ตอน 10
คริสต์มาส
(ส่วนตอนต้น)
ฟ้าสางวันใหม่ วันที่เรียกว่า 'คริสต์มาส' อย่างแท้จริง
คนคริสต์คงตื่นเช้าแล้วไปรวมตัวกันที่โบสถ์ รับคำสอนและสดุดีต่อพระผู้เป็เ้าเนื่องในวันเกิด แต่สำหรับลอริสผู้ลี้ภัย คริสต์มาสนี้คงเป็เพียงความว่างเปล่า
ไม่รู้ว่าัันี้มาจากไหน สติยังล่องลอยคล้ายสะลึมสะลือ พอจับรู้สึกให้แน่ชัดกลับเริ่มมั่นใจ
สุรีย์รัตน์ตื่นลืมตา เมื่อรู้ว่ามีมือนุ่มไล้ผมแ่เบา...
มือของลอริส...
“ซดราสท์ วุย ถิ” เสียงแ่อันอ่อนโยนขับขาน พี่เลี้ยงพลันหัวใจพองฟู
นอนตะแคงห่มผ้าหันหน้าหากัน สบตามองกันพลันตื่นเต้น
“ลอริส... กู๊ด มอร์นิง...” สาววัยสิบแปดไม่อาจพูดรัสเซียได้ชัด หรือคงพูดไม่ถนัดเพราะไม่ได้เรียน ได้แต่ใช้ภาษาอังกฤษง่าย ๆ แต่ก็ไม่ลืมคำหนึ่งที่แสนวิเศษ
“เมอร์รี คริสต์มาส ลอริส...” สุรีย์รัตน์รำพันละมุนหวาน ไล้ผมสีน้ำตาลดกหนาและนุ่มนิ่ม ผมสลวยที่อยากเลี้ยงไว้ยาวให้เหมือนราพันเซล อยากดูแลอย่างที่ลอริสใฝ่ฝัน
พวงแก้มสาวฝรั่งช่างผ่องนวล นุ่มนิ่มเพียงใดอยากััเหลือเกิน แต่แล้วไม่ได้เอื้อมมือเพื่อขอพิสูจน์ กลับเลือกวิธีที่หวานละเมียดกว่า
ไม่รู้ความคิดนี้มาจากไหน พี่เลี้ยงที่บ๊อง ๆ ในบางครั้งกลับจุมพิตลงบนแก้มนวลเนียนของลอริส
“ขอจุ๊บแก้มหน่อยนะ น่ารักจัง...” สุรีย์รัตน์รำพึงรำพันแ่เอื่อย
ลอริสแก้มแดงหน้าแดงทันที แต่ไร้แย้มไร้ยิ้มเช่นเดิม ดูก็รู้ว่าคงรู้สึกเขินอยู่บ้าง แววตายังซื่อ ๆ น่าเอ็นดูไม่เคยเปลี่ยนเลย
ไม่รู้ว่าเมื่อกี้นี้ล่วงเกินไหม แต่เพราะอดใจไม่ไหวเสียแล้ว อยากจุ๊บแก้มอีกครั้งแต่ก็เกรงใจ จึงยื่นมือนุ่มไล้ศีรษะและสางผมน้ำตาลไปมาแทน
ฝ่ายมอบจุ๊บยังหน้าแดงแก้มแดงไม่คลาย เขินก็เขินแต่อยากทำเช่นนี้นานแล้ว ไม่เคยจุ๊บให้ใครแม้แต่กับเพื่อนหญิงด้วยกัน
“ฉันไม่เคยมีน้องสาวเลย...” พี่เลี้ยงหยีตาพริ้มหวาน ๆ เลื่อนลอย
“สปาซิบะ...” เสียงแ่หวานตอบรับจนพี่เลี้ยงไหวสะดุ้ง ไม่คิดไม่ฝันหลังจูบแก้มให้กลับได้คำขอบคุณ พลันปลาบปลื้มล้นปรี่ต้อนรับวันใหม่ วันคริสต์มาสแท้จริง
ซาบซึ้งจนแทบกลั้นน้ำตาไม่ได้ โชคดีที่เข้มแข็งพอ
สองสาวไทยฝรั่งเริ่มผลัดกันอาบน้ำต้อนรับอรุณสดใส เริ่มจากพี่เลี้ยงให้ลอริสทำธุระส่วนตัวจนจบก่อน
ระหว่างรอตุ๊กตารัสเซียยังอยู่ในห้องน้ำ สุรีย์รัตน์เปิดประตูห้องเพื่อให้อากาศถ่ายเท พักเครื่องปรับอากาศที่เปิดตลอดคืน
ประตูเปิดแล้วไปชนกับสิ่งของบางอย่าง เสียงคล้ายกล่องเลื่อนไปตามพื้น พอรู้ว่าผิดสังเกตจึงก้มมองดู พลันพบกล่องกระดาษสีขาวและซองกระดาษในห่อพลาสติกใสวางทับ มีกระดาษโน้ตสีเหลืองแปะอยู่ ข้อความเขียนหมึกน้ำเงินหลายบรรทัด
สุรีย์รัตน์แกะแผ่นโน้ตออกจากพลาสติกใสที่หุ้มซองกระดาษ อุทานใยกใหญ่ “แผ่นเสียง... แผ่นเสียงจริง ๆ ด้วย... 'นูโว ออกซิเจน'”
ไม่ชักช้าจึงเริ่มอ่านข้อความบนกระดาษโน้ต
'สุขสันต์วันคริสต์มาสนะ พอดีซานตาคลอสไม่มีเวลาห่อของขวัญให้เลย ก็ให้มาแบบนี้เลยแล้วกัน หวังว่าคงชอบนะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ นะ รักลูกเสมอ ซานต้า'
ลูกสาวผลิยิ้มขำ ๆ รำพันหวาน ๆ “ที่แท้พ่อก็เป็ซานตาคลอสนี่เอง ขอบคุณมาก... โอย...”
หยิบกล่องกระดาษที่ซองแผ่นเสียงวางทับ เปิดออกจึงพบถุงใสห่อเสื้อผ้าแยกกันอยู่สี่ชุด
“โอ๊ย... ชุดนอนลายทางของหนู... โอย... ไซซ์เอกซ์เอกซ์แอล” สาววัยสิบแปดยิ้มแก้มปริหน้าบาน ยกชุดโปรดขึ้นมาแนบแก้มไซ้ไปไซ้มา “พ่อน่ารักที่สุดเลย...”
คนรับของขวัญดีใจแทบลิงโลด ยกทั้งกล่องทั้งซองแผ่นเสียงใหม่เข้าไปวางบนเตียง นึกในใจถ้าใครมาเห็นแบบนี้ นั่งพริ้มเพราอยู่คนเดียวคงเหมือนยัยบ๊องแน่ ๆ
คนดีใจให้หาว่าเป็คนบ๊อง ๆ บ้า ๆ ก็ยอม มีคนให้ของขวัญต้องให้คนอื่นอิจฉาไว้ก่อน ไม่สนภาพลักษณ์ตนเองในสายตาใคร ขอแค่คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเข้าใจก็เป็ปลื้มแล้ว
ลอริสออกจากห้องน้ำก็ช่วยเช็ดผมหมาดให้ ช่วยหวีผมยาวสลวยจรดเอวจนเพลิดเพลิน
หลังจากสวมเดรสขาวคลุมเท้าพรางเสื้อกางเกงขาว นึกอยากช่วยติดกิ๊บโบให้เหมือนเคย แต่มองหาทั่วกลับไม่เห็นสักอัน คิดว่าลอริสคงถอดวางใกล้รูปถ่ายครอบครัวทั้งหมด จึงชวนพาลงไปนั่งเล่นพักผ่อนชั้นล่าง
พี่เลี้ยงประคองตุ๊กตารัสเซียลงบันได มืออีกข้างถือซองใส่แผ่นเสียงใหม่ที่ยังไม่ได้แกะ พอเห็นห้องนั่งเล่นเปิดไฟกะพริบวิบวับก็ยิ่งเบิกบานใจ
“ไฟคริสต์มาสสวยจังเลย...” สุรีย์รัตน์ปลาบปลื้มที่สุด ชอบเทศกาลและบรรยากาศแบบนี้เสียจริง ถ้ามีเปิดเพลงคริสต์มาสด้วยก็ยิ่งดีใหญ่
เช่นเดียวกับวันก่อน ๆ พี่เลี้ยงประคองร่างสาวรัสเซียนุ่มนิ่มนั่งบนเก้าอี้นวม ฉากสวย ๆ รอบข้างก็ช่างโรแมนติก พอมีสาวสวยนั่งเรียบร้อยก็ยิ่งน่ากอดน่าทะนุถนอม มองทีไรก็นึกว่าเป็ตุ๊กตาทุกครั้ง
ลอริสกอดกระต่ายขาวที่อุ้มมาั้แ่บนห้องนอน ตุ๊กตารัสเซียกอดตุ๊กตาฝรั่งเศสช่างน่ารักน่าเอ็นดูเป็ที่สุด
สุรีย์รัตน์เหม่อมองด้านนอกเพื่อค้นหา ไม่รู้ว่าพ่อหายไปไหน แต่เห็นไฟหลากสีกะพริบทั่วห้องก็คงไม่ได้ออกนอกบ้าน รถสีขาวคุ้นตาก็ยังจอดอยู่ที่เดิม
ได้ยินเสียงน้ำไหลจากที่ไกล ๆ นึกขึ้นได้ตรงนั้นมีสวนหย่อมที่เคยถ่ายรูปให้ลอริส พ่อคงรดน้ำต้นไม้อยู่แน่เลย
เสียงน้ำหยุดไหล เสียงเท้าเดินกลับมาใกล้เรือนพำนัก ไม่ได้มองว่าจะกลับเข้าห้องเมื่อใด ได้แต่สบมองแววตาอ่อนโยนของลอริสไม่รู้เบื่อ
“ตาสวยจังเลย... เลิฟลี่...” สุรีย์รัตน์แก้มแดงหน้าบาน ประคองมือนุ่มของตุ๊กตารัสเซียที่วางแนบตัก ตุ๊กตากระต่ายปุกปุยก็ยังวางบนตักเช่นกัน
คนเยือนเลื่อนเปิดประตูกระจก สุรีย์รัตน์หันไปมองจนพบคนคุ้นตา คนที่นำของขวัญมามอบให้ถึงหน้าห้องนอน
แต่ที่แปลกไปคือคนให้ก็คือซานตาคลอส มองแวบเดียวก็อดขบขันเสียมิได้ หมวกไหมพรมแดงขาวบนหัวยิ่งน่ามองที่สุด
“พ่อใส่หมวกซานต้า น่ารักไปเลยค่ะ” สุรีย์รัตน์ปล่อยประคองมือนุ่มของลอริส วิ่งเข้าโผกอดเอวหนาเหมือนเป็เด็ก ซานต้าจึงลูบหลังตอบรับ
“กอดพ่อซะเขินเลย ฮ่า ๆ”
“ขอบคุณมากสำหรับของขวัญนะคะ พ่อน่ารักมาก ใส่หมวกซานต้า เหมาะเลยค่ะ”
เกริกไกรลูบศีรษะสองสามครั้ง “วันนี้ว่าจะใส่ทั้งวันเลย ฮ่า ๆ”
สุรีย์รัตน์คลายสวมกอด “พ่อไม่เขินแบบวันนั้นหรอคะ โอดโอยจนหนูอ้อนซะเหนื่อยเลย ฮ่า ๆ”
เกริกไกรไม่ได้ตอบมีแต่ยิ้มให้ พลางหันไปทางเก้าอี้นวมโรแมนติก “ดูลอริสสิ น่ารักอย่าบอกใครเชียว หวานละมุนมาก”
“จริงด้วยค่ะ” สุรีย์รัตน์ซบไหล่พ่อ “เมื่อคืนกอดกันน้ำตาไหลเลย หนูละซึ้งเลยค่ะ”
“เมอร์รี คริสต์มาส ลอริส” เกริกไกรโปรยเสียงละมุน แย้มแสนอบอุ่นที่สุดเท่าที่จะมอบให้ได้
หญิงสาวฝรั่งก้มผงกรับรู้ เอื้อนคำรัสเซียแสนหวาน “ปาปะ... สปาซิบะ...”
สุรีย์รัตน์ส่งยิ้มหวาน ๆ พลางปรบมือ ชื่นชมสองพ่อลูกที่ถ่ายทอดความรักความผูกพันให้กัน
ลอริสเอื้อมหยิบหนังสือเคียงรูปถ่ายครอบครัวบนโต๊ะเล็ก ก้มเปิดดูรูปคนโบราณทีละหน้าแช่มช้า ไม่นานนักจึงโอบกอดแนบอก คงรู้ว่าวันนี้วันสำคัญจึงซึมซับสิ่งยึดเหนี่ยวสุดหัวใจ
สาววัยสิบแปดยกหูโทรศัพท์ หมุนหมายเลขหาเพื่อนคนหนึ่ง
“ปูหรอ เดี๋ยวบ่ายสามบ่ายสี่ฉันจะไปหานะ ให้ฝ้ายกับมิ้นท์รอที่บ้านปูสะดวกไหม”
สุรีย์รัตน์เริ่มสาละวนหน้าเครื่องโทรศัพท์สีดำ ทั้งรับสายทั้งโทรออก เพียงเพื่อสื่อสารนัดแนะกับเพื่อนอีกสามคน วันนี้จะมีเพื่อนสาวร่วมงานฉลองคริสต์มาสั้แ่เย็นจนดึก
“ฮัลโหล... อ้าว มิ้นท์หรอ ไม่สะดวกไปบ้านปูหรอ เอ... เอาไงดี ให้เปลี่ยนไปเจอบ้านมิ้นท์แทนหรอ”
“ฮัลโหล... ฝ้ายหรอ ตกลงยังไงหว่า... งงแล้ว... แง... ฉันต้องไปบ้านใครอะ บ้านปูใช่ไหม ฝ้ายกับมิ้นท์จะมาหาปูเหมือนเดิมใช่ไหม ฉันไปทั้งสามบ้านไม่ไหวนะ ฮือ...”
วางหูแล้วหน้าม่อยถอนหายใจยาว “เฮ้อ... ฉันจะตายแล้ว สุรีย์รัตน์ผู้น่าสงสาร ฮือ... ช่วยด้วย...”
รับสายสุดท้ายกว่าจะยิ้มได้ “ปูหรอ ตกลงฝ้ายกับมิ้นท์มาชัวร์ใช่ไหม ฉันจะไปบ้านปูที่เดียวแล้วเจอพวกเรารวมกันทั้งสี่คน ตามนี้เนอะ”
สุรีย์รัตน์แทบเข่าทรุด ทำไมการนัดเพื่อนช่างลำบากอย่างนี้หนอ... นึกไปก็ลอบบ่นอุบอิบ “ถ้าไม่มีสาวฝรั่งก็คงไม่มากันละเนอะเพื่อนฉัน”
สายตาพี่เลี้ยงเมียงมองตุ๊กตารัสเซียที่กอดหนังสือศาสนา มองกี่ทีกี่หนก็น่ารักไม่เปลี่ยน
“ถ้ามาดูพร้อมกันรวมฉันก็สี่คน ลอริสจะเขินไหมนะ”
ส่วนเกริกไกรต้องจัดการเื่เตาย่างที่เก็บไว้นาน ค่ำนี้จะมีปาร์ตี้บาร์บีคิวสนุกสนาน คาดว่าลูกสาวและเพื่อนคงตั้งแก๊งใหญ่เฝ้าเตาเป็แน่
เตาโลหะไม่หนักมาก ยกมาวางกลางแจ้งใกล้ลานจอดรถ ลากสายยางฉีดน้ำทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง
เสบียงอาหารสำหรับสังสรรค์ก็มีผู้ดูแล เกริกไกรมอบให้น้าไสวช่วยจัดหาให้ นัดแนะั้แ่หลายวันก่อนทั้งให้เงินมากมาย น้าไสวยิ่งเกรงใจยกใหญ่แต่ก็ทำได้แค่รับไว้ เ้าบ้านวิงวอนขอแค่งานออกมาสวยงามราบรื่น
พอรู้ว่าจัดงานปาร์ตี้ครั้งนี้เพื่อลอริสโดยเฉพาะ ทั้งพ่อลูกและน้าไสวก็อยากให้บรรยากาศออกมาดีที่สุด บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยมีงานคริสต์มาสมาก่อน มีแต่งานปีใหม่ที่บางปีมีญาติมารวมตัว ปีนี้เลยผิดแปลกเปลี่ยนมาจัดคริสต์มาสแทน ส่วนปีใหม่ก็งดสิ้นเชิง ไม่ได้บอกนัดหมายให้ญาติคนใดรับรู้
เหตุผลเดียวที่รู้กัน บ้านหลังนี้รับลูกสาวฝรั่งกำพร้ามาดูแล จึงไม่้าให้ใครอื่นล่วงรู้โดยตรง ไม่อยากป่าวประกาศโจ่งแจ้งพากันตื่นตูม โดยเฉพาะญาติทั้งหลายที่ชอบปากสว่าง ไม่รู้เสียเลยคงจะดีกว่า ปีอื่นถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยบอกเล่า
คนนอกที่ไว้ใจก็มีเพียงวนัสและสารวัตรสานิตย์ แต่ที่พิเศษหน่อยก็เพื่อนลูกสาวทั้งสามคน เกริกไกรเป็คนใจกว้างอนุญาตง่ายดาย เพียงเพื่ออยากให้ลูกสาวมีความสุขในวันพิเศษด้วย
สุรีย์รัตน์แย้มให้ลอริสพลางเอ่ย “ไอ วิล คัม แบ็ก” แล้วเร้นกายหายขึ้นบนบ้านทำธุระส่วนตัว
เกริกไกรสลับงานขัดถูเตาย่างกับงานจัดมื้อเช้าให้ลอริส มื้อเช้านี้อาจเงียบเหงาสักหน่อย แต่ละคนมีธุระเป็ของตนเอง ส่วนลอริสก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้ใครเลย แม้รับมื้อเช้าไม่มีใครอยู่เฝ้าเป็เพื่อน
เป็เช้าวันคริสต์มาสที่เงียบเชียบอยู่บ้าง แต่ก็เงียบเพียงไม่นานนัก เมื่อสุรีย์รัตน์เสร็จกิจส่วนตัวลงมาชั้นล่าง กลับมาคอยดูแลลอริสเหมือนวันเก่าก่อน ช่วยเสิร์ฟยาเก็บจานเก็บแก้วน้ำ ทั้งเปิดเพลงไวโอลินให้ผ่อนคลายเคลิบเคลิ้ม
เพลงไพเราะจนลอริสพิงซบเก้าอี้นวม งีบหลับเหมือนนางฟ้าแสนงดงาม บนตักกอดอุ้มกระต่ายขาวปุกปุยเช่นเคย
“ถูบ้านสักหน่อยดีกว่า” ว่าแล้วจึงหยิบไม้ถูจากครัวสวมบทแม่บ้านเสียเลย ไหน ๆ ชุดใส่ก็ชุดนอนลายทางมันเหมาะอยู่แล้ว
ใต้โต๊ะวางโทรศัพท์กลับมีบางอย่างแปลกไป สุรีย์รัตน์เพิ่งสังเกตว่ามีถุงกระดาษขาววางอยู่ เหมือนภายในมีสิ่งของที่ไม่ยอมระบุ เทปใสผนึกปากถุงมิดชิด มีกระดาษโน้ตสีเหลืองแปะชัดด้วยข้อความว่า 'อย่าเปิด'
คิดในใจถุงอะไรทำไมถึงลึกลับ ไม่รู้ของพ่อหรือของน้าไสว ก่อนขึ้นไปทำธุระตอนหมุนโทรศัพท์หาเพื่อนจนมือหงิก ก็ไม่ทันสังเกตว่ามันวางอยู่ก่อนแล้ว
เพราะขี้สงสัยจึงะโบอกพ่อที่ขัดเตาอยู่ด้านนอก “ถุงสีขาว ถุงอะไรอ่าคะพ่อ”
แต่เสียงที่ตอบกลับชวนให้อยากขำท้องแข็ง “ไม่บอก ปล่อยให้งง ฮ่า ๆ มีอะไรอ๊ะป่าว”
“ทำไมมันลึกลับจังคะ โอ๊ย... พ่อหนู” สุรีย์รัตน์แกล้งทำปากเบ้
อย่างน้อยก็รู้ว่าเ้าของถุงลึกลับนี้คือใคร แต่เ้าโน้ตที่แปะว่า 'อย่าเปิด' นี่สิ ชักอยากแหกคำสั่งเสียจริง ๆ
ได้ทีลูกสาวใส่มุกย้อนกลับ “งั้นรอให้ถึงศตวรรษที่ยี่สิบสองค่อยเปิดแล้วกันนะพ่อ ฮ่า ๆ”
เกริกไกรขำคิก ๆ จากนอกชายคา ก้มหน้าขัดเตาไม่สะทกสะท้าน
ขำท้องแข็งจนพอใจ กลับมาถูบ้านให้เสร็จเสียดีกว่า แต่ไม่ทันจะถูให้จบ พลันร่างสะดุ้งเมื่อมีมือนุ่มมาช่วยถือไม้ถูพื้น
“อุ๊ย... ว้าย...”
สุรีย์รัตน์เขินหน้าแดง มองตุ๊กตาสวมเดรสขาวคลุมเท้าน่ารักอยากเป็แม่บ้าน
อยากให้ช่วยแต่ก็เกรงใจ กลัวหอบเหนื่อยไม่สบายตามมา โรคหัวใจบกพร่องที่ทุเลาก็อาจกลับมาเป็หนักได้อีก
ลอริสสบมองตาซื่อ ๆ ต่อพี่เลี้ยง เหมือนปรารถนาจะช่วยแบ่งเบาภาระ แต่แม่บ้านจำเป็กลับโบกมือส่าย
สาวผมน้ำตาลส่งแววตาละห้อยเงื่องหงอย สุรีย์รัตน์จึงวางไม้ถูพื้นพิงโต๊ะโทรศัพท์ สองมือนุ่มประคองสองมือผ่องขาวเพื่อปลอบโยน
“โดนต์ วอร์รี่... ไอ แคน ดู อิต ออล” พี่เลี้ยงลูบศีรษะไล้ผมแ่เบาไปมา เห็นว่าลอริสไม่ได้ติดกิ๊บโบ จึงเอื้อมหยิบจากโต๊ะเล็กที่วางใกล้รูปถ่ายครอบครัวและหนังสือศาสนา หญิงสาวรัสเซียรับไว้แล้วติดกลัดเรือนผมจนยิ่งน่ารักน่าเอ็นดู
“สปาซิบะ...” ลอริสก้มผงกเอื้อนคำหวาน พี่เลี้ยงประคองกายนั่งลงบนเก้าอี้นวมดุจเคย
หญิงสาวตุ๊กตานั่งสงบเสงี่ยมแสนเรียบร้อย สบมองไปมาระหว่างพี่เลี้ยงและเ้าของบ้าน
เกริกไกรเข้ามาในห้องกระจก หยิบหมวกไหมพรมแดงขาวจากโต๊ะส่องกระจกขึ้นมาสวม “เสร็จแล้ว เตาพร้อมย่าง ถ่านไม้ก็ซื้อมาั้แ่เมื่อหลายวันก่อน”
“เดี๋ยวบ่ายสามหนูขอไปบ้านเพื่อน นัดกันมาที่นี่น่าจะถึงห้าหรือหกโมงเย็นนะคะ”
สุรีย์รัตน์บอกแผนกำหนดของตนเองหมดจด เกริกไกรผุดยิ้มบาง ๆ พลางตบบ่า “พ่อเห็นลูกโทรหาเพื่อนจนท้อ กว่าจะนัดได้นะลูก เหนื่อยแย่เลย ฮ่า ๆ”
เห็นลูกสาวหยีตาพริ้มเขิน ๆ คงปวดหัวนัดเพื่อนจริงแท้ พลางบอกแผนกำหนดของตนบ้าง “สักหกโมงพ่อจะไปบ้านเพื่อน แต่ไปแค่ครึ่งชั่วโมงประเดี๋ยวก็กลับมา ไม่ต้องห่วงนะ ไปไม่นานหรอก”
“พ่ออาจจะมีธุระไม่เป็ไรค่ะ แต่เ้าถุงขาว ๆ นี่สิ หนูอยากรู้ใจจะขาดแล้วนะคะพ่อ แฮ่...”
สุรีย์รัตน์ยังทวงไม่เลิกรา อยากรู้อยากเห็นแทบตาย แต่เ้าของถุงก็ส่ายมือส่ายหัวทุกที “ไม่เปิด ไม่เปิด รอหน่อยนะ ยังไม่ได้เวลา”
คิดในใจต้องเป็ของขวัญสักอย่างที่พิเศษแน่ ๆ ลึกลับเสียจริงแท้
ชายสวมหมวกซานต้าเข้าไปสตาร์ตรถแล้วถอยออก เคลียร์พื้นที่ลานบ้านจนโล่งว่าง วันนี้จนจบงานรถต้องจอดนอกรั้วแทน
จบเื่พื้นที่พร้อมตั้งวงปาร์ตี้บาร์บีคิว ที่เหลือก็แค่เอาเสื่อสาดมาวางปู เกริกไกรจัดการเื่นี้ได้ไม่ขอผู้ช่วย แถมบอกลูกสาวแค่ถูบ้านแล้วก็ดูแลลอริสเถอะนะ
งานถูพื้นจบลงแล้ว พี่เลี้ยงจับพลิกหน้าแผ่นเสียงเล่นเพลงไวโอลินต่อเนื่อง นอนคว่ำราบพื้นด้วยท่าที่เคยชิน พลางเงยหน้าเท้าคางอย่างคนอารมณ์ดี
ยิ้มไปยิ้มมาให้ตุ๊กตารัสเซีย หญิงสาวผมน้ำตาลคอยสบมองตาแป๋ว ช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากกอดตลอดเวลา
“ลอริส... มีความสุขไหม คริสต์มาส...” คนพร่ำเพ้อภาษาไทยใจล่องลอย สาวฝรั่งก็คงยังแปลไม่ออกอยู่ดี แต่แค่ยิ้มให้ก็เหมือนมอบความสุขแล้วล่ะ
เพลงเคลิบเคลิ้ม แสงไฟกะพริบวิบวับ บรรยากาศช่างสุนทรีย์ที่สุด นานทีปีละหนสองหนกว่าจะได้ััความสุขอิ่มเอมเช่นนี้
เย็นย่ำมีจัดปาร์ตี้จะยิ่งมีความสุขเพียงใดหนอ...
มื้อกลางวันเกริกไกรอาสาจัดหาให้ ลอริสได้รับสลัดผักไข่ต้มที่ชอบรับประทานเป็ประจำ แต่ก็มีพิเศษอย่างไก่ย่างหั่นชิ้นเล็กยังสดใหม่ เพิ่งซื้อหน้าปากซอยเมื่อไม่ถึงชั่วโมง
“ซานต้าน่ารัก เสิร์ฟอาหารให้สาวฝรั่งแน่ะ...”
ลูกสาวแย้มไปเอ่ยแซวไป ชายสวมหมวกแดงขาวหันมาสบตา
“ถ้าครอบครัวฝรั่งเสิร์ฟไก่งวงน่ะลูก...”
สุรีย์รัตน์เบิกตาวาว “ไก่งวงตัวเบ้อเร่อนั่นน่ะหรอคะ... ใหญ่จังเลย”
“ฮ่า ๆ ก็พอถึง่คริสต์มาสเขาก็จะกินไก่งวงกันน่ะ พ่อก็ไม่รู้ว่าอร่อยไหม” ว่าแล้วซานต้าก็ชวนให้กินของอร่อย ๆ “หอมไหมล่ะลูก ไก่ย่างปากซอย พ่อหั่นชิ้นเล็ก ๆ เอากระดูกออกแล้ว”
“อยากกิน...” ไม่ทันไรลูกสาวคงอดใจไม่ไหว วิ่งไปหยิบจานช้อนในครัวสักครู่ใหญ่ กลับมาอีกทียกจานไก่ย่างหอม ๆ หลายชิ้นแล้วนั่งวางกับพื้น “กินมันตรงนี้แหละ กินเป็เพื่อนลอริสค่ะ ฮ่า ๆ”
เกริกไกรขำคิก ๆ แล้วนั่งข้าง ๆ “ซานต้าก็หิวนะ กินด้วยคน”
“อาหย่อยจังพ่อ...” สาวบ๊อง ๆ อุทานพลางเคี้ยวไก่เพลิดเพลิน
“ระวังติดคอ พ่อเอาน้ำมาให้นะ ใจเย็น ๆ ลูก... ฮ่า ๆ”
พ่อลูกกินอาหารกลางวันกันจนเพลินปาก แต่ก็ยังสบมองลอริสที่ตักสลัดผักสลับชิ้นไก่ย่างเข้าปากแสนเรียบร้อย
“น่ารักจริง ๆ ค่ะ ลอริสตอนกินอาหารยังน่ารักเลย ไม่เหมือนหนู...” สุรีย์รัตน์เคี้ยวไก่ตุ้ย ๆ ส่งสายตาหวาน ๆ แต่แทบปล่อยขำเมื่อซานต้าสบโอกาสแซว
“ไม่เหมือนหนูสุรีย์รัตน์ผู้มูมมามใช่ไหม ฮ่า ๆ”
ลูกสาวเริ่มตระหนักความอับอาย ก้มซบตักพ่อแกล้งทำเป็ปล่อยโฮ “ฮือ ๆ พ่อหนูไม่ไว้หน้าเลย.. แง...”
“ฮ่า ๆ โฮะ ๆ ๆ” เกริกไกรทำเสียงเหมือนซานต้าพลางขบขัน
เพลิดเพลินไก่ย่างจนพอใจ ได้สบมองลอริสที่ก้มรับประทานอาหารแสนเรียบร้อย บางจังหวะก็เงยหน้าส่งสายตาซื่อ ๆ ต่อสองพ่อลูกเช่นกัน
“ลอริสดูอิ่มเอิบ คงมีความสุขนะคะ เห็นพวกเราสนุกสนานกัน น้องเหมือนได้อยู่ในโลกแห่งความสุขไปด้วยค่ะ”
สุรีย์รัตน์พรรณนาอ่อนโยน ผิดกับเมื่อไม่กี่นาทีก่อนที่มูมมามเป็ยัยบ๊อง เกริกไกรยิ้มบาง ๆ สร้างบรรยากาศ
“ความสุขของน้ำและพ่อ คงช่วยรักษาหัวใจให้ลอริสนะ หวังว่า”
“ค่ะ...” ลูกสาวส่งแย้มละมุนให้ซานต้าและลอริส
จบมื้ออาหารกลางวันแสนสนุก สองพ่อลูกช่วยเก็บจานเก็บแก้วน้ำ ลอริสรอจนทั้งสองกลับเข้ามาในห้องกระจก ก้มผงกเล็กน้อยพลางเอ่ยคำรัสเซียหวาน ๆ
“สปาซิบะ... สปาซิบะ...”
“เลิฟลี่... มายซิสเตอร์” สุรีย์รัตน์เพิ่งล้างมือเสร็จเข้าไปประคองสองมือของสาวรัสเซีย ชายสวมหมวกขาวแดงยืนยิ้มแฉ่ง “ลอริส... ยู อาร์ เลิฟลี่... คราซิวา...”
“สปาซิบะ...” ตุ๊กตาสาวสวยเอื้อนคำรัสเซียหวาน ๆ แสนคุ้นเคย
ยามบ่ายในห้องประดับแสงไฟหลากสีวิบวับ ลอริสยังนั่งพักกายบนเก้าอี้นวมเหมือนเคย สองพ่อลูกอยู่ในครัวจัดจานชามสำหรับมื้อค่ำสำคัญ
น้าไสวเข้ามาเยือนเพียงยืนหน้าห้องกระจก หอบถือสารพัดถุงหมูไก่ดิบและผักสดชุดใหญ่ ไม่กล้าจะเข้าไปทักสาวสวยรัสเซียใกล้ ๆ เพราะกลิ่นวัตถุดิบแสนคาว
“หวัดดีจ้าสาวฝรั่ง ลอริส... สะ สะ อะไรว้า.. สะ ด๊า โอ๊ย พูดไม่เป็”
สุรีย์รัตน์ได้ยินแต่ไกลพลันะโจากในครัว “โอ๊ย... น้าไหว อย่าฝืนเลยค่ะ ฮ่า ๆ”
คนเยือนได้แต่เขิน ๆ พูดก็ไม่เป็สักคำ แต่ลอริสเหมือนจะเข้าใจความน่ารักของคนไทย จึงลุกยืนแล้วก้มผงกกล่าวทักทายเสียงหวาน
“ซดราสท์ วุย ถิ”
คำเพียงสั้น ๆ ที่น้าไสวพยายามพูดเท่าไหร่ก็พูดไม่ได้ แต่ก็ทำให้หญิงท้วม ๆ ที่ช่วยตัดชุดสวย ๆ ผู้นี้แย้มแช่มชื่น มีความสุขที่สุดที่สาวสวยฝรั่งตอบรับ
พอลอริสนั่งลงมือวางแนบตักแสนเรียบร้อย ผินมองหญิงร่างท้วมด้วยแววตาละมุนอ่อนโยนผ่านกระจก น้าไสวจึงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ส่งลา โบกส่ายมือที่ไม่ได้หิ้วของก่อนหายตัว
วัตถุดิบตระเตรียมจากน้าสาวพร้อมเพรียง ทยอยนำชิ้นเนื้อไก่เนื้อหมูและผักจำพวกแตงกวามะเขือเทศเสียบไม้ มื้อเย็นนี้ตั้งใจจะทำบาร์บีคิวเป็หลัก อย่างอื่นก็มีร่วมเช่นไก่ย่างและคอหมูย่าง
“หมวกน่ารักจังค่ะ พี่เกริก” หญิงร่างท้วมตื่นเต้นได้เห็นเ้าของบ้านเป็ซานต้า สุรีย์รัตน์ยิ่งพรรณนาความน่ารักที่มีมากกว่าหมวกที่ใส่
“มีแอบวางของขวัญ แผ่นเสียง กับ ชุดนอนลายทาง หน้าห้องนอนหนูด้วยค่ะ ฮ่า ๆ”
ซานตาคลอสเริ่มเขินอาย รีบขอตัวเข้าห้องกระจก “แซวใหญ่เลย พ่อไปดูลอริสก่อนนะ กลัวเหงา”
เกริกไกรเปิดเพลงไทยสากลฟังสบาย ๆ เพลงอย่าง 'ปั่น ไพบูลย์' ที่ฟังง่าย ๆ พลางสบมองตุ๊กตารัสเซียที่นั่งวางมือแนบตักอ่อนโยน
“เพลงเพราะไหม ลอริส...” ซานตาคลอสโปรยยิ้มให้ แม้รู้ว่าพูดไทยให้ลอริสฟังคงแปลไม่ออกเช่นเคย
ลอริสไม่ได้ตอบคำใด คงยังไม่เข้าใจคำถามที่ผสมรอยยิ้มให้มา แต่สายตาสบมองยังใสซื่อ มองตาแป๋วต่อผู้อุปการะที่สวมหมวกเป็ซานต้า
บ่ายสามโมงครึ่งเหมือนได้เวลา สุรีย์รัตน์แย้มรวยรินโบกมือลาลอริสชั่วคราว “ไอ วิล คัม แบ็ก ลอริส...”
ได้ยินเสียงแว่วหวานช่างคุ้นเคย “ด๊า...”
ลอริสก้มผงกเพียงน้อย รับรู้ว่าพี่เลี้ยงไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมาเหมือนสัญญากันไว้
สองเท้าลูกสาวเพิ่งก้าวพ้นนอกห้องกระจก ซานตาคลอสเห็นแล้วชวนขบขัน พลันเอ่ยทักจนอีกฝ่ายสะดุ้ง
“จะไปแบบชุดยังงี้หรอลูก ฮ่า ๆ”
สุรีย์รัตน์ชะงักเท้า ก้มมองดูตนเองอย่างประหม่า “เอ่อ... ชุดนอนลายทางแสนสวยค่ะพ่อ ไปมันยังงี้แหละค่ะ แฮ่ะ ๆ” ว่าแล้วก็สวมรองเท้าคว้ากระเป๋าใส่เงินเดินออกจากบ้าน
ซานตาคลอสขำคิก ๆ ชอบใจใหญ่ พลางสบเห็นลอริสผินมองตามทิศที่สุรีย์รัตน์ลาจาก
“อย่าไปนานนะ น้องลอริสรออยู่นะลูก”
-ยังไม่จบตอน-
