ตอนที่ 1: เสียงเพรียกแห่งสายลม
เสียงลมพัดลอดผืนไม้ไผ่แห้งกรังดังระงมคล้ายเสียงเพรียกจาก์ กอไผ่หน้าหมู่บ้านชิงสุ่ยเอนไหวตามแรงลมเย็นของฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านราวกับกำลังเล่าเื่ของแผ่นดินก่อนเกิดตำนาน
“เฟิงิ! อย่าเพิ่งวิ่งไปไกลนัก!” เสียงของสตรีวัยกลางคนะโไล่หลังเด็กชายร่างเล็กที่วิ่งหอบหายใจไปตามคันนา
“แม่~ ข้าแค่ไปดูพวกนกนั่นเอง!” เฟิงิตอบพลางยกมือป้องแสงแดด ตาจ้องไปยังกลุ่มนกกระเรียนที่บินผ่านูเาทางทิศตะวันออก
เด็กชายวัยสิบขวบ ผิวกร้านแดดจากการช่วยพ่อแม่ทำงานไร่ ท่าทางกระฉับกระเฉงแม้เสื้อผ้าจะเก่า แต่ดวงตากลับเปล่งประกายของความอยากรู้อยากเห็นและความมุ่งมั่นที่ยังไม่ถูกโลกอันโหดร้ายทำลาย
หมู่บ้านชิงสุ่ยนั้นเงียบสงบมาตลอดหลายสิบปี นับั้แ่าระหว่างแคว้นใหญ่สงบลง มีเพียงการค้าขายและข่าวคราวจากกองคาราวานเท่านั้นที่บอกให้รู้ว่าโลกภายนอกยังวุ่นวายไม่สิ้นสุด
เฟิงิเติบโตมาโดยได้ฟังเื่ราววีรกรรมของแม่ทัพซ่งเจี้ยนแห่งหลันชิงจนขึ้นใจ ทุกคืนก่อนนอน เขาจะจินตนาการว่าตนเองเป็ผู้บัญชาการกองทัพ นำธงสีน้ำเงินขาวโบกสะบัดไปกลางสนามรบ
แต่ชีวิตของเด็กชาวนานั้นไม่มีที่ให้จินตนาการกลายเป็จริง
หรืออย่างน้อย…นั่นคือสิ่งที่เขาเชื่อ
⸻
เช้าวันหนึ่ง กลุ่มควันดำลอยขึ้นเหนือแนวเขาทางทิศใต้ กลุ่มเกวียนค้าถูกสังหาร คนาเ็หนีตายมาถึงหมู่บ้านพร้อมคำพูดเพียงว่า
“ทัพแคว้นเหยียนหง…กำลังมา!”
แคว้นเหยียนหงมีชื่อเสียงในด้านความโเี้ ไร้เมตตา แม้แต่พ่อค้าไร้อาวุธยังไม่เว้น หัวหน้าหมู่บ้านรีบสั่งให้ทุกคนเตรียมเสบียงหลบเข้าป่า ทว่าทุกอย่างสายไปแล้ว
ก่อนพระอาทิตย์ตก กองทัพในเกราะแดงสดและธงเปลวเพลิงก็ปรากฏขึ้นเหนือทุ่งนาชิงสุ่ย
เฟิงิถูกฉุดกระชากจากอ้อมอกแม่ เสียงร้องของพี่สาวถูกกลบด้วยเสียงโห่ร้องของทหารศัตรู บ้านถูกเผา ชีวิตอันสงบเงียบถูกกรีดออกกลางลำแสงแห่งเพลิง
“อย่าทำร้ายพวกเขา! ข้าจะไปกับพวกท่าน!” เด็กชายะโเสียงสั่น ดวงตาที่เคยใสบริสุทธิ์เต็มไปด้วยหยาดน้ำและเปลวเพลิง
เขาไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นจะเปลี่ยนชะตาชีวิตไปตลอดกาล
⸻
แสงแดดของแคว้นเหยียนหงดูหม่นกว่าสีของเปลวไฟในค่ายเชลย
เด็ก ๆ หลายคนถูกจับแยกออกไปยังหน่วยฝึกทาสหรือแปลงเก็บของ บางคนหายไปและไม่กลับมาอีกเลย เฟิงิอดทน กัดฟัน รับงานสารพัดในค่าย ทั้งแบกน้ำ ตัดฟืน ล้างอาวุธ จนได้รับฉายาจากผู้คุมว่า “ไอ้ลูกโค่วัวดื้อ”
แต่ในความทรหดนั้น เขาสังเกต…ฟัง…จำ
“ทหารที่ดีไม่ได้ใช้แรงเพียงอย่างเดียว ต้องรู้จักใช้หัว” เสียงแก่ ๆ จากชายเฒ่าคนหนึ่งในค่ายดังขึ้น
ชายผู้นั้นชื่อ “อู๋ซาน” อดีตครูฝึกทหารแห่งแคว้นจิ่วเฮิงที่ถูกจับได้เมื่อหลายปีก่อน ร่างกายเขาทรุดโทรมแต่สายตายังเฉียบคม
เฟิงิเริ่มทำงานใกล้ๆ ชายชราเพื่อขอเรียนรู้
เขาได้รู้เื่กองทัพ เหตุใดจึงแพ้ กลยุทธ์ที่ผิดพลาด วิธีอ่านสนามรบจากสภาพภูมิประเทศ แม้แต่วิธีซ่อนมีดไว้ในแขนเสื้อโดยไม่ถูกตรวจ
อู๋ซานไม่เคยสอนเขาโดยตรง
แต่เฟิงิเรียนรู้จากทุกประโยคที่ชายชราบ่นพึมพำ
⸻
คืนหนึ่ง ขณะกำลังส่งน้ำในค่าย เฟิงิพบชายแปลกหน้า ถูกมัดไว้กับเสาในมุมมืด เขาาเ็สาหัสแต่ยังลืมตา
“เด็กน้อย…เ้าคือคนจากหลันชิงรึ”
เสียงทุ้มเย็นเอ่ยถามอย่างมั่นใจเกินกว่าจะเป็นักโทษธรรมดา
ชายผู้นั้นชื่อว่า “หานเจี้ยว”
อดีตนายทัพฝ่ายเสนาธิการของแคว้นซางหยินที่หายตัวไปในการศึกเมื่อสามปีก่อน
เขาไม่ได้ถูกจับมาโดยบังเอิญ — เขาจงใจแทรกซึมเข้ามาเพื่อหาข้อมูลภายในค่ายของเหยียนหง
“เ้าจะหนีหรือ?” เฟิงิถาม
“ใช่…และข้า้าคนหนึ่งที่กล้าพอจะเดินทางผ่านนรกกับข้า” ชายผู้นั้นตอบ ดวงตานั้นไม่ต่างจากเปลวเพลิงที่เผาหมู่บ้านเขาในวันนั้น
เฟิงิไม่ลังเล
นั่นคือคืนที่พวกเขาหนีออกจากค่าย
ใต้สายฝนโปรยปรายและเงาของนักล่าที่ตามติด
⸻
สามวันต่อมา
ริมลำธารในป่าเทือกเขาตะวันตกของแคว้นเหยียนหง ชายหนุ่มหนึ่งล้มลงจากาแ
เฟิงิซ่อนร่างเขาไว้ใต้พงไม้
ใช้ความรู้จากชีวิตชาวนาในการต้มสมุนไพร
แผลของหานเจี้ยวไม่ถึงตาย แต่เส้นทางกลับแคว้นหลันชิงยังอีกยาวไกล
“เ้าเด็กน้อย…” ชายผู้นั้นพึมพำ
“หากเ้าไม่ตายเสียก่อน…ข้าคิดว่าโลกนี้จะต้องจดจำชื่อของเ้า”
⸻
กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะสายลมเย็นเฉือนใบหน้า
เฟิงิยืนมองดวงจันทร์เหนือยอดไม้สูง
มือกำด้ามมีดไม้สั้นแน่น ดวงตาที่เคยหวาดกลัวบัดนี้สงบนิ่ง
เสียงเพรียกของสายลม ไม่ใช่เสียงของความหวาดกลัวอีกต่อไป
แต่มันคือเสียงเรียกของโชคชะตา
เสียงของแผ่นดินที่กำลังรอวีรบุรุษคนใหม่ให้ถือกำเนิด