10วันก่อนจะเข้าวัง หลี่จางเย่วประกาศหยุดการฝึกทั้งหมดอย่างกะทันหัน
“พอแล้ว… เหลืออีก10วัน เราจะไม่ฝึกอะไรหนักอีก” ท่านพ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่หาได้ยาก “เ้าต้องพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ค่อยคิดเื่วังหลวงกันใหม่”
หลี่เฟยหลงนั่งพิงต้นสนเก่าแก่หลังจวนอ๋อง
ลมเย็นพัดผ่านใบสนส่งกลิ่นหอมจางๆ เขาหลับตา พักจากเื่วุ่นวายและเร่งรีบตลอด
1เดือนที่ผ่านมา ัน้อยในมโนจิตก็เงียบสนิท ราวกับกำลังหลับใหลอย่างสบายใจเป็ครั้งแรกในรอบหลาย10วัน
วันแรกของการพักผ่อน เขาเดินเล่นรอบจวนอ๋องอย่างไร้จุดหมาย ชุดศิษย์สีหม่นที่เคยปะชุนรอยขาดยังคงอยู่บนตัว แต่ตอนนี้มันสะอาดและเรียบร้อยกว่าเดิม ท่านพ่อสั่งให้ข้ารับใช้ซักและซ่อมให้ใหม่ทั้งชุด เขานั่งลงริมบ่อน้ำในสวนด้านหลัง มองปลาตัวใหญ่ที่ว่ายวนอยู่ในน้ำใส เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง…..
“ยังไม่นอนอีกหรือ ศิษย์น้อง?”
เหม่ยอิงเดินมาในชุดศิษย์สีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวสยาย กลิ่นดอกเหมยป่าจางๆ ลอยตามมา เธอยื่นถ้วยน้ำชาร้อนให้เขา แล้วนั่งลงห่างออกไปเล็กน้อยบนก้อนหินข้างบ่อ
“ข้า… นอนไม่ค่อยหลับ” เฟยหลงยิ้มบางๆ รับถ้วยชามา “กลัวว่าจะฝันเห็นฮ่องเต้สั่งปะาข้าั้แ่คืนแรกที่เข้าวังหลวง”
เหม่ยอิงหัวเราะเบา ๆ เสียงใสเหมือนน้ำค้างหยดลงใบไม้ “ถ้าท่านอ๋องยังมีชีวิตอยู่ ใครก็ฆ่าเ้าไม่ได้ง่าย ๆ แน่… และข้าก็จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น”
ทั้งสองนั่งเงียบกันครู่หนึ่ง มองแสงจันทร์สาดส่องลงมาบนหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกบางๆ เหม่ยอิงนั้นั้แ่เกิดเื่ที่สำนัก ก็อาศัยอยู่เรือนด้านหลังจวน และอาศัยไป-มาสำนักและที่นี่เอา
“ศิษย์พี่…” เฟยหลงเอ่ยขึ้นเสียงแ่ “ั้แ่ครั้งแรกที่ท่านช่วยข้าภายใต้ต้นหลิว… ข้าไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมท่านถึงยอมเสี่ยงเพื่อคนอย่างข้า”
เหม่ยอิงหันมามองเขา ดวงตาที่เคยเ็ากลับอ่อนโยนลงเล็กน้อย
“เพราะตอนนั้น… ข้าเห็น ‘บางอย่าง’ ในดวงตาของเ้า เงาของคนไม่ยอมแพ้ในโชคชะตา” เธอหยิบกิ่งสนเล็กๆ ขึ้นมาบิดเล่นในมือ “และยิ่งข้าเห็นเ้ามากเท่าไหร่… ข้าก็ยิ่งไม่อยากให้เ้า เสียสิ่งที่สำคัญแบบนี้ไป แล้วก็นะ ท่านอ๋องมีบุญคุณกับครอบครัวของข้านัก ”
เฟยหลงรู้สึกอบอุ่นในอก “ข้า… ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีใครห่วงใย ข้าเคยคิดว่า เส้นทางที่ข้าเลือกเดินนั้น จะต้องเดินคนเดียวตลอดไป”
เหม่ยอิงยิ้มบางๆ มือของนางยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ
“ตอนนี้เ้าไม่ได้เดินคนเดียวแล้ว หลี่เฟยหลง… ข้าจะเดินข้างเ้าไปด้วย ในฐานะศิษย์พี่ที่เคยสอนวิชาให้เ้า และในฐานะคนที่ไม่อยากเห็นศิษย์น้องของข้าต้องเผชิญอันตรายเพียงลำพัง”
ลมพัดเบาๆ กลิ่นดอกเหมยจากตัวนางลอยคละคลุ้งรอบตัวเขา เฟยหลงรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากคำพูดของศิษย์พี่ ไม่ใช่ความรักหวานแหวว แต่เป็ความห่วงใยที่ลึกซึ้งและมั่นคงเหมือนพี่สาวที่คอยปกป้องน้องชาย
“ศิษย์พี่… ถ้าวันหนึ่งข้าต้องเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ตัวต่อตัว… ท่านจะยังอยู่ข้างข้าหรือไม่?”
เหม่ยอิงมองตรงไปที่ดวงจันทร์ ดวงตาเป็ประกาย
“ข้าจะอยู่ข้างเ้า… ไม่ว่าเ้าจะทำอะไร จงจำไว้ศิษย์น้อง เ้าไม่ได้เผชิญมันคนเดียวอีกต่อไป”
ทั้งสองนั่งด้วยกันจนดวงจันทร์ลับขอบฟ้า ไม่ต้องพูดอะไรอีก ความเงียบที่แสนอบอุ่นนี้คือคำตอบที่ทั้งคู่้าในคืนก่อนพายุจะมา
วันต่อๆ มา ความสงบยังคงดำเนินต่อไป
หลี่กวงมาหาเฟยหลงทุกเช้า ยังคงพูดจาตลกขบขันเหมือนเดิม “เฟยหลง! วันนี้ข้าจะสอนเ้าเื่ ‘ท่วงท่าขององครักษ์ชั้นใน’ ต้องเท่ห์ ต้องสง่า อย่าให้ดูจืดชืดและโบราณ!” เขาหัวเราะร่า แล้วก็ถูกเหม่ยอิงตีหัวเบาๆ 1 ที
“องค์ชายหลี่กวง… อย่าพาศิษย์น้องของข้าไปฝึกเื่ไร้สาระ” เหม่ยอิงกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงรอยยิ้ม เฟยหลงหัวเราะตาม มองเพื่อนและศิษย์พี่ที่คอยอยู่ข้างเขา เขารู้สึกว่าชีวิตที่เคยโดดเดี่ยวกำลังค่อยๆ เต็มไปด้วยคนที่ห่วงใยเขา
คืนหนึ่งก่อนออกเดินทาง ท่านพ่อเรียกเฟยหลงไปที่ท้องพระโรงประจำตำหนัก
“ลูก… 10วันนี้เ้าได้พักผ่อนพอหรือยัง?” ท่านพ่อถามเบาๆ
“พอแล้วท่านพ่อ… และขอบคุณที่ให้เวลาข้าได้อยู่กับทุกคน”
หลี่จางเย่ววางมือบนบ่าลูกชาย “พรุ่งนี้หลี่กวงกับเหม่ยอิงจะไปส่งเ้าเข้าวังหลวง เ้าจะได้เข้าเป็องครักษ์ชั้นในตามพระราชโองการ แต่จงจำไว้… ในวังหลวงนั้น ทุกสายตาล้วนไม่น่าไว้ใจ เ้าจงทำตัว..เป็เงาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น”
เฟยหลงพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ… ข้าจะไม่หาเื่ใส่ตัว”
ท่านพ่อยิ้มอบอุ่น “และจงเชื่อมั่นในปราณัของเ้า… มันคือเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุด”
ใช่แล้วล่ะ ในเมื่อเขามีลมปราณเหมือนคนอื่นแล้ว เขาก็ไม่จำเป็ต้องกังวลวิ่งใดอีก
เมื่อเฟยหลงเดินออกจากห้องโถง เหม่ยอิงยืนรอเขาอยู่ที่ระเบียง ใบหน้าของนางสงบนิ่งแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
“ศิษย์น้อง… พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางแล้ว” นางกล่าวเสียงนุ่ม “ไม่ว่าในวังหลวงจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะอยู่ข้างเ้าเสมอ”
เฟยหลงยิ้มตอบ “ขอบคุณท่านมาก… ศิษย์พี่”
ลมเย็นพัดผ่าน กลิ่นดอกเหมยลอยคละคลุ้ง
สิบวันแห่งความสงบที่เหลือ… อาจจะเป็่เวลาที่เงียบสงบที่สุดก่อนที่ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาล