แสงจันทร์นวลตาสาดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของคฤหาสน์หรูหลังโต โอบล้อมรินรดาด้วยแสงเงินเย็นชืด เธอละสายตาจากทิวทัศน์กรุงเทพฯ ยามค่ำคืน มองมาที่โต๊ะอาหารที่วินตกแต่งไว้อย่างประณีต
เทียนหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ แก้วไวน์คริสตัล จานสเต็กเห็ดทรัฟเฟิลที่เขาสั่งมาพิเศษเพื่อฉลองวันครบรอบสามปี ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเกินไปจนเธอปลื้มปริ่มไปด้วยความประทับใจ
“รินชอบไหมครับ” กวินทร์วินเอ่ยถาม น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับสายลม พลางรินไวน์แดงช้าๆ ลงในแก้วของเธอ
รินยิ้มตอบ “ชอบค่ะ… วินทำอะไรให้ รินก็ชอบหมดแหละ”
คืนวันครบรอบดำเนินไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนา วินเล่าเื่ตลกทำให้รินหัวเราะจนน้ำตาซึม เขาเอื้อมมือมาเกาะกุมมือบางของเธอ
จ้องใบหน้าเธอราวกับเธอเป็คนที่สวยที่สุดในโลก
โทรศัพท์บนโต๊ะสั่น เขาหันมองและขอตัวออกไปรับโทรศัพท์เื่งานที่ระเบียง
รินอาศัยโอกาสนั้น เดินไปเอาของขวัญที่เตรียมมาให้วินด้วยอารมณ์เบิกบาน เธอเดินผ่านห้องทำงานของวิน ปกติเธอจะเดินผ่านไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่วันนี้ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอก้าวเข้าไปในนั้น
เธอกวาดสายตามองห้องที่จัดวางสิ่งของอย่างเป็ระเบียบ ผนังด้านหนึ่งเป็ชั้นหนังสือไม้สักขนาดใหญ่เต็มไปด้วยตำราแพทย์และปรัชญา
แล้วสายตาของเธอก็ไปสะดุดกับแจกันดินเผาโบราณประหลาดบนชั้นหนังสือที่ดูไม่ใช่รสนิยมของแฟนหนุ่ม ด้วยสัญชาตญาณของจิตรกร รินเดินเข้าไปใกล้ นิ้วเรียวบางเอื้อมออกไปแตะ แล้วเผลอดันโดนฐานมัน
แกร๊ก
เสียงกลไกเหล็กดังก้อง ผนังชั้นหนังสือทั้งแผ่นเริ่มขยับเลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นบันไดคอนกรีตแคบๆ มืดสลัวที่ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง
รินกลืนน้ำลาย ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอมาคฤหาสน์หลังนี้บ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่ามันมีห้องลับซ่อนเอาไว้
สัญชาตญาณเตือนให้ถอย แต่ความอยากรู้มีพลังมากกว่าเสมอ
คนแบบนี้แหละที่มักจะตายก่อนในหนังสยองขวัญ… ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวเธอ
รินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟฉาย แล้วค่อยๆ ก้าวลงบันไดทีละขั้น ยิ่งลง อากาศยิ่งเปลี่ยน ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นธรรมดา แต่เป็กลิ่นสารเคมีคล้ายกลิ่นฟอร์มาลีนที่ฉุนกึกแสบจมูก
รินชะงักฝีเท้า
มือที่ถือโทรศัพท์เริ่มสั่น แต่เท้ากลับยังก้าวต่อไปจนถึงขั้นบันไดสุดท้าย รินคลำไปตามผนังจนเจอสวิตช์ไฟ
แสงนีออนขาวโพลนสว่างวาบขึ้นทันที
และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้จิตรกรสาวหยุดหายใจ
ห้องใต้ดินขนาดใหญ่ถูกดัดแปลงเป็สิ่งที่อยู่ระหว่างโรงพยาบาลกับสตูดิโอศิลปะ ตู้กระจกใบหนึ่งเรียงรายไปด้วยโหลแก้ว บรรจุสารเคมีใสและ…
ชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ที่ถูกรักษาสภาพไว้อย่างประณีต นั่นคือ ‘หัวใจ’ มันถูกเก็บไว้เหมือนงานศิลป์
แต่สิ่งที่ทำให้สติสัมปชัญญะของรินเกือบหลุดคือ แคนวาสขนาดใหญ่ตรงกลางห้อง มันถูกวาดด้วยของเหลวสีแดงเข้มข้น
พอเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นคาวก็โชยขึ้นมาปะทะหน้า และรูปที่อยู่บนนั้น...
คือใบหน้าของนัท เพื่อนรักของเธอในสภาพที่ดวงตาปิดสนิทและมีรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข
“สวยใช่ไหมครับ ริน ผมวินตั้งใจวาดภาพนี้เพื่อคุณโดยเฉพาะเลย”
เสียงทุ้มกังวานที่เคยทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นกลับฟังดูเรียบเฉยและเย็นะเื ราวกับว่ามันไม่เคยมีความรู้สึกอยู่ในนั้นเลยสักนิด
รินสะดุ้งสุดตัว โทรศัพท์ร่วงหลุดจากมือกระแทกพื้นจนหน้าจอแตกละเอียด เธอก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชนตู้กระจกวางโหล เสียงขวดแก้วกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
วินยืนกอดอกพิงผนังคอนกรีต และริมฝีปากแย้มยิ้มกว้างราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ
เขายกมือขึ้นช้าๆ ถอดแว่นออกวาง แล้วหยิบถุงมือหนังสีดำสนิท ออกมาจากกระเป๋าสูท ก่อนสวมทีละข้าง ดึงรั้งให้ตึงแน่นจนเกิดเสียงหนังเสียดสีกันน่าสยดสยอง
“วิน… นี่มันอะไรกัน... อวัยวะพวกนี้... แล้วภาพของนัท” เสียงของรินสั่นเครือ
“รินจำที่วินเคยบอกได้ไหมครับ” วินก้าวเข้ามาช้าๆ แววตาว่างเปล่าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ว่ามนุษย์เราช่างเปราะบางและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเหลือเกิน คนเรางดงามและสดใส แต่พอชีวิตเริ่มมีปัญหา ก็จะเริ่มกรีดร้อง ร้องไห้ จนทำลายความสวยงามของตัวเอง วินเลยต้องช่วยหยุดเวลานั้นเอาไว้ ในตอนที่คนคนนั้นยังสมบูรณ์แบบที่สุด... หัวใจดวงนั้นจะไม่มีวันเ็ปอีกต่อไป จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว”
รินกรีดร้อง “แกมันโรคจิต! แกฆ่านัท! แกฆ่าคนพวกนี้ทั้งหมดใช่ไหม!”
เธอพยายามพุ่งตัวสวนออกไปที่ประตู แต่วินคว้าต้นแขนไว้ได้ทันควัน แรงบีบจากมือแ่าราวกับคีมเหล็ก เขากระชากร่างเธอกลับเข้ามาชนอก
“วินไม่ได้โรคจิตนะริน วินทำเพราะรัก ตลอดสามปีที่ผ่านมา รินคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของวิน รินงดงาม อ่อนหวาน รักวินที่สุด... แต่วินรู้ดี สายน้ำของเวลามันผันผ่านไปเรื่อยๆ วันหนึ่งรินก็ต้องแก่ลง วันหนึ่งเราอาจจะทะเลากัน วันหนึ่งรินอาจจะเลิกรักวิน แล้วทิ้งวินไปเหมือนคนนั้น…” เสียงของเขาสั่นเครือด้วยอารมณ์บิดเบี้ยว
วินดันร่างของรินให้ล้มลงบนเก้าอี้เหล็กกลางห้อง กดทับร่างเธอไว้แน่น รินพยายามดิ้นรนสุดชีวิต มือตะปบจิกทึ้งใบหน้าหล่อเหลาและสูทของเขาจนเป็รอย
แต่ชายหนุ่มกลับแน่นิ่ง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอด้วยความหลงใหลปนโศกเศร้า
“ความรักที่แท้จริงคือความรักที่ถูกแช่แข็งไว้ในตอนที่มันสวยที่สุดต่างหากริน... วันนี้คือวันครบรอบสามปีของเรา รินรักวินที่สุด วินก็รักรินที่สุด มันคือ่เวลาที่สมบูรณ์แบบแล้ว เราจะอยู่ด้วยกัน… ตลอดไป”
“ปล่อยฉัน! วิน อย่า…ขอร้อง…” รินสะอื้น ร่างสั่นเทาทั้งตัว
แต่ถุงมือหนังสีดำค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาพาดที่ลำคอของเธอ
วินโน้มศีรษะลงมากระซิบ เสียงของเขาอ่อนโยนราวกับบทเพลงกล่อมนอน
“ผมจะจูบคุณเป็ครั้งสุดท้ายนะริน... แล้วคุณจะเป็ะ”
นิ้วมือบีบเค้นลง รินเบิกตากว้าง อากาศขาดหายในพริบตา เธอขยับปากพยายามโกยอากาศแต่มือของเขาแน่นราวกับปลอกเหล็ก วินประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเธอ ัันั้นเย็นชืด ไร้ชีวิต เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน แสงนีออนขาวค่อยๆ มืดลงทีละน้อย หยาดน้ำตาผสมสายเือุ่นๆ ไหลออกจากหางตา ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างเหมือนถูกจุ่มลงในน้ำแข็ง ความทรงจำแสนหวานตลอดสามปีพังทลายลงในพริบตาเดียว เหลือเพียงความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคมชัด ว่าผู้ชายที่เธอรักที่สุดในชีวิต คือปีศาจในคราบมนุษย์
ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินเธอไปจนหมด รินเค้นเอาความชิงชังทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ในตัว สาบานในใจด้วยแรงสุดท้าย
‘กวินทร์... หากฉันกลับมาได้... ฉันจะลากแกดิ่งลงนรกให้ทรมานยิ่งกว่าที่แกทำกับฉัน ร้อยเท่าพันเท่า!’
นั่นคือคำสาบานสุดท้าย ก่อนที่ดวงตาของเธอจะปิดสนิท