“ราคาสามชั่งเจ็ดตำลึง” ลั่วจวินตอบทันที ราวกับรอคำถามนี้มาตลอดั้แ่ออกจากเว่ยกู่
ปลายนิ้วของชายผู้นั้นที่แตะอยู่บนโต๊ะไม้หยุดนิ่ง
ความเงียบตกลงมาครู่หนึ่ง
ไม่ยาวนัก
แต่ยาวพอให้ผู้ฟังรู้ว่า คำตอบเมื่อครู่ไม่ใช่คำที่พูดกับผู้ใดก็ได้
จากนั้นชายผู้นั้นจึงเงยหน้าขึ้น
สายตาของเขาเลื่อนจากกระบี่ข้างเอวลั่วจวินขึ้นมาหยุดที่ใบหน้าของเขา คราวนี้มิได้มองของ หากมองคนถือของนั้นเสียมากกว่า แล้วค่อยเหลือบไปทางอวี้เซียวเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนกลับมาจุดเดิม
“ตามข้ามา”
เขาไม่ถามเพิ่ม
ไม่แสดงความประหลาดใจออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย
เพียงหันหลัง แล้วเดินนำเข้าไปทางประตูเล็กด้านหลังโต๊ะไม้
ลั่วจวินกับอวี้เซียวมองหน้ากันเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนก้าวตามเข้าไป
ห้องด้านหลังเงียบกว่าด้านนอกทันทีที่พ้นประตู
กลิ่นโลหะยังมีอยู่ หากจางลงกว่าหน้าร้าน ม้านั่งไม้เก่าสองตัววางชิดผนัง กาน้ำชาตั้งอยู่บนเตาเล็กตรงมุม โต๊ะไม้กลางห้องสะอาดเกินห้องเก็บของทั่วไป ราวกับเ้าของห้องนี้ใช้มันทั้งสำหรับรองแขกอยู่เป็ครั้งคราว
ชายผู้นั้นไม่ได้นั่ง
เขาเพียงชี้ให้คนทั้งสองนั่งลง ก่อนยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับจะใช้ความเงียบชั่งน้ำหนักคนตรงหน้าอีกชั้น
จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“ข้า เจิ้งหาว”
เขาไม่ได้พูดว่าตนเป็เ้าของร้านหรือช่างตีดาบ เพียงบอกชื่อออกมาตรง ๆ เท่านั้น หากน้ำหนักในน้ำเสียงกลับพอให้รู้ว่า ชื่อสองพยางค์นี้ย่อมเพียงพอแล้วสำหรับสถานที่แห่งนี้
สายตาของเขาเลื่อนไปยังคนทั้งสอง
ลั่วจวินจึงเป็ฝ่ายเอ่ยก่อน
“ข้าลั่วจวิน”
อวี้เซียวกล่าวต่ออย่างสั้นกระชับไม่ต่างกัน
“ข้าอวี้เซียว”
เจิ้งหาวพยักหน้าเพียงน้อย คล้ายรับชื่อทั้งสองไว้ในใจแล้ว โดยไม่ถามพื้นเพ ไม่ถามที่มา จากนั้นเขาจึงหันไปเปิดตู้ไม้ใบหนึ่งที่ตั้งชิดผนัง ก่อนหยิบกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดเล็กออกมา วางลงบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน
เมื่อเปิดกล่องนั้นออก สิ่งที่อยู่ภายในก็ปรากฏแก่สายตา
เป็แผ่นสามเหลี่ยมขนาดราวฝ่ามือ ผิวโลหะสีเทาด้าน ขอบทั้งสามด้านเก็บไว้คมกริบจนดูไม่เหมือนของที่ช่างตีเหล็กทั่วไปจะทำขึ้นได้ตามใจชอบ ใต้แสงที่ลอดหน้าต่างเข้ามา บนผิวของมันมีแนวรอยละเอียดวิ่งซ้อนกันอยู่หลายชั้น บางเส้นจมลึก บางเส้นวิ่งเข้าหาศูนย์กลาง คล้ายอักขระและกลไกบางอย่างถูกฝังกลืนไว้ภายในอย่างแแ่ มิใช่ของที่เพียงมองผ่านแล้วจะเข้าใจได้ในคราเดียว
เขาเลื่อนกล่องนั้นมาตรงหน้าลั่วจวิน
“ผู้าุโหยวนฝากไว้ให้”
ลั่วจวินทอดตามองของในกล่องอยู่ครู่หนึ่ง
อวี้เซียวมองอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเป็ครั้งแรกั้แ่เข้ามาในห้อง
“สิ่งนี้คืออะไร”
เจิ้งหาวไม่ได้ตอบเขาทันที
สายตาของชายผู้นั้นยังคงจับอยู่ที่ลั่วจวิน ราวกับคำถามนี้ ต่อให้มาจากปากอวี้เซียว คำตอบก็ยังควรมอบให้เ้าของของตรงหน้าเป็หลัก
“ตรีสาร”
เขากล่าวเพียงสองพยางค์
ห้องเล็กเงียบลงอีกชั้นหนึ่ง
คำเรียกนั้นสั้นนัก หากน้ำหนักที่กดอยู่ในเสียงกลับทำให้คนฟังรู้ได้ทันทีว่า ของในกล่องมิใช่เพียงเครื่องมือหรือของฝากธรรมดา
อวี้เซียวไม่ได้ถามซ้ำ
เขาเพียงมองแผ่นสามเหลี่ยมนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สายตาไล่ตามรอยละเอียดใต้ผิวอย่างคนที่จำแนกของประณีตได้บ้าง แต่ยังไม่รู้ว่ามันถูกสร้างมาเพื่อสิ่งใด
ลั่วจวินเองก็ยังไม่แตะมันในทันที
เพราะยิ่งมอง เขายิ่งรู้สึกว่าของชิ้นนี้ไม่ควรถูกหยิบขึ้นมาอย่างลวก ๆ
เจิ้งหาวจึงกล่าวต่อ
“ข้าทำได้เพียงส่งของ”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ใช้ทำสิ่งใด”
เจิ้งหาวมองเขากลับนิ่ง ๆ
“หากผู้าุโหยวนไม่ได้บอกเ้าไว้” เขากล่าว “นั่นแปลว่าเขา้าให้เ้าหาคำตอบเอง”
คำตอบนั้นแทบไม่ต่างจากไม่ตอบ แต่ลั่วจวินกลับเข้าใจน้ำหนักของมันดี
หยวนเหลาโถวเป็คนเช่นนั้นมาแต่ไหนแต่ไร สิ่งใดที่้าให้เขารู้ตรง ๆ ก็จะพูดตรง ๆ สิ่งใดที่ไม่พูด ต่อให้ถามต่ออีกสิบคำ คำตอบที่ได้ก็คงไม่ต่างจากเดิมมากนัก
อวี้เซียวเหลือบมองลั่วจวินแวบหนึ่ง
เขายังไม่รู้ว่าลั่วจวินกำลังตามหาสิ่งใดกันแน่ รู้เพียงคำหนึ่งที่พาเขามาถึงร้านตีดาบแห่งนี้ และรู้ว่าตรีสารในกล่องนั้นน่าจะเป็คำตอบชั้นหนึ่งของคำที่อีกฝ่ายแบกมาั้แ่ออกจากเว่ยกู่
แต่เขาไม่ได้ถาม
บางเื่ หากเ้าของยังไม่เอ่ยออกมาเอง คนที่เพิ่งร่วมทางกันไม่นานย่อมไม่ควรก้าวล้ำเกินเส้น
ลั่วจวินทอดตามองตรีสารในกล่องอยู่เงียบ ๆ ความคิดหลายอย่างเคลื่อนผ่านไปในใจอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่เลือกหยิบสิ่งใดขึ้นมาถามก่อนเวลา
ในที่สุด เขาจึงพยักหน้าเพียงน้อย
เขาไม่ได้ถามว่าหยวนชิงฝากของนี้ไว้ที่นี่ั้แ่เมื่อใด
ไม่ได้ถามว่าเจิ้งหาวรู้จักหยวนชิงได้อย่างไร
และไม่ได้ถามว่าเหตุใดร้านตีดาบแห่งนี้จึงกลายเป็จุดรับของชิ้นสำคัญเช่นนี้ได้
เพราะเขารู้ดีว่า หากอีกฝ่ายพร้อมตอบ คำเ่าั้คงถูกพูดออกมาแล้วั้แ่แรก
แต่เมื่อความเงียบทอดอยู่เพียงอึดใจหนึ่ง เขากลับเอ่ยขึ้นอีกคำถาม
“หยวนเหลาโถวสบายดีหรือไม่”
คำถามนั้นสั้นนัก
เจิ้งหาวนิ่งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำว่าหยวนเหลาโถวจากปากของลั่วจวิน
“เ้าเรียกผู้าุโหยวนว่าอะไรนะ”
“หยวนเหลาโถว” ลั่วจวินทวนประโยคที่เพิ่งพูดไปอีกรอบ
จากนั้นมุมปากของเขาจึงขยับขึ้นเพียงน้อย คล้ายจะยิ้มก็ไม่ใช่ จะหัวเราะก็ไม่เชิง
“คนอย่างเขา” เจิ้งหาวว่า “ยังไม่ถึงคราวให้ผู้อื่นต้องเป็ห่วงหรอก”
ลั่วจวินฟังแล้วก็ไม่ถามต่อ
เพียงแต่ปลายนิ้วที่แตะขอบตรีสารอยู่เมื่อครู่ คลายลงเล็กน้อยอย่างที่แทบสังเกตไม่เห็น
เมื่อเห็นเขารับของไว้โดยไม่ถามเพิ่ม เจิ้งหาวก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อทันที
กลับกัน เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สายตายังคงจับอยู่ที่ใบหน้าลั่วจวิน ราวกับผ่านของในมือไปแล้ว สิ่งที่เขากำลังมองอยู่คืออย่างอื่น
ลั่วจวินรู้สึกได้ชัด
ไม่ใช่สายตาระแวง
ไม่ใช่สายตาประเมินฝีมือ
เขาจึงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“ท่านมองข้าแปลก ๆ มีอะไรรึ”
เจิ้งหาวนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง เหมือนเพิ่งดึงความคิดกลับมาจากที่ไกล
จากนั้นจึงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอครั้งหนึ่ง แต่ในเสียงนั้นไม่มีความขบขันอยู่จริงนัก
“แค่...” เขาหยุดเล็กน้อย ดวงตายังคงจับอยู่ที่ลั่วจวิน “แววตาเ้าเหมือนนางเสียจริง”
ลั่วจวินนิ่งลง อยากจะถามต่อ แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป
เพราะเพียงฟังก็รู้ว่า ต่อให้ถามในตอนนี้ คนตรงหน้าก็คงไม่บอกอะไรมากกว่านี้ง่าย ๆ
แต่อวี้เซียวกลับเอ่ยแทน
“เหมือนใคร”
เจิ้งหาวหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้เหมือนเป็การปัดถ้อยคำให้พ้นตัวมากกว่าเดิม
“เหมือนศิษย์น้องหญิงข้าน่ะ”
พูดจบ เขาก็ผละสายตาออกไปทางตู้ไม้ทันที ราวกับเื่นั้นสิ้นสุดแล้ว ไม่เปิดชื่อ ไม่เปิดความหลัง และไม่เปิดว่านางในคำพูดเมื่อครู่ ยังอยู่หรือไม่อยู่แล้ว
ห้องเล็กจึงเงียบลงอีกครา
เหลือเพียงกลิ่นเหล็กจาง ๆ กับตรีสารในมือลั่วจวินที่ยังเย็นนิ่งอยู่เช่นเดิม
ส่วนอวี้เซียว เมื่อเห็นว่าคำถามเมื่อครู่ชนถึงกำแพงแล้ว ก็ไม่ขยับไปแตะมันอีก
เจิ้งหาวจึงหันหลังให้พวกเขา เดินไปทางประตูอีกบานที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
“พวกเ้าตามข้ามา”
คราวนี้น้ำเสียงของเขาสั้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย คล้ายธุระสำคัญเสร็จไปแล้วส่วนหนึ่ง สิ่งที่เหลืออยู่เป็เพียงสิ่งที่ควรทำต่อให้ครบเท่านั้น
ลั่วจวินลุกขึ้นก่อน เก็บตรีสารเข้ากับแขนเสื้ออย่างระวัง อวี้เซียวจึงลุกตามไปโดยไม่เอ่ยอะไร
เมื่อพ้นประตูอีกบานเข้าไป ด้านหลังนั้นเป็โรงตีดาบขนาดไม่ใหญ่ แต่ทุกอย่างอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
เตาหลอมยังติดไฟอยู่ แสงแดงจากก้นเตาสะท้อนขึ้นมาบนผนังไม้เก่าจนดูเหมือนห้องทั้งห้องมีเงาไฟบาง ๆ เคลือบอยู่ รางน้ำหล่อเย็นตั้งชิดด้านหนึ่ง ผิวโลหะหลายชิ้นวางพักอยู่บนโต๊ะเหล็กใกล้เตา กลิ่นควัน ถ่าน และเหล็กร้อนเกาะแน่นอยู่ในอากาศจนคล้ายแทรกเข้าไปในลมหายใจได้
ลูกมือสองคนกำลังทำงานอยู่มุมใน
พอเห็นเ้าของร้านเดินออกมา คนหนึ่งก็เงยหน้าจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นว่ามีคนแปลกหน้าตามมาด้วย จึงเพียงก้มศีรษะให้เบา ๆ
“เถ้าแก่เจิ้ง” มันเอ่ยขึ้นอย่างระวัง “เหล็กชุดนี้...”
“ค่อยว่ากัน”
เจิ้งหาวตอบสั้น ๆ โดยไม่หันไปมองเต็มตา
เขาเดินตรงไปยังชั้นวางอาวุธด้านในสุด ไม่ได้รีบร้อน แต่ก็ไม่มีจังหวะใดที่ดูเหมือนกำลังเลือกอย่างลังเล ระหว่างทางเขาเหลือบมองอวี้เซียวเพียงครั้งเดียว
หรือจะพูดให้ถูก คือเหลือบไปมองคันธนูของอีกฝ่าย
สายตานั้นหยุดอยู่ที่รอยโค้งของคันธนูนานกว่าเสี้ยวอึดใจ เลื่อนไปตามแนวคันและส่วนปลายทั้งสอง ก่อนจะผละออก
แต่พอให้คนที่ถูกมองรู้ตัวได้
อวี้เซียวนิ่งลงเล็กน้อย หากไม่ได้ขยับจับอาวุธของตนแน่นขึ้นหรือแสดงท่าระแวงออกมา เขาเพียงตามมองอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น
เจิ้งหาวยกมือเปิดกล่องไม้ยาวใบหนึ่งที่วางอยู่บนชั้น แล้วหยิบของชิ้นหนึ่งออกมา
เป็ลูกธนู
แต่เพียงเห็นแวบแรก ลั่วจวินก็รู้ว่ามันไม่ใช่ลูกธนูที่ทำขึ้นสำหรับใช้ทั่วไป
ก้านธนูสีดำเข้มกว่าไม้ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด ผิวเรียบแน่นจนแทบไม่เห็นลายเสี้ยน ปลายโลหะสีเทาดำไม่สะท้อนแสงมากนัก ทว่าคมของมันกลับให้ความรู้สึกนิ่งและหนักกว่าลูกธนูร้านทั่ว ๆ ไป ส่วนขนนกท้ายดอกก็ถูกเก็บไว้เป็ระเบียบกริบเกินกว่าจะเป็ของที่ทำขึ้นลวก ๆ
เจิ้งหาวถือมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางลงบนโต๊ะไม้ข้างเตา
“เ้าของเดิมของธนูคันนั้น” เขาว่า พลางมองไปทางอวี้เซียว “เคยสั่งทำลูกธนูดอกนี้ไว้เมื่อนานมาแล้ว แต่ดูเหมือนเ้านั่นจะไม่มีโอกาสมารับมันด้วยตัวเอง”
อวี้เซียวมองลูกธนูบนโต๊ะ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองเจิ้งหาว
คำว่า เ้าของเดิม ทำให้แววตาของเขานิ่งลงกว่าก่อนเล็กน้อย
ั้แ่จำความได้ ธนูคันนี้ก็อยู่ในมือเขาแล้ว วันแรกที่เริ่มฝึกยิง ธนูคันนี้ก็ถูกส่งมาให้ใช้ ไม่มีผู้ใดเคยบอกว่าก่อนหน้านั้นมันเป็ของผู้ใด และเขาเองก็ไม่เคยถาม เพราะในตระกูลหาน ของหลายอย่างมักถูกส่งต่อมาโดยไม่มีคำอธิบายมากไปกว่าคำว่า ใช้ให้ดี
แต่คนตรงหน้ากลับพูดราวกับรู้ว่าเดิมทีมันควรอยู่ในมือใคร
อวี้เซียวมองลูกธนูบนโต๊ะ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองเจิ้งหาว
“ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ ว่าเ้าของเดิมเป็ใคร”
“หากเ้าแซ่หาน และยังไม่รู้ว่าเ้าของเดิมของมันคือใคร” เจิ้งหาวพูดพร้อมกับสบตาอวี้เซียวเพื่อหาคำตอบว่าคนตรงหน้าเขาแซ่หานหรือไม่
“ข้าคิดว่า ข้าไม่ควรพูดชื่อของเขาในเวลานี้”
อวี้เซียวพยักหน้ารับ
เจิ้งหาวจึงกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย ราวกับพูดถึงเื่ธรรมดาที่ไม่จำเป็ต้องอธิบายมาก
“วิธีใช้ถามลั่วจวินเอา”
คราวนี้อวี้เซียวหันมามองลั่วจวินทันที
ลั่วจวินเองก็นิ่งไปเช่นกัน เขามองลูกธนูบนโต๊ะ แล้วมองเจิ้งหาวอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะระแวง หากเพราะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดคนตรงหน้าจึงกล่าวราวกับเขาควรรู้วิธีใช้ของสิ่งนี้อยู่ก่อนแล้ว
แต่เจิ้งหาวกลับไม่คิดจะอธิบายเพิ่ม
“เก็บไว้ให้ดี”
อวี้เซียวนิ่งอยู่เสี้ยวหนึ่ง ก่อนยื่นมือหยิบมันขึ้นมา
ทันทีที่ลูกธนูแตะมือ เขาก็รู้สึกได้ว่าน้ำหนักของมันต่างจากที่ตาเห็น ก้านแน่นกว่าไม้ทั่วไปอย่างชัดเจน ส่วนปลายโลหะก็เย็นนิ่งผิดกับของที่เพิ่งวางอยู่ใกล้เตาร้อน
เขาไม่ได้ลองประกบเข้ากับคันธนูในทันที เพียงเก็บมันไว้ข้างตัวอย่างระวัง
เจิ้งหาวจึงหันหลังกลับไปทางโต๊ะเหล็ก เหมือนธุระทุกอย่างในสายตาเขาจบแล้ว
“ของก็ได้แล้ว” เขาว่า “มีอะไรจะถามอีกหรือไม่”
น้ำเสียงนั้นฟังคล้ายไล่
แต่ก็ไม่ใช่การไล่แบบไม่ไว้หน้า หากเป็การบอกตรง ๆ ว่า สิ่งที่เขาจะให้ได้ในวันนี้ให้ไปหมดแล้วจริง ๆ
ลั่วจวินมองแผ่นหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ในใจยังมีหลายอย่างค้างอยู่
ทั้งตรีสาร
ทั้งศิษย์น้องหญิงที่ถูกพูดทิ้งไว้ครึ่งเดียว
ทั้งลูกธนูซึ่งเจิ้งหาวกลับบอกให้ไปถามเขาเอา
แต่สุดท้าย เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเพิ่ม
อวี้เซียวเองก็เช่นกัน
ทั้งสองเพียงคำนับลาอย่างเรียบง่าย แล้วหันออกจากโรงตีดาบ
เมื่อพ้นประตูกลับออกมาด้านนอก แสงแดดของยามสายก็ตกลงบนตัวอีกครั้ง กลิ่นเหล็กยังติดอยู่กับชายเสื้อไม่จางทันที ขณะที่เสียงของย่านตีเหล็กไหลกลับเข้ามาเหมือนเดิม ราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นด้านในเป็เพียง่สั้น ๆ ที่ถูกตัดออกจากจังหวะปกติของเมืองเท่านั้น
ทั้งสองเดินออกจากตรอกรองมาช้า ๆ
อวี้เซียวยังเงียบ
ลั่วจวินก็ไม่ได้พูดอะไร
เดินไปได้พักหนึ่ง อวี้เซียวจึงเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง
“เ้ารู้วิธีใช้จริงหรือ”
ลั่วจวินตอบตามตรง
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร”
อวี้เซียวเงียบไปครู่หนึ่ง
“เช่นนั้น” เขาว่า “ข้าคงต้องเก็บไว้ก่อน”
ลั่วจวินพยักหน้า
“ก็คงต้องเป็เช่นนั้น”
บทสนทนานั้นสั้นนัก
แต่ก็มากพอแล้วสำหรับคนทั้งคู่
เพราะสิ่งที่เพิ่งได้มาในวันนี้ ล้วนเป็ของที่มาก่อนคำอธิบายทั้งสิ้น และคนอย่างพวกเขาก็ไม่ใช่คนที่จะเสียเวลาเดาว่าความจริงคืออะไรด้วยคำพูดลอย ๆ เมื่อยังจับของจริงอยู่ในมือ
ลั่วจวินแตะผ่านแขนเสื้อเบา ๆ รับรู้ถึงน้ำหนักของตรีสารที่ซ่อนอยู่ด้านใน
ข้างตัวเขา อวี้เซียวเองก็เก็บลูกธนูไว้แนบกับสัมภาระโดยยังไม่คิดหยิบขึ้นมาดูอีก
แสงแดดเหนือเป่ยหลัวในยามนั้นสว่างชัด
ผู้คนยังแน่น
เมืองยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด
แต่ลั่วจวินรู้ดีว่า ั้แ่วินาทีที่คำว่า ราคาสามชั่งเจ็ดตำลึง ถูกตอบกลับออกไป ทั้งตรีสารในแขนเสื้อและลูกธนูข้างตัวอวี้เซียว ต่างไม่ใช่ของที่ได้มาโดยไร้เหตุผลอีกแล้ว
และเส้นทางข้างหน้าของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป