ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 10 ไข่ไก่
วันต่อมาจางหย่งรีบตื่นขึ้นมาั้แ่เช้าตรู่ พร้อมสะกิดเสี่ยวเหมาให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อคืนนี้เด็กๆคะยั้นคะยอให้พ่อของเขานอนพักบนเตียงต่อ แต่จางหย่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็อะไรมากแล้วจึงไม่ยินดีที่จะนอนบนเตียง ดังนั้นเขาจึงให้เด็กชายทั้งสามนอนบนเตียง และตัวเองลงมานอนอยู่บนพื้น ตอนนี้เป็่ต้นของฤดูหนาว อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว แต่โชคยังดีที่อากาศยังไม่หนาวจัด ทำให้เขานอนอยู่บนพื้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เด็กๆทั้งสามมีผ้าห่มผืนเก่าและไออุ่นของกันและกันช่วยให้พวกเขาคลายหนาว
'เ้านาย นี่ยังมันยังไม่เช้าเลยนะ'
เสี่ยวเหมาไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นมา ฟ้ายังคงมืดสนิท ทำให้มันอดบ่นขึ้นมาไม่ได้
'ถ้ารอเช้า แล้วพวกเราจะกินอะไรกันล่ะ'
เมื่อพูดถึงอาหารเสี่ยวเหมาก็หูผึ่งขึ้นมาทันที มันลุกขึ้นมาบิดี้เีทีหนึ่ง ก่อนจะเดินตามจางหย่งออกจากบ้าน เพื่อไปหาของกิน จางหย่งที่เห็นเสี่ยวเหมาเดินตามออกมาแล้วจึงได้เอ่ยกับสุนัขมิติของเขาขึ้นว่า
'เสี่ยวเหมาเปิดมิติออกมาที'
เสี่ยวเหมาทำตามคำสั่งเ้านายของมันด้วยความสงสัย จางหย่งไม่ได้สนใจสายตาสงสัยคู่นั้น เขาเดินเข้าไปตักน้ำในมิติมาใส่ในบ่อน้ำหน้าบ้านจนเต็มบ่อ มิติแห่งนี้ไม่อนุญาตให้มนุษย์เข้าไปด้านในได้ นอกจากเ้านายของสัตว์มิติ ดังนั้นจางหย่งจึงสามารถเดินเข้าออกมิติแห่งนี้ได้อย่างอิสระ
เสี่ยวเหมาที่เห็นเ้านายของตนตักน้ำก็คลายความสงสัย อืม เ้านายก็ฉลาดอยู่เหมือนกันนะ มันได้แต่คิดในใจ จางหย่งที่ไม่รู้ความในใจของสุนัขมิติ ก็ตั้งหน้าตั้งตาตักน้ำใส่บ่อน้ำจนเสร็จด้วยเวลาอันสั้น เขามองไปที่ไข่ฟองนั้นที่ยังวางอยู่ในมิติ ปกติไข่ต้องได้รับไออุ่นเพียงพอถึงจะสามารถฟักออกมาเป็ตัว แต่ไข่ฟองนี้วางทิ้งอยู่เฉยๆคงไม่สามารถทำได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจจะเอาไข่ออกมาทำเป็อาหารเช้ามื้อนี้
ในมิติมีเพียงไข่ฟองเดียวคงไม่เพียงพอต่อคนสี่คนกับสุนัขอีกหนึ่งตัวอย่างแน่นอน จางหย่งจึงพาเสี่ยวเหมาเดินสำรวจรอบๆบริเวณบ้าน เพื่อหาสิ่งที่คิดว่าจะมาทำเป็อาหารได้ ขณะที่เดินออกมาพักหนึ่งท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว เสี่ยวเหมาเอ่ยขึ้นว่า
'เ้านาย ตรงนั้นเหมือนจะพืชที่ข้ายังไม่ได้ใส่ในระบบนะ'
กล่าวจบเสี่ยวเหมาก็รีบวิ่งตรงไปทางนั้นทันที จางหย่งไม่รอช้าเขาก็รีบตามไปด้วยเช่นกัน เมื่อมาถึงจุดที่เสี่ยวเหมาอยู่ ก็พบว่าตรงนั้นเป็บริเวณลำธารที่จางหย่งมาตักน้ำเมื่อวานนี้ เมื่อมองไปด้านหน้าก็พบพืชลอยน้ำอยู่ห่างไปไม่ไกลจากที่พวกเขายืนอยู่มากนัก จางหย่งหันไปถามเสี่ยวเหมาขึ้นว่า
'เ้าหมายถึงต้นนั้นใช่หรือไม่'
'ใช่ๆ'
จางหย่งได้แต่งุนงง เหตุใดเสี่ยวเหมาถึงยังไม่เคยเอาต้นไม้ชนิดนี้เข้าระบบกันนะ ในเมื่อยุคสมัยของเขาต้นไม้ชนิดนี้เป็วัชพืชที่ลอยไปมาเต็มคลองไปหมด จางหย่งไม่ได้หวังอะไรมากกับคะแนนที่จะได้รับ เขาเอื้อมมือไปแตะต้นไม้ริมน้ำใส่ระบบ เมื่อเปิดระบบตรวจสอบคะแนนของพืชชนิดนั้น ก็ไม่ได้ผิดไปจากที่เขาคาดเดามากนัก เพราะเ้าต้นวัชพืชนี้ชนิดนี้มีคะแนนเพียงห้าคะแนนเท่านั้น มีคะแนนก็ยังดีกว่าไม่มีล่ะนะ เขาได้แต่คิดในใจ แล้วทำการแลกวัชพืชต้นนั้นเข้าระบบ
ติ๊ง คุณได้รับคะแนนห้าคะแนน
เสียงในระบบดังขึ้นเมื่อจางหย่งตัดสินใจแลกคะแนน ทำเอาจางหย่งถึงกับสะดุ้ง เขามองซ้ายมองขวาจนเสี่ยวเหมาต้องเอ่ยขึ้นว่า
'เ้านาย นั่นมันเสียงจากระบบ'
จางหย่งพยักหน้าเป็เชิงรับรู้ เขาแค่รู้สึกแปลกใจที่มีเสียงดังออกมาจากในมิติได้เท่านั้น เมื่อได้รับคะแนนแล้ว จางหย่งก็ออกสำรวจเพื่อหาอาหารบริเวณบ้านต่อไป หากตอนนี้เขาเดินทางเข้าป่า อาจทำให้ลูกๆของเขาต้องรอนานเกินไป ดังนั้นเขาจึงตั้งใจหาสิ่งที่พอจะนำมากินได้ที่บริเวณรอบๆบ้านก่อน จางหย่งเอ่ยถามเสี่ยวเหมาขึ้นว่า
'เสี่ยวเหมา เมื่อครู่เ้าสามารถบอกได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่เก็บเข้าระบบ แล้วเ้าบอกได้ไหมว่ามีของกินอยู่แถวนี้หรือไม่?'
เสี่ยวเหมานิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะส่ายหน้า มันไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรนอกจากมีมิติที่เก็บสิ่งมีชีวิตและคะแนน จางหย่งถอนหายใจด้วยความรู้สึกเสียดาย ถ้าสุนัขของเขาสามารถบอกสถานที่ที่มีของกินได้คงจะดีไม่น้อย เอาเถอะ สุดท้ายตนก็ต้องเป็ที่พึ่งแห่งตนอยู่ดี
จางหย่งตัดสินใจเดินเลียบลำธารไปเรื่อยๆ จนพบเข้ากับปลาสองสามตัวลอยคออยู่ในน้ำ ดวงตาของจางหย่งถึงกับเป็ประกายขึ้นมาทันที ขอแค่เขาจับโดนตัวปลา เขาก็สามารถจับมันเข้าในมิติได้แล้ว เขาจึงตัดสินใจดึงขากางเกงทั้งสองข้างขึ้นก่อนจะลุยเข้าไปในน้ำ ใครจะไปรู้ว่าการพยายามจับให้โดนตัวปลามันยากไม่ต่างจากการตกปลา ดังนั้นผ่านไปครู่ใหญ่จางหย่งก็ขึ้นจากน้ำมือเปล่า เสี่ยวเหมาที่เห็นเช่นนั้นได้แต่เบะปากมองบน เ้านายของเขาไม่ได้เื่เลยจริงๆ ถ้าเป็เขา เ้าปลาพวกนั้นไม่มีทางรอดไปได้แน่ เป็โชคดีของพวกเ้าจริงๆ เสี่ยวเหมาได้แต่คิดในใจ
จางหย่งแหงนหน้ามองท้องฟ้า พบว่าฟ้าสว่างจนแสงสาดส่องไปทั่วบริเวรแล้ว เวลานี้น่าจะใกล้เข้าสู่ยามเฉิน แต่เขากลับไม่ได้สิ่งใดติดไม้ติดมือกลับไปเลยแม้แต่อย่างเดียว เขาควรจะทำอย่างไรดี ขณะที่เขากำลังใช้ความคิดอยู่นั้น ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหน้า
"อ้าว จางหย่ง มาทำอะไรอยู่ที่นี่"
เสียงที่ทักทายไม่ใช่ใครที่ไหน เป็ชายวัยกลางคนที่เด็กๆเรียกขานว่าท่านลุงลู่นั่นเอง เหล่าลู่เดินมาพร้อมเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คาดว่าอายุน่าจะราวๆสิบเจ็ดปี หน้าตาละม้ายคล้ายเหล่าลู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็บุตรชายของเขาอย่างแน่นอน จางหย่งที่เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยตอบกลับไปว่า
"คารวะท่านลุงลู่ ข้าลองมาสำรวจบริเวณบ้านดู เผื่อจะมีสิ่งใดนำกลับไปให้ลูกๆกินได้ขอรับ"
"พอดีเลย เมื่อวานข้ากับเ้าลูกชายไปในป่าได้หัวมันมาเยอะ เลยเอามาแบ่งให้พวกเ้าน่ะ"
"งั้นข้าไม่ขอเกรงใจนะขอรับ"
ลู่ต้าที่ได้ยินคำพูดของพ่อก็ยื่นมันที่ถือไว้ในมือสามหัวใหญ่ไปให้จางหย่ง จางหย่งก็ยื่นมือออกไปรับทันทีโดยไม่ปฏิเสธ เพราะหากมัวแต่เกรงใจแล้วปฏิเสธไป ลูกๆของเขาล่ะจะทำอย่างไร เขาได้แต่ตั้งปณิธานไว้ในใจว่าจะต้องตอบแทนคนที่คอยช่วยเหลือเขาเป็อย่างดีถ้ามีโอกาส
"ท่านลุงลู่ วันนี้ท่านจะเข้าป่าอีกหรือไม่ขอรับ"
จางหย่งเอ่ยถามขึ้น
"ไปสิ เ้าจะไปด้วยกันก็ได้นะ"
คำพูดของเหล่าลู่ทำให้ดวงตาของจางหย่งเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง เมื่อวานเขาเข้าป่าไปกับเสี่ยวเหมาเพียงลำพัง เพราะโชคช่วย ทำให้เขาได้ไก่ป่ากลับมาตัวหนึ่ง แต่วันนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาจะโชคดีหรือไม่ ดังนั้นการไปพร้อมกับคนที่รู้เส้นทางย่อมดีกว่าเป็ไหนๆ แต่เขาก็ยังเอ่ยด้วยความเกรงใจขึ้นว่า
"ข้าจะไม่ไปเป็ตัวถ่วงท่านหรือขอรับ"
"ปกติพี่ก็ไปกับพวกเราบ่อยๆนะ"
ลู่ต้าเอ่ยขึ้น ปกติแล้วก่อนหน้านี้จางหย่งก็มักจะเข้าป่าไปกับพวกเขาเป็ประจำ ทำให้ทั้งสองครอบครัวค่อนข้างคุ้นเคยกัน ด้วยความสงสารในโชคชะตาของจางหย่งและลูกๆ ทำให้ครอบครัวตระกูลลู่มักคอยให้ความช่วยเหลือ จางหย่งที่ได้ยินคำตอบของลู่ต้าก็เอ่ยถามต่อว่า
"จริงหรือ ปกติข้าไปกับพวกท่านบ่อยๆหรือขอรับ"
เหล่าลู่พยักหน้าเพื่อยืนยันคำพูดของบุตรชาย จางหย่งที่เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"ถ้าเช่นนั้น ปกติแล้วข้าต้องล่าสัตว์เก่งใช่หรือไม่ขอรับ"
คำถามนี้ทำเอาสองพ่อลูกถึงกับชะงักนิดหนึ่ง เหล่าลู่มองหน้าบุตรชาย ก่อนจะเอ่ยตอบขึ้นว่า
"เอ่อก็..."
จางหย่งมองทั้งสองด้วยสีหน้างุนงง คำตอบนี้หมายความอย่างไรกัน เสี่ยวเหมาที่ได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยไขข้อสงสัยของเ้านายขึ้นว่า
'เ้านาย เขาไม่กล้าตอบแบบนี้ ท่านยังคิดว่าแต่ก่อนท่านล่าสัตว์เก่งอีกหรือ'