หลงเทียนหยูดีดเหรียญเงินในมือส่งให้ชายหนุ่มวัยสามสิบ ดวงตาของมันเป็ประกายเมื่อเห็นเหรียญเงินจำนวนมาก เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่
“ขอบคุณพี่ชายมากครับ! ถ้าวันหน้าพี่ชายอยากได้ข้อมูลหรือข่าวสารอะไรอีก มองหาผมที่แถวนี้ได้เลย น้องชายคนนี้ชื่อว่า ป๋อเหวิน ว่าแต่พี่ชายชื่ออะไรครับ?”
“หลงเทียนหยู”
คำตอบสั้นๆ นั้นกลับแฝงไปด้วยพลังและความน่าเกรงขามจนป๋อเหวินอดรู้สึกหนาวสั่นไม่ได้ แววตาที่สงบนิ่งและมั่นคงของเด็กหนุ่มตรงหน้า ทำให้เขามีลางสังหรณ์ว่าหลงเทียนหยูคนนี้จะต้องก้าวขึ้นเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตแน่นอน ป๋อเหวินรีบถูมือไปมาและก้มหัวลงเล็กน้อยด้วยความนอบน้อม
“แหะๆ วันหน้าถ้าพี่หลงเทียนได้ดิบได้ดี อย่าลืมน้องชายคนนี้ก็แล้วกันนะครับ!”
หลงเทียนหยูเพียงยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “นั่นก็ขึ้นอยู่กับผลงานของนายแล้วล่ะ ว่าจะทำให้ฉันเห็นว่ามีคุณค่าพอที่จะไม่ลืมได้ไหม” พูดจบ เขาก็หันหลังเดินตรงไปยังประตูทางเข้าเมืองทันที
ป๋อเหวินกลืนน้ำลายเอื๊อก เขามองตามแผ่นหลังของหลงเทียนหยูที่ค่อยๆ ห่างออกไป ดูท่าครั้งหน้าถ้าได้เจอหน้ากันอีก เขาคงต้องสร้างผลงานให้เข้าตาเด็กหนุ่มคนนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีโอกาสได้ "โชคดี" แบบนี้อีกแล้ว
หลงเทียนหยูเร่งฝีเท้าเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง ตอนนี้เขาจำเป็ต้องหาที่พักและตั้งหลักในเมืองนี้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกเส้นทางไหนดี ระหว่างการเป็ 'ผู้ถูกเลือก' หรือ 'ผู้พิทักษ์' เขาต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกมาก จากที่ป๋อเหวินบอกมา 'ผู้ถูกเลือก' ดูเหมือนจะมีอำนาจมากกว่า ทว่าก็มีจุดที่น่ากังวลเกี่ยวกับร่างกายของเขา
เขาไม่รู้ว่าร่างกายที่เทพธิดามอบให้ในตอนนี้เป็ร่างกายของคนบนโลกเดิมของเขา หรือเป็ร่างกายของคนจากดาวดวงนี้ หากเป็ร่างกายของคนบนโลก และการเป็ 'ผู้ถูกเลือก' จำเป็ต้องมีการเก็บตัวอย่างเื การตรวจพบ DNA ที่แตกต่างออกไปอาจสร้างปัญหาใหญ่ให้เขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่า DNA ของมนุษย์โลกกับคนบนดาวดวงนี้จะเหมือนกันหรือไม่ แต่ถ้าเป็การเป็ 'ผู้พิทักษ์' ก็น่าจะไม่ต้องมีการตรวจเื และน่าจะสมัครได้ง่ายกว่า?
เมื่อใกล้ถึงประตูเมือง หลงเทียนหยูอดไม่ได้ที่จะมองดู กำแพงเมือง มันเป็กำแพงสีดำทะมึนที่ดูแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง สูงราว 50 เมตร และทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เขาเห็นผู้คนต่อแถวรอการตรวจสอบบัตรเข้าเมืองเป็แนวยาว หลงเทียนหยูจึงเริ่มมองหาจุดลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตร และเขาก็เห็นอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดกับกำแพงเมือง มีป้ายเขียนไว้ว่า "รับลงทะเบียนสำหรับผู้ไม่มีบัตร" เขาจึงเดินเข้าไป
ภายในอาคารมีพนักงานหญิงสองคนนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ โชคดีที่ตอนนี้คนไม่เยอะนัก เขาจึงเดินตรงไปยังพนักงานที่ว่างอยู่
“สวัสดีค่ะ ฉันฉิงเหอ ไม่ทราบว่าลูกค้าจะมาลงทะเบียนครั้งแรก หรือจะมาต่ออายุบัตรคะ?” พนักงานสาวผมแดงทรงบ๊อบสั้นนาม ฉิงเหอ ส่งยิ้มให้อย่างมืออาชีพ เสียงของเธอสดใสและชัดเจน เธอมีคิ้วโก่ง ดวงตาเรียวเล็ก จมูกโด่งได้รูป และใบหน้ากลมมนเล็กน้อย รูปร่างค่อนข้างเล็ก แต่ถือว่าเป็คนหน้าตาดีทีเดียว
“ฉัน้ามาลงทะเบียนเข้าเมืองเป็ครั้งแรก ช่วยบอกด้วยว่าฉันต้องทำอะไรบ้าง” หลงเทียนหยูตอบ
“ได้เลยค่ะ เชิญคุณลูกค้ากรอกรายละเอียดลงในใบลงทะเบียน พร้อมกับชำระค่าสมัคร 10,000 เกทค่ะ”
หลงเทียนหยูรับใบสมัครมาดู รายละเอียดที่ต้องกรอกก็มี ชื่อ อายุ เพศ ที่อยู่เดิม และเหตุผลในการเข้าเมือง เขาหยิบปากกาจากพนักงานหญิงและกรอกทุกอย่างลงไป ที่อยู่เดิมเขาเขียนว่า 'หมู่บ้านห่างไกลไร้ชื่อ' ส่วนเหตุผลในการเข้าเมือง เขาก็ลงว่า 'มาหางานทำ'
หลังจากฉิงเหอตรวจสอบรายละเอียดในใบลงทะเบียนและนับเงินค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว เธอกำลังจะพาหลงเทียนหยูไปถ่ายรูปติดบัตร แต่แล้วก็มีเสียงดังขัดจังหวะขึ้นมา
“เฮ้ย! แกน่ะ เอาของในกระเป๋าออกมาให้ตรวจค้นเดี๋ยวนี้!”
หลงเทียนหยูหันไปมองตามเสียงที่ดูเหมือนจะพูดกับเขา ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ ผมดำหยิก หน้าตาและแววตาดูเ้าเล่ห์และคดโกงอย่างเห็นได้ชัด
ฉิงเหอรีบพูดห้ามปรามทันที “คุณเฉาเจวี๋ยคะ! คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับลูกค้านะคะ!”
เฉาเจวี๋ย หัวเราะอย่างเยาะเย้ย “ฟังนะ นังโง่! แกไม่มีสิทธิ์มาห้ามอะไรทั้งนั้น ถ้าแกยังคิดจะมาสอดอีก ฉันจะรายงานหัวหน้าของเธอให้มาเล่นงานแกทีหลัง!”
ใบหน้าของฉิงเหอซีดเผือด ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เพราะชายคนนี้สนิทกับหัวหน้าของเธอมาก ถ้าเฉาเจวี๋ยฟ้อง เธออาจจะได้มีปัญหาจริงๆ เธอเหลือบมองหลงเทียนหยูด้วยความเห็นใจ แต่ก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้แล้ว
คนอื่นๆ ที่อยู่ในอาคารต่างพากันยิ้มสมน้ำหน้ากับความโชคร้ายของเด็กหนุ่มคนนี้
หลงเทียนหยูได้ยินคำพูดของเฉาเจวี๋ย เขายิ้มเย็นะเืในใจได้แต่คิด 'ดูท่าคงต้องมีคนมาตายใต้คมดาบของเขาเพิ่มอีกคนแล้วสินะ' การให้ตรวจค้นกระเป๋าเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะ หน้ากากดำ และ ผ้าคลุมดำ ที่เป็ไพ่ตายของเขา จะให้ใครเห็นว่าเขามันไม่ได้เด็ดขาด เขายอมจะไม่เข้าเมืองนี้ และยอมหลบหนีในฐานะฆ่าเ้าหน้าที่ แล้วไปหาเมืองอื่นยังจะดีกว่าปล่อยให้ความลับนี้รั่วไหลออกไป
“แกแน่ใจแล้วนะว่าจะค้นกระเป๋าของฉันให้ได้? จากที่ฉันฟัง ดูเหมือนแกจะไม่มีอำนาจที่จะทำแบบนี้นะ” หลงเทียนหยูพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
เฉาเจวี๋ยอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ 'ไอ้เด็กนี่จะมาพูดจาข่มขู่อะไรเขาได้' “ฉันเป็เ้าหน้าที่ลาดตระเวนกำแพง เห็นว่าแกดูน่าสงสัยก็เลยขอตรวจค้นดู ถ้าแกไม่มีของอะไรที่น่าสงสัย ทำไมถึงไม่กล้าให้ตรวจล่ะ แสดงว่าแกมีอะไรที่น่าสงสัยจนไม่กล้าให้ตรวจค้นสินะ!”
สีหน้าของหลงเทียนหยูสงบนิ่ง แววตาของเขาเ็าไร้ความรู้สึก แต่จิตสังหารของเขากลับกำลังก่อตัวขึ้นถึงขีดสุดแล้ว ขณะที่เขากำลังจะชักดาบออกจากฝักเพื่อปลิดชีพชายตรงหน้า
“หยุดได้แล้ว เฉาเจวี๋ย! แกมัวมาอู้งานอะไรอยู่ตรงนี้ รีบไสหัวกลับไปประจำจุดดูแลของแกได้แล้ว!” เสียงที่ดังก้อง ทรงอำนาจแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะชักดาบออกไป
หลงเทียนหยูรู้ว่ามีคนเดินเข้ามา แต่ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าต้องเป็หัวหน้าของชายที่สมควรตายคนนี้ หลงเทียนหยูสำรวจชายผู้นั้นอย่างละเอียด เขาเป็ชายวัยประมาณ 50 ปี รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างผึ่งผาย เต็มไปด้วยมัดกล้าม เนื้อตัวแน่นทุกส่วน อกผาย ใบหน้าคมเข้มได้รูป มีรอยแผลเป็แนวตั้งพาดผ่านตาซ้าย จมูกโด่งรับกับดวงตากลมโตที่เปล่งประกายความมั่นใจ ริมฝีปากหยักได้รูป ผิวสีแทนเข้มจนออกแดง ผมและหนวดเคราเป็สีขาว ตัดสั้นเรียบร้อย นี่คือคนที่มองแล้วรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและน่าเกรงขามอย่างแท้จริง
เฉาเจวี๋ยหน้าซีดเผือด ตัวสั่น เหงื่อกาฬไหลท่วม “รับทราบครับหัวหน้า!” พูดจบ เขาก็รีบเดินออกจากอาคาร แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตู เขาก็หันมามองหลงเทียนหยูด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความเครียดแค้น