ชีวิตในค่ายทหารของแคว้นเป่ยหลิงแตกต่างจากเจียงหนานราวฟ้ากับเหว หลงเฟยในวัยเยาว์ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว จากเด็กน้อยที่เคยมีชีวิตสุขสบายภายใต้อ้อมกอดของบิดามารดา ได้รับความรักความอบอุ่น บัดนี้เขาต้องตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงโหวกเหวกโวยวายของทหาร การฝึกฝนที่เข้มงวด และระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของกองทัพในทุกเช้าตรู่ แสงแดดยามเช้ายังไม่ทันจะสาดส่องดี เสียงปลุกและเสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นแล้ว หลงเฟยต้องเรียนรู้ที่จะกินอาหารอย่างรวดเร็ว ทำความสะอาดที่พัก และทำกิจกรรมต่างๆ ตามตารางเวลาของทหาร เว่ยอู๋จี๋ไม่ได้แสดงความอ่อนโยนใด ๆ ต่อหลงเฟย เขายังคงเป็แม่ทัพผู้เ็าและเด็ดขาดคนเดิมที่เขาได้เห็นครั้งแรก เขายังคงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและปราศจากอารมณ์ เขาไม่เคยพูดถึงเหตุการณ์ที่เจียงหนาน ไม่เคยปลอบโยน หรือแม้แต่เอ่ยคำว่า “บุตรชาย” ออกมา แม้ว่าหลงเฟยจะถูกเรียกว่าเป็บุตรบุญธรรมของแม่ทัพก็ตาม ทว่าเขากลับจัดหาอาจารย์ที่ดีที่สุดมาสอนวิชาความรู้และการต่อสู้ให้หลงเฟยอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
อาจารย์คนแรกของหลงเฟยคือ ท่านอาฟง (阿风) อดีตทหารผ่านศึกผู้แขนพิการจากการรบในศึกใหญ่เมื่อหลายปีก่อน แต่เชี่ยวชาญตำราพิชัยาและปรัชญาอย่างลึกซึ้ง ท่านอาฟงมีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นจากการผ่านประสบการณ์โชกโชน แต่ดวงตาของท่านกลับเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและปัญญา ท่านมักจะสวมชุดผ้าฝ้ายสีเรียบ ๆ และชอบนั่งจิบชาสมุนไพรในยามบ่าย ท่านอาฟงสอนหลงเฟยให้รู้จักตัวอักษร การอ่านเขียน ประวัติศาสตร์ของแคว้นต่างๆ และการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ท่านมักจะใช้เวลา่เย็นเล่านิทานและตำนานโบราณให้หลงเฟยฟัง เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและความเข้าใจในโลกภายนอก คล้ายจะเป็ความพยายามในการเยียวยาจิตใจของเด็กน้อยที่บอบช้ำ ท่านอาฟงรู้ดีว่าหลงเฟยมาจากไหน แต่ท่านไม่เคยเอ่ยถึงมันตรงๆ เพียงแต่แสดงออกผ่านความอ่อนโยนและคำสอนที่แฝงไปด้วยข้อคิดลึกซึ้ง ที่ท่านหวังว่าหลงเฟยจะนำไปใช้ในชีวิตภายภาคหน้าได้
นอกจากวิชาความรู้แล้ว หลงเฟยยังต้องฝึกฝนการต่อสู้ด้วยดาบ ธนู และศิลปะการป้องกันตัว ั้แ่อายุยังน้อย ครูฝึกการต่อสู้ของเขาคือ จ้าวซาน (赵山) อดีตมือทวนอันดับหนึ่งของกองทัพเป่ยหลิงผู้มีร่างกายกำยำและใบหน้าดุดัน จ้าวซานฝึกฝนหลงเฟยอย่างหนักหน่วง ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่น้อย เขาสอนหลงเฟยถึงความสำคัญของความแข็งแกร่งทางกาย การเคลื่อนไหวที่แม่นยำ และการตัดสินใจที่รวดเร็วในสนามรบ เว่ยอู๋จี๋มักจะมาเฝ้าดูการฝึกของหลงเฟยด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบของเขาสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของเด็กน้อย ราวกับกำลังประเมินศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และความก้าวหน้าของเขาอยู่ตลอดเวลา หลงเฟยมีความมุ่งมั่นและพร์ตามธรรมชาติ เขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าการฝึกจะหนักหนาสาหัสเพียงใด เขาก็ไม่เคยปริปากบ่น ความเ็ปทางกายเทียบไม่ได้กับความเ็ปในใจที่เขากดทับไว้จากการสูญเสียทุกสิ่ง
เมื่อหลงเฟยเข้าสู่วัยหนุ่ม รูปโฉมของเขาก็โดดเด่นไม่แพ้ฝีมือการต่อสู้ ใบหน้าคมคาย ดวงตาที่ลุ่มลึกที่แฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน และบุคลิกที่สงบเยือกเย็น ทำให้เขาเป็ที่จับตามองของเหล่าทหารในกองทัพ หลายคนเริ่มพูดถึงหลงเฟยว่าเป็ดาวรุ่งที่กำลังจะผงาดขึ้น บางครั้ง
เว่ยอู๋จี๋จะพาหลงเฟยไปสังเกตการณ์การวางแผนการรบ หรือแม้แต่ให้นั่งฟังการประชุมที่สำคัญกับนายทัพคนอื่นๆ โดยไม่ให้หลงเฟยมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แต่เป็การให้เขาซึมซับบรรยากาศและวิธีการคิดของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ การกระทำเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความสงสัยให้กับคนรอบข้าง ไม่มีใครเข้าใจสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดระหว่างแม่ทัพไร้พ่ายกับเด็กกำพร้าผู้นี้ ที่เว่ยอู๋จี๋ดูจะให้ความสำคัญเป็พิเศษ
สำหรับหลงเฟย เว่ยอู๋จี๋คือทุกสิ่งทุกอย่าง เขาคือผู้มอบชีวิตใหม่ให้ คืออาจารย์ผู้เข้มงวด และคือเงาที่ปกป้องเขาจากโลกภายนอก แม้จะไม่เคยได้รับความอบอุ่นแบบบิดา ไม่มีคำพูดแสดงความรัก หรือการกอดปลอบโยน แต่หลงเฟยก็ยอมรับชะตาชีวิตนี้และตั้งปณิธานว่าจะตอบแทนบุญคุณของเว่ยอู๋จี๋ให้ถึงที่สุด เขาเชื่อว่าความมุ่งมั่นนี้จะช่วยกลบฝังความทรงจำอันเลวร้ายของเมืองเจียงหนานที่ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ในความฝันยามค่ำคืน ทุกครั้งที่เขาหลับตา ภาพเมืองที่ลุกเป็ไฟก็จะย้อนกลับมา แต่เขาก็ยังคงพยายามที่จะผลักไสมันออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการจดจ่อกับการฝึกฝนและศึกษาตำราต่างๆ