แสงสว่างจ้าที่หลิงเซียวเพิ่งก้าวผ่านเมื่อครู่ ค่อย ๆ เจือจางลงจนกลายเป็แสงนวลอ่อน
เมื่อสติของเขากลับคืนสู่ปัจจุบันอีกครั้ง ร่างของหลิงเซียวก็พบว่าตนเองยืนอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้างที่ไม่คุ้นตา ลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ กลิ่นหอมของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิอบอวลอยู่ในอากาศ
ตรงหน้าของเขา…คือสิ่งปลูกสร้างโอ่อ่า ราวกับมหาวังจากเทพนิยาย
กำแพงสูงชะลูดปกคลุมด้วยเถาวัลย์เงินที่เปล่งแสงเรือง ๆ โดมทองคำขนาดั์ตั้งตระหง่านใจกลางพื้นที่ และตรงบันไดหินทางขึ้นวัง มีอักษรวิจิตรเขียนไว้ว่า:
“ศาลากลจักรเทวะ – สถานที่ของผู้ที่ยืนเหนือจักรวาล”
หลิงเซียวขมวดคิ้ว
‘นี่คือ…อนาคต?’
ก่อนที่เขาจะได้ก้าวต่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ท่านหัวหน้าศิษย์หลิง ท่านจะไม่ไปรับแขกจากห้าสำนักใหญ่งั้นหรือ?”
หลิงเซียวหันไปทันที—ภาพที่เห็นทำให้เขานิ่งงัน
ชายหนุ่มที่พูดใส่เขานั้นแต่งกายด้วยชุดประจำตำแหน่งสูงสุดของสำนักหมื่นกลจักร ผ้าคลุมสีเทาทมิฬปักลายจักรกลทองคำบนแผ่นหลัง และที่น่าใที่สุดคือชายผู้นั้น…หน้าตาเหมือนหลิงเซียวไม่มีผิด
แต่ทว่าร่างนั้นดูโตขึ้น องอาจกว่า มีรังสีอำนาจแผ่กระจายจนแม้แต่หลิงเซียวผู้ยืนมองอยู่ยังรู้สึกได้
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากอีกมุม เฟิ่งเหยาในชุดศิษย์าุโของสำนักหมื่นกลจักร เดินตรงเข้ามา ดวงตานางอบอุ่นแต่มั่นคง
“ท่านสามี…ทุกอย่างเป็ไปตามที่เราคาดไว้ ศิษย์รุ่นใหม่ต่างถวายความเคารพต่อเ้า ไม่มีผู้ใดกล้ากังขาอีกแล้ว”
คำว่า “สามี” ทำให้หลิงเซียวในปัจจุบันชะงักไปชั่วขณะ
เขากำหมัดแน่น ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ—อบอุ่น งดงาม…และน่าอันตราย
เสียงของหลิงเซียวจากโลกนั้นยังคงดังต่อ
“ข้ารอคอยวันเช่นนี้มานาน…และจะไม่ยอมให้ผู้ใดพรากมันไป”
ในฉากแห่งความฝันนั้น ผู้คนหมอบกราบต่อหน้าเขา ผู้มีตำแหน่งสูงสุดในสำนักหมื่นกลจักร ผู้เป็ทั้งศิษย์เอก ผู้ชนะา ผู้เปลี่ยนวิถีจักรกลแห่งโลก…
…แต่ทันใดนั้นเอง—
“เ้าติดอยู่ในกับดักของความปรารถนา…”
เสียงก้องนั้นเย็นเยียบ คล้ายเสียงของตนเองอีกคน—ไม่ใช่หลิงเซียวในอนาคต แต่คือ สำนึกแท้จริงในใจ
ภาพตรงหน้าพลันแหลกสลายเหมือนกระจกแตก
บัลลังก์ทองคำ…วังจักรกล…ใบหน้าของเฟิ่งเหยา…เงาร่างของหลิงเซียวผู้ยิ่งใหญ่—ทั้งหมดนั้นค่อย ๆ ผุพัง กลายเป็เถ้าธุลีปลิวหายไปกับสายลม
หลิงเซียวทรุดลงบนเข่าด้วยแรงะเืภายในใจ
“ความปรารถนา…สามารถล่อลวงเราได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้…”
เงาหนึ่งลอยลงมาตรงหน้า—เป็ตนเองในวัยปัจจุบัน แต่แววตาผู้นั้นเต็มไปด้วยสติและปฏิเสธ
“หากเ้าหลงระเริงกับอนาคตที่ยังไม่เกิด ย่อมหลงลืมปัจจุบันที่มีค่า”
หลิงเซียวหลับตาแน่น สูดลมหายใจลึก
“ข้าจะไม่เป็เช่นนั้น…ไม่ว่าอนาคตจะยิ่งใหญ่เพียงใด ข้าจะเดินบนเส้นทางของข้า ด้วยสติ ด้วยสองมือ”
ภาพทุกอย่างดับวูบ แสงจ้าครอบคลุมโลกอีกครั้ง
…
เมื่อหลิงเซียวลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนยืนอยู่กลางห้องหินทรงกลม พื้นใต้ฝ่าเท้าปูด้วยแผ่นกลไกที่กำลังปิดลงช้า ๆ เสียงกลไกดัง “ครืด…ครืด…” อย่างมั่นคง
เฟิ่งเหยา ยืนอยู่เบื้องหน้า ดวงตาแดงเรื่อแต่มองเขาด้วยรอยยิ้ม
“เ้าผ่านมาแล้ว…”
หลิงเซียวมองเธอ แล้วพึมพำ
“ข้าเห็นภาพของสิ่งที่ข้า้าที่สุด…แต่มันก็เป็กรงอีกแบบหนึ่ง”
เฟิ่งเหยาไม่ตอบ เพียงจับมือเขาเบา ๆ เป็การบอกว่าเธอเข้าใจ
เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง
เยว่อี้ปรากฏตัวตรงประตูทางเข้าอีกฝั่ง เขาพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาฉายแววพึงพอใจที่หาได้ยาก
“พวกเ้าสองคน…คือคนแรก ๆ ที่ผ่าน ‘ลวงตาแห่งอนาคต’ โดยไม่ล้ม”
เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“และต่อจากนี้ จะเป็ด่านสุดท้าย…”