บทที่ 29 เหยื่อของพี่สาม
เด็ก ๆ ในวัดร้างต่างตื่นเต้นกันใหญ่
์รู้ดีว่าพวกเขารอวันนี้มานานแค่ไหน ใบผักกาดที่วางอยู่ตรงประตูก็ยังเหี่ยวเฉาไปหมดแล้ว
เจียงเซิงรีบวิ่งไปด้านหลังของวัดร้าง ะโเรียกฟางเหิงที่ยังไม่สวมเสื้อ “พี่สาม พี่สาม มีเสือตัวใหญ่”
ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ซื้อเนื้อกินบ่อย ๆ แต่ก็รู้ถึงคุณค่าของเสือ
ั้แ่หนัง ขน กระดูก ไปจนถึงหัวหาง ล้วนมีราคาแพง
ฟางเหิงฝึกวิชามาั้แ่เด็ก เขาเป็คนมีนิสัยแน่วแน่ ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าตนเองสามารถทำตามที่บิดาพูดไว้ แมู้เาไท่ซานจะถล่มตรงหน้า สีหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยน
จนกระทั่งถึงตอนนี้ หลังจากพยายามอย่างหนักในที่สุดก็ได้รับผลตอบแทนจากการทำงาน ในใจของเขาเกิดความปีติยินดีขึ้นมา
ฟางเหิงโยนกระบองไม้ทิ้งทันที เขาสวมเสื้อคลุมปุยฝ้าย รีบเดินมาที่หน้าวัดร้าง “เป็เสือตัวใหญ่จริงหรือ”
จางฉีเฉวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนพูดจาคล่องแคล่วกว่า จึงรีบบอกว่า “เจียงเซิง เด็กโง่คนนี้บอกผู้อื่นผิดไปแล้ว มันเป็สัตว์ตัวใหญ่ ไม่ใช่เสือตัวใหญ่”
ฟางเหิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ความผิดหวังปรากฏบนใบหน้าชัดเจน
ถึงแม้สัตว์ที่ว่าอาจจะเป็หมูป่า แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบกับเสือได้
“ไม่แน่ว่าจะเป็ตัวอะไร” จางฉีเฉวียนปลอบใจเด็กชายที่มีฝีมือร้ายกาจคนนี้ “ไปกันเถอะ ไปดูกันก่อน”
ฟางเหิงพยักหน้า หยิบเครื่องมือที่จะใช้ขึ้นนั่งบนเกวียนลา
เจียงเซิงสาวเท้าก้าวขึ้นเกวียนตามไปโดยไม่รู้ตัว
เด็กคนอื่น ๆ มองหน้ากัน ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเด็ก ย่อมอดใจไม่ไหวที่จะไปดูเื่วุ่นวาย จึงปีนขึ้นเกวียนไปด้วยกันทั้งหมด
จากวัดร้างจนถึงเชิงเขา ปกติใช้เวลาเดินทางสองชั่วยามจึงจะถึง แต่พวกเขาใช้เวลาไปเพียงชั่วยามเดียวก็มาถึงแล้ว
จางฉีเฉวียนกำลังจัดการกับสิ่งของที่ใช้ที่คลุมกับดักอยู่
เสียงกระแทกรุนแรงดังมาจากหลุมลึกเท่าตัวคน คงเป็เหยื่อที่พยายามจะหนี
สายตาฟางเหิงเฉียบคม เขาเห็นขนสีดำเหลืองลายพรางใต้ใบไม้ที่คลุมอยู่ชัดเจน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงขึ้น
กระทั่ง เสียงคำรามของเสือแว่วมาอย่างอ่อนแรง
จิตใจฟางเหิงกลับสงบลงตามเดิม เขาพยายามสะกดอารมณ์ตื่นเต้น มือไม้สองข้างไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
“เป็เสือจริง ๆ ด้วย” เจียงเซิงอุทานใ
สำหรับสัตว์ร้ายตัวใหญ่เช่นนี้ นางเคยได้ยินจากในเื่เล่าเท่านั้น ว่ากันว่าเพียงมันอ้าปากก็กัดสิ่งมีชีวิตอื่นจนตายได้ หากคลุ้มคลั่งขึ้นมา ผู้ใหญ่สี่ห้าคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้
“เป็เสือจริง ๆ” น้ำเสียงจางฉีเฉวียนสั่นเครือเช่นกัน
ขอเพียงขายเสือตัวนี้ได้ พวกเขาก็จะสามารถผ่านพ้นปีนี้ไป
เมื่อเก็บกวาดสิ่งปกคลุมออกจนหมด เ้าเสือก็ปรากฏให้เห็นทั้งตัว
จางฉีเฉวียนมีประสบการณ์พอสมควร เขากล่าว “น่าจะเป็เสือที่เพิ่งโตเต็มวัย มันคงออกมาหาอาหารแล้วตกลงลงไปในกับดัก ข้าวางไม้แหลมไว้ก้นหลุม เพียงพอจะทำร้ายร่างกายมันได้”
แต่เสือยังเป็าาแห่งขุนเขา แม้เืจะไหลนอง ก็ยังพยายามคลานออกมาไม่หยุด
จางฉีเฉวียนช่างโหดร้าย ยกง่ามเหล็กขึ้นแล้วฟาดหัวมันอีกสองที ใต้หลุมดินจึงสงบลง
“เอามันออกมาเถอะ”
เขาพาเด็กสองคนที่โตกว่าคนอื่น ะโลงหลุม ยกเสือที่สลบไสลขึ้นมา
เจียงเซิงกับพี่สี่พี่ห้าช่วยกันลากดึงอยู่ข้างบน
พวกเขาต้องใช้ความพยายามกันมาก จนในที่สุดก็ยกมันขึ้นเกวียนลาได้
เพื่อป้องกันไม่ให้เสือตื่นขึ้นมาอาละวาด พวกเขาจึงใช้เชือกมัดขาทั้งสี่ของมันไว้
ระหว่างทางกลับจากูเามาถึงวัดร้าง ก็พบเจอชาวบ้านแบกจอบผ่านมาสองสามคน จางฉีเฉวียนสีหน้าเปี่ยมสุข เปลี่ยนจากอาการหดหู่ในวันก่อน เริ่มเป็ฝ่ายทักทายชาวบ้าน
“วันนี้ได้สัตว์ใหญ่มาแล้ว”
“เป็เสือเสียด้วย กว่าจะนำมันออกมาได้ช่างลำบากจริง ๆ”
“น่าเสียดายที่ไม่ใช่หมูป่า ไม่เช่นนั้นจะเชิญทุกคนมากินเนื้อ”
เจียงเซิงมองออกว่าคนเ่าั้มองเห็นไม่ชัดว่ามีอะไรบนเกวียนลา ทั้งหมดเป็เพียงความภาคภูมิใจของท่านลุงจางคนเดียว
นางลอบแลบลิ้น ไม่ได้แก้ไขความเข้าใจผิดของเขา
เมื่อกลับถึงวัดร้าง
จางฉีเฉวียนเป็นายพรานมาหลายปี ไม่เพียงรู้วิธีทำกับดัก แต่ที่สำคัญที่สุดคือการถลกหนังและแยกส่วนต่าง ๆ ของร่างกายสัตว์ออกมา
เขาเริ่มต้นด้วยการวัดขนาดตัวเสือด้วยฝ่ามือ จากนั้นหาตำแหน่งของเส้นเืใหญ่ที่ลำคอมัน ใช้มีดกรีดลงไปครั้งเดียว เืเสือก็พุ่งทะลักออกมา หลั่งไหลลงถังไม้ใบใหญ่ที่เจียงเซิงเตรียมไว้ก่อนแล้ว
เืเสือโตเต็มวัยหนึ่งตัวต้องใช้ถังไม้รองไว้ทั้งหมดสามใบ
จางฉีเฉวียนดีใจมาก เขาตักเืออกมาหนึ่งชามแล้วดื่มทั้งหมดขณะที่มันยังอุ่น ๆ
เด็กน้อยที่อยู่ข้าง ๆ ต่างตกตะลึง
“พวกเ้าจะดื่มบ้างหรือไม่” เขาตักยื่นให้ชามหนึ่ง
เจียงเซิงใจนถอยหลัง นี่มันน่ากลัวเกินไป นางไม่กล้าดื่มแน่
“เด็กน้อย” จางฉีเฉวียนส่ายหน้า “เืเสือเป็ของบำรุงที่ดีมากนะ ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนอยากดื่มสักอึกก็ยังดื่มไม่ได้ พวกเ้ากลับไม่เต็มใจจะดื่มอีก เสียของจริง ๆ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ดื่มอีกสองชาม ความอุ่นร้อนของเืทำให้ร่างกายของเขาอุ่นขึ้นมากจนต้องถอดเสื้อออก
ฟางเหิงมองด้วยแววตาเป็ประกาย เด็กชายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตักหนึ่งชามมาดื่มทีละน้อย
เืเสืออาจไม่มีประโยชน์ใด ๆ แต่สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะแข็งแกร่งมักไม่ปล่อยโอกาสเช่นนี้ให้หลุดมือไป
หลังจากฟางเหิงดื่มไปหนึ่งชาม จ่างเยี่ยนที่เงียบมาตลอดก็ก้าวไปข้างหน้า ตักมาครึ่งชาม ขมวดคิ้วแน่นแล้วกลั้นใจดื่มลง
จางฉีเฉวียนมองเด็กชายสองคนนี้ด้วยสายตาชื่นชม เขาตบไหล่ฟางเหิง “เ้าดูให้ดี ว่าข้าจะถลกหนังและแยกกระดูกออกอย่างไรบ้าง”
เขาพูดพลางพับแขนเสื้อ ลงมือจัดการเต็มที่
มีดโค้งสีดำวาววับเคลื่อนไหวไปมา หนังและเนื้อเสือแยกออกจากกัน กระดูกก็ดึงออกอย่างง่ายดาย แม้แต่อวัยวะภายในก็ผ่าออกได้ในครั้งเดียว
“มีดที่คมนั้นสำคัญมาก ข้าลับมีดเล่มนี้ไปมาไม่รู้กี่รอบแล้ว” จางฉีเฉวียนชอบฟางเหิงมาก จึงอธิบายโดยไม่ปิดบังอะไร “แต่การรู้โครงสร้างของกระดูกและเนื้อทุกตารางนิ้วนั้นสำคัญกว่า เช่น ตำแหน่งข้อต่อ หากเ้าฟันกระดูก จะต้องลงแรงสามถึงห้าครั้ง แต่ถ้าฟันเข้าไปที่เส้นเอ็น เพียงครั้งเดียวก็หั่นขาดแล้ว”
หากกล่าวว่าการฝึกวรยุทธ์คือการเพิ่มความอดทน พละกำลัง และความทนทานให้กับร่างกายตนเอง
การชำแหละในครั้งนี้ก็คือการวิเคราะห์จุดอ่อนของศัตรู ว่าจะใช้วิธีการใด เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามขยับไม่ได้โดยใช้กำลังน้อยที่สุด
ฟางเหิงจ้องมองตาไม่กะพริบ หัวสมองทำงานไม่หยุด สิ่งเหล่านี้เป็สิ่งที่สนามรบสอนไม่ได้ เป็สิ่งที่บิดามอบให้ไม่ได้ และเป็สิ่งที่เขาค้นพบโดยบังเอิญ
และมันเป็กุญแจสำคัญที่ทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่น
เมื่อกระดูกและเนื้อถูกวางลงพื้นทีละชิ้น ก็เหลือเพียงส่วนสำคัญที่สุดคือหัว
หากถลกหนังศีรษะได้ดี ยิ่งหนังเสือมีสถาพที่สมบูรณ์มาก ราคาจะยิ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่า
จางฉีเฉวียนไม่กล้าพูดต่อ กลั้นหายใจถลักหนังอย่างเบามือและพิถีพิถัน
จนกระทั่งถลกหนังทั้งหมดออกมาได้ เขาจึงถอนหายใจ นั่งลงกับพื้น “เสร็จแล้ว”
หนังเสือตากแห้งและถูกชำแหละเรียบร้อย สามารถขายได้อย่างน้อยยี่สิบตำลึง
อวัยวะเพศของเสือถูกแยกออกมาต่างหาก ของชิ้นนี้เองก็มีค่ามาก
ส่วนเนื้อ เื และอวัยวะภายใน แม้จะไม่มีค่าเท่าหนังและอวัยวะเพศ แต่ก็สามารถแลกเป็เงินได้สองสามตำลึง…
จางฉีเฉวียนกำลังครุ่นคิด
ฟางเหิงตั้งสติออกจากเื่โครงสร้างกายของสัตว์ได้ เขาหยิบขาเสือขึ้นมา “เอามาทำเป็อาหารเย็นกันเถอะ”
ในที่สุดก็ชำแหละหนังและเนื้อส่วนที่้าออกแล้ว เนื้อที่เหลือจึงเพียงพอให้น้องสาวเขาได้ลิ้มลองบ้าง
ทว่าเขากลับไม่คิดเลยว่าเจียงเซิงจะโกรธเป็ฟืนเป็ไฟทันที
“พี่สาม ท่านกำลังพูดอะไร” เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกอดอกพลางบ่นไม่พอใจ “ท่านจะกินเนื้อเสือเชียวหรือ นี่มันเนื้อเสือนะ”
ฟางเหิงไม่รู้จะทำอย่างไร
การล่าสัตว์ก็เพื่อนำเนื้อมันมากินไม่ใช่หรือ
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว มองนางอย่างงุนงงเช่นกัน
เหตุใดจะกินมันไม่ได้เล่า?
พิเศษ !! มีตอนนำที่ www.enjoybook.co