในมือแน่น และจ้องมองไปยังขุนพลจอมมารตรงหน้า มันแสยะยิ้มและส่งเรียกพูดอันชั่วร้ายออกมา
“เ้าสิ่งมีชีวิตอันต่ำต้อย พวกเ้าทั้งหมดต้องตาย เพื่อให้แผนของนายท่านข้าสำเร็จ”
เสียงนั้นเอ่ยพูดออกมา ก่อนจะควงเคียวหมุนรอบตัวดูอย่างชำนาญ
ก่อนที่มันจะตวัดกลางอากาศ รับลูกธนูที่พุ่งมาจากทางหนึ่งของป่า
“ฮึ่ม เ้าพวกเอลฟ์อันน่ารังเกียจ! ซุ่มยิงแบบนี้ช่างขี้ขลาดเสียจริง” ขุนพลจอมมารบ่นเล็กน้อย ก่อนจะตวัดเคียว ฟันลูกธนูทิ้ง มันหักเป็สองท่อน
ข้าคงต้องไปขอบคุณพวกเอลฟ์ทีหลังเสียแล้ว ตอนนี้ข้าและเพื่อนของข้ามีหน้าที่แค่ถ่วงเวลา เพื่อให้ลูกสาวของข้านำข่าวร้ายไปบอก เมืองใกล้ๆ แห่งนี้ว่ามีขุนพลจอมมารบุกมา
ข้าก็หวังให้เหล่านักผจญภัยนั้นได้มาช่วยพวกข้าที่กำลังตกที่นั่งลำบากอยู่
และแต่ว่า ถ้าเกิดไม่มีใครมาช่วยเหลือแล้วนั้น
หมู่บ้านแห่งนี้ก็คงล่มสลายลงเป็แน่...
ฉะนั้นข้าจะต้องปกป้องหมู่บ้านนี้ให้ได้
“เอาเลย!”
ข้าออกคำสั่งให้กับเพื่อนของข้า อามม่า ซึ่งเ้านั่นก็โยนลูกกลมออกไปตรงหน้าของขุนพลจอมมาร ก่อนมันจะส่องแสงสว่างจ้าออกมา มันก็คือ [ละอองแสง] เป็อาวุธที่ข้าคิดค้นขึ้นมากับเพื่อน
มันปล่อยแสงสว่างจ้าออกมาในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งพวกข้าก็เตรียมตัวปิดตากันเรียบร้อยแล้ว
อ้ากกก!!!
“แสบตานัก!!!”
ขุนพลจอมมารร้องโหยหวนออกมา ซึ่งข้าก็พุ่งเข้าไปพร้อมกับฟาดดาบที่ต้นขาของมัน ดาบของข้าฟันไม่เข้าทะลุิัของมัน
ซึ่งก็ตามมารด้วยอามม่าที่ถือค้อนหวดทุบหน้าแข้งของมัน ทว่าก็กลับไม่เป็อะไร
ดาบอันภูมิใจที่ข้าตีขึ้นมา ในฐานะ [ช่างดาบ] ของข้ามันแทบไร้ความหมายเสียเหลือเกิน อาวุธของข้าทำอะไรมันไม่ได้ ราวกับว่ามันรับรู้ได้ถึงแรงสะกิดที่ขาของมัน
ขุนพลปีศาจหวดเท้าเตะใส่กลางลำตัวของข้าจนกระเด็นไปไกล ข้ากระอักเืออกมาคำโต อามม่าวิ่งเข้ามาหาข้า ทว่าเ้าขุนพลจอมมารกับตวัดเคียวสีดำใส่เพื่อนของข้า
อั่ก!
บนหลังของอามม่ามีรอยฟันขนาดใหญ่กลางหลัง โลกหิตพุ่งกระฉูดออกมา ใบหน้าของอามม่าซีดเซียวขึ้น
“อามม่า!” ข้าะโเรียกชื่อเพื่อนของข้าที่ล้มลงไปนอน แผลที่เกิดขึ้นมาสาหัสยิ่งนัก
ทว่าข้าก็ไม่ยอมแพ้ แม้หัวใจของข้าถูกเกาะกุมไปด้วยความกลัว อีกฝ่ายตรงหน้า แต่เพื่อหมู่บ้านและพวกพ้อง ต่อให้ข้าต้องสละชีวิตของข้า ข้าก็ยอม
ซึ่งเหล่าเอลฟ์ที่ซุ่มยิงในป่าก็ยิงมันออกมา ทว่าลูกธนูกลับกระเด็นออกไป เมื่อโดนผิวหน้าของมัน
“เ้าสัตว์ร้าย ออกไปจากหมู่บ้านก็ข้าซะ!” ข้ากู่ร้องความเปลวเพลิงโทสะในร่าง ก่อนจะพุ่งออกไป พร้อมกับดาบของข้า ข้าวิ่งเข้าโรมรันฟาดดาบฟันออกไปหลายชุด ทว่ามันกลับไม่สามารถสร้างาแให้แก่อีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อมันหายตาพร่ามัว มันก็แสยะยิ้มมาเมื่อเห็นข้า และตวัดเคียวเข้าใส่ข้า
ข้าพลิกดาบรับการโจมตีของอีกฝ่ายได้ ทว่ามันรุนแรงเกินจนข้าลอยขึ้นฟ้า
พริบตานั้นเอง ลำแสงที่รวบรวมในปากก็ถูกปล่อยออกมา
(ั้แ่เมื่อไรกัน?!)
ข้าคิดเช่นนั้น หรือว่าตอนที่มันกำลังแสบตาอยู่นั้นเอง ข้านึกได้อย่างเดียว ก่อนข้าจะถูกลำแสงนั้นต่อหน้าต่อตาข้า
ผิวของข้าปวดแสบปวดร้อน ความร้อนแรงที่สามารถพรากสติของข้าให้ดับวูบลงไปได้ ข้าอดทนต่อความเ็ป ทว่าท้ายที่สุดข้าก็ลงไปนอนกองกับพื้น พร้อมความเจ็บแสบแล่นพล่าน
กลิ่นเนื้อไหม้โชยเตะจมูกของข้า ข้ารับรู้ได้ทันทีว่าิัของข้าคงถูกแผดเผาจนดูสภาพเดิมไม่ได้ ทว่าข้าก็ไม่ได้รู้สึกถึง่ล่างของข้า
ข้าพยายามเหลือบตาไปมองก็พบว่า ร่างของข้าขาดครึ่งเป็สองท่อนอยู่ เืสีแดงค่อยๆไหลอาบเป็แอ่งล้อมรอบตัวข้า
(อ่า... ช่างน่าขำกับโชคชะตายิ่งนัก)
ข้าคิดเช่นนั้น หมู่บ้านของข้าจะถูกทำลายไปหมดจากขุนพลจอมมาร หยาดน้ำตาของข้าเริ่มเอ่อล้นเกาะที่ขอบดวงตา
พวกข้าก็เป็แค่ผู้รับเคราะห์กรรมจากความสนุกของจอมมาร ที่เห็นชีวิตของคนอื่นไร้ค่า
พวกข้าคงมาได้เพียงเท่านี้แหละ
(ถ้าหากสิ่งที่เรียกว่า โชคชะตา มีอยู่จริงล่ะก็ ได้โปรดหยุดยั้งการทำลายของขุนพลจอมมารที)
ข้าภาวนาสิ่งนั้นต่อใครก็ไม่อาจจะทราบได้
“คำขอนั้น ผมรับเอาไว้เอง”
ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งตอบข้ากลับมา พร้อมกับสายลมพัดวูบหนึ่ง ก็มีร่างหนึ่งปรากฏต่อเบื้องหน้าของข้า เป็บุรุษที่ใส่เสื้อสีดำทมิฬ ยืนหันหลังให้กับข้า
ไม่ว่าเขาเป็ใครก็ตาม แต่ที่แน่ๆ เขามาช่วยเหลือพวกข้าแน่นอน ข้ายิ้มให้กับเขาเล็กน้อย ก่อนที่ข้าจะสติดับวูบไปทั้งอย่างนั้น