เช้าวันรุ่งขึ้นอี้ซินที่แม้ว่าเมื่อคืนจะนอนดึกแต่นางก็ยังลุกขึ้นตั้งแต่รุ่งสางเพราะความตื่นเต้นที่จะได้พาตะกร้าที่นางตั้งใจสานอยู่เกือบค่อนคืนไปขายในตลาดจึงลุกขึ้นเตรียมของตั้งแต่ย่ำรุ่ง และยังได้สานเครื่องดักปลาได้อีกถึงสองใบ จึงได้นำไปวางดักปลาเอาไว้ ตอนเย็นถึงจะค่อยแวะมาดู จากนั้นจึงก่อกองไฟเพื่อย่างปลากินเป็นอาหารเช้าก่อนออกเดินทางไปตลาดซึ่งต้องใช้เวลาเดินเท้าถึงครึ่งชั่วยาม(ประมาณ1ชั่วโมง) อี้ฟงที่ได้กลิ่นหอมของปลาย่างจึงงัวเงียลุกขึ้นเดินออกมานอกบ้านเห็นพี่สาวกำลังนั่งย่างปลาอยู่จึงได้เดินเข้าไปหา อี้ซินที่เห็นเจ้าตัวเล็กเดินขยี้ตาเข้ามาจึงส่งยิ้มเอ็นดูไปให้
"ตื่นแล้วหรือ ไปล้างหน้าล้างตาไปจะได้มากินปลาย่าง วันนี้เราจะไปตลาดกัน"
"ขอรับ พี่ใหญ่"
แล้วตั้งสองก็ลงมือกินปลาตากแห้งย่างจนอิ่ม ก่อนที่อี้ซินจะลุกขึ้นสะพายตะกร้าสี่เหลี่ยมใบใหญ่ที่มีตะกร้าใบขนาดย่อมห้าใบอยู่ด้านใน ตะกร้าที่นางทำขึ้นใช้สำหรับใส่ข้าวของหรือถือเดินตลาด สามารถจุของได้พอประมาณ เหมาะสำหรับสตรีที่ต้องการถือเดินซื้อข้าวของแทนการใส่ห่อกระดาษและไม่เกะกะ แล้วสองพี่น้องก็มุ่งหน้าเดินทางเข้าสู่ตลาด ผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วยามก็ถึงตลาดที่มีผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อข้าวของเครื่องใช้ เสียงโหวกเหวกของบรรดาพ่อค้าแม่ขายร้องเรียกลูกค้าเข้าร้าน ขายของกันอย่างครึกครื้น อี้ซินและอี้ฟงที่ยืนหมุนคว้างอยู่ท่ามกลางผู้คนมากหน้าหลายตาอย่างไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี อี้ซินจึงได้จับจูงมือน้อยของน้องชายกันพลัดหลงเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ในหัวก็กำลังครุ่นคิดว่านางจะทำอย่างไรให้สามารถขายตะกร้าได้ และกำลังคำนวณถึงราคาของตะกร้าที่จะขายว่าต้องขายใบละเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม แล้วสายตาก็หันไปเห็นร้านขายร่มกระดาษข้างทางที่ตัวร่มทำจากไม้ไผ่และกระดาษเคลือบน้ำมันรูปแบบธรรมดาที่ชาวบ้านนิยมใช้จึงได้ลองถามราคาดู
"เถ้าแก่เจ้าคะ ร่มคันละเท่าไหร่หรือเจ้าคะ"
เถ้าแก่ร้านร่มที่รูปร่างผอมสูงท่าทางใจดีเห็นเด็กสาวเอ่ยถามจึงบอกราคา
"คันละห้าสิบอีแปะแม่หนู สนใจคันไหนหรือไม่"
อี้ซินที่ส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้ก่อนจะเอ่ยเสียงหวาน
"ข้าเพียงถามดูก่อนเท่านั้นเจ้าค่ะ โอกาสหน้าจะมาอุดหนุนนะเจ้าคะ"
" ไม่เป็นไรไม่เป็นไร ของซื้อของขาย ย่อมต้องสอบถามราคากันได้"
เถ้าแก่ที่โบกไม้โบกมือให้อย่างไม่ถือสานางจึงส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินออกมา ร่มกระดาษคันนึงห้าสิบอีแปะหรือ อี้ฟงที่เงยหน้าขึ้นมองพี่สาวได้แต่สงสัยแต่มิได้ถามออกไปยังคงเดินตามการจูงมือไปเรื่อยๆ แล้วเจอกับร้านขายบะหมี่แม้กลิ่นจะหอมยั่วน้ำลายได้แต่แอบลอบกลืนน้ำลายก้มลงมองร่างเล็กข้างๆ ก็มีปฏิกิริยาเหมือนกับนางจึงก้มลงกระซิบแผ่วเบากับใบหูเล็ก
"ฟงเอ๋อ อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวพอขายตะกร้าได้พี่จะพามากินบะหมี่ดีหรือไม่"
อี้ฟงที่มองสบกับสายตาที่อ่อนโยนของพี่สาวจึงพยักหน้า ดวงตาเด็กน้อยเต็มไปด้วยความหวัง
"ขอรับ พี่ใหญ่"
อี้ซินจึงได้เดินไปหาเถ้าแก่ร่างอวบอ้วนที่กำลังทำบะหมี่มือเป็นระวิง
"เถ้าแก่เจ้าคะ บะหมี่ชามละเท่าไหร่หรือเจ้าคะ"
เถ้าแก่ร้านที่เหลือบตามองนางเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยแล้วทำบะหมี่ต่อ
"สิบอีแปะ จะกินไหม ถ้ากินก็หาที่นั่งเองนะ"
เสียงเถ้าแก่ร้านบะหมี่เอ่ยขึ้นเสียงดัง อี้ซินที่เดินออกมา ไม่ได้พูดอะไรเพราะเห็นว่าเถ้าแก่กำลังยุ่ง จูงมืออี้ฟงถอยออกมาก่อนจะส่งยิ้มไปให้ร่างเล็ก ราคาร่มหนึ่งคันกินบะหมี่ได้ห้าชาม ถ้าอย่างนั้น นางจะขายตะกร้าสานของนางแปดสิบอีแปะต่อหนึ่งใบ ห้าใบก็สี่ร้อยอีแปะ สายตาก็เปล่งประกายเต็มไปด้วยความหวัง ในหัวก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้ขายได้ จะนำออกมาตั้งขายตรงข้างทางเลยหรือจะไปเสนอขายตามร้านค้าดี แล้วก็นึกไปถึงเซลล์ที่เดินเสนอสินค้าตามร้านรวงในยุคก่อนจึงคิดว่าลองไปเสนอขายดูก่อนแล้วกัน เผื่อจะสามารถต่อยอดทำส่งขายร้านค้านั้นไปเลยหากมีร้านค้าที่สนใจนางจะได้มีอาชีพที่มั่นคงขึ้น แล้วจึงเดินมาเจอร้านขายข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนทั้งงานไม้และกระเบื้อง แม้กระทั่งเครื่องดินเผา ที่ค่อนข้างจะใหญ่โตพอสมควร จึงรวบรวมความกล้าก้าวเท้าอย่างมั่นคงเดินตรงไปยังร้านค้าแห่งนั้น