อารองจิ่งโกรธจนตัวสั่น อยากจะพุ่งเข้าไปสาวหมัด แต่ถูกคนของตระกูลจูขวางเอาไว้ “คำพูดของจินหลงอาจจะไม่ค่อยน่าฟังนัก แต่ความผิดครั้งนี้เป็นของพวกตระกูลจิ่ง หงจวงแต่งเข้ามาก็หลายปีแล้ว จนป่านนี้ยังไม่มีลูกสักคน แถมเมื่อวานยังทำร้ายแม่สามีอีก พวกเราโทษจินหลงไม่ได้!”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินคำพูดบิดเบือนพวกนี้ก็เผยสีหน้าเย็นชา และเอื้อมมือไปดึงอารองไว้ “อารอง อย่าไปต่อยคนพวกนี้เลย มือจะเปื้อนเอาเปล่าๆ ค่ะ”
เธอมองไปที่จูจินหลง “คำพูดของคุณในวันนี้ผิดตั้งแต่แรกแล้ว อาหญิงเล็กของฉันเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดในโลก ไม่ใช่ไก่ที่ไม่ยอมออกไข่ วันนี้พวกเรามาที่นี่ ไม่ได้มาเพื่อให้พวกตระกูลจูยอมรับเธอ แต่มาเพื่อหย่ากับคุณ”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนตกตะลึง เว้นเสียแต่คนในตระกูลจิ่ง
จูจินหลงคิดว่าตัวเองหูฝาด จึงถามซ้ำอีกครั้ง “เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่สนใจเขา หันไปพูดกับอาหญิงเล็กจิ่งว่า “อาหญิงเล็ก อาไปบอกเขาเองเถอะ!”
อาหญิงเล็กจิ่งหมดอาลัยตายอยากกับจูจินหลงแล้ว เธอกัดฟันว่า “จูจินหลง ฉันจะหย่ากับแก!”
จูจินหลงคำราม “แกมันไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ กล้าดียังไงมาขอหย่ากับฉัน!”
“ตลอดหลายปีที่ฉันแต่งงานกับแก แต่ละวันเหมือนตายทั้งเป็น แกบอกว่าฉันไปทำร้ายแม่แก ทำไมไม่บอกว่าแกลงมือกับแม่ฉันก่อน!” อาหญิงเล็กจิ่งเร่งเสียงพูด “แกทำร้ายฉัน ฉันยังทนได้ แต่แกทำกับแม่ฉันแบบนั้น ฉันทนไม่ได้! อยู่กับพวกแกไปก็เหมือนตายทั้งเป็น สู้หย่าไปเลยจะดีกว่า!”
พูดจบก็รวบแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นแขนที่ผอมแห้งและเต็มไปด้วยบาดแผล ตามด้วยถอดผ้าพันแผลที่ศีรษะออก เผยให้เห็นบาดแผลน่ากลัว เธอกัดฟันพูดออกมา “ใครผิดใครถูก ดูแค่ครั้งเดียวก็รู้แล้ว! แกไม่อยากอยู่กับฉันแล้วก็ดี เพราะฉันเองก็ไม่อยากอยู่กับแก!”
สีหน้าของจูจินหลงไม่น่ามองอย่างมาก “จิ่งหงจวง แกคิดดีแล้วใช่ไหม! ถ้าหย่ากับฉันไป ชีวิตแกก็จบเห่!”
อาหญิงเล็กจิ่งสูดลมหายใจลึกๆ “ถ้าอยู่กับแกต่อ ถึงจะจบสิ้นต่างหาก! ตั้งแต่แต่งงานกับแกมา ฉันไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน”
จูจินหลงโกรธจนร้องโวยวายออกมา “หย่าก็หย่า ใครไม่หย่าก็เป็นไอ้โง่!”
เขากำลังหมายตาจิ่งเยี่ยนกุยอยู่ แต่การบังคับกลับเป็นไปไม่ได้ และคำพูดของอาหญิงเล็กจิ่งทำให้เขารู้สึกเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย พอถูกยั่วยุเข้าหน่อยก็เลยพลั้งปากออกมา
ในใจของเขาคิดว่า อาหญิงจิ่งจะต้องเสียใจในภายหลัง และถึงตอนนั้นเขาจะยิ่งวางท่ามากกว่าเดิม แล้วตระกูลจิ่งก็จะต้องยอมส่งตัวจิ่งเยี่ยนกุยมาให้เขาแต่โดยดี
วิธีคิดที่พิสดารของเขาช่างเกินกว่าที่จิ่งเยี่ยนกุยคาดไว้ เธอคาดไม่ถึงเลยสักนิด สำหรับเธอแล้ว เพียงแค่จูจินหลงตกลงที่จะหย่าก็พอแล้ว เรื่องอื่นๆ ไม่สำคัญทั้งนั้น
ในยุคนี้กฎหมายการสมรสใหม่เพิ่งเริ่มใช้ รายละเอียดในการปฏิบัติยังค่อนข้างตามอำเภอใจ แค่ไปหาเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านเพื่อทำหนังสือรับรองก็ได้แล้ว
เมื่อทำหนังสือรับรองแล้ว ก็จะแยกไว้สองฉบับ และถือว่าหย่ากันแล้ว
แน่นอนว่าในระหว่างนี้ ชาวบ้านที่มามุงดูไม่วายสบประมาทว่า หลังจากหย่าแล้วจะไม่มีผู้ชายคนไหนอยากแต่งงานกับอาหญิงเล็กอีก เกลี้ยกล่อมให้เธอไม่หย่า แต่เธอก็ยังคงเผยสีหน้าเฉยชา ไม่ตอบโต้ใดๆ และมุ่งมั่นที่จะหย่ากับจูจินหลงอย่างเดียว
สีหน้าของคนในตระกูลจิ่งก็ไม่สู้ดีนัก ตอนที่พวกเขามาถึงก็เตรียมจะหาเรื่องกับตระกูลจู และไม่ได้คิดว่าหลังจากที่พวกเขาโวยวายแล้ว อาหญิงเล็กจิ่งจะต้องอยู่กับครอบครัวสามียังไงต่อไป
ตอนนี้พอได้ยินว่าอาหญิงเล็กจิ่งจะหย่า พวกเขาโดยส่วนใหญ่ต่างก็คัดค้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า ในยุคนี้ถ้าบ้านไหนมีผู้หญิงหย่าร้างก็จะถูกชาวบ้านนินทา
พวกเขาถึงกับพูดกับหยางหว่านซิ่วว่า การหย่าไม่ใช่เรื่องดี แต่หยางหว่านซิ่วกลับพูดออกไปตรงๆ ว่า “ฉันไม่อยากเห็นลูกตายก่อนตัวเอง”
เหล่าญาติๆ มองดูบาดแผลเต็มตัวของอาหญิงเล็กจิ่งและเห็นสภาพผอมแห้งเหลือแต่กระดูกของเธอ ก็พากันพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป
การหย่าเป็นไปอย่างราบรื่น จูจินหลงยังคงด่าทอไม่หยุด “ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้กล้าหย่ากับฉัน จะดูสิว่าแกจะอยู่ยังไง!”
จิ่งเยี่ยนกุยทนจูจินหลงมานานพอแล้ว ก่อนหน้านี้คิดว่าควรพูดอะไรที่เกินเลยออกไป เพราะจะกระทบกับการหย่า แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีกแล้ว เธอเดินไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “จูจินหลง แกเอาแต่พูดว่าอาหญิงเล็กฉันไม่มีลูกอยู่ได้ แกเองก็ออกไปเตร็ดเตร่กับผู้หญิงอื่นไปทั่ว แล้วมีผู้หญิงคนไหนตั้งท้องลูกแกบ้างไหม?”
คำพูดนี้ไม่ค่อยเหมาะกับผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานแบบเธอ แต่การที่เขาเอาแต่พูดว่าอาหญิงเล็กจิ่งเป็นไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ ทำให้เธอทนไม่ไหวจริงๆ
พอเธอพูดจบ ทุกคนก็เงียบไป อาสามจิ่งกลับตวาด “จิ่งเยี่ยนกุย ลูกผู้หญิงอย่างแกพูดแบบนั้นได้หรือไง หุบปากซะ!”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้ตั้งใจจะหุบปาก กลับพูดเสียงดังขึ้นอีก “ฉันแค่กำลังพูดความจริง ไม่อยากให้อาหญิงเล็กของฉันต้องมาแบกรับความผิดแบบไร้เหตุผล”
ถึงแม้จะหย่ากัน เธอก็ไม่อยากให้คนปากเสียไปนินทาอาหญิงเล็กจิ่งลับหลัง
สีหน้าของจูจินหลงดำคล้ำเหมือนก้นหม้อ เขานึกถึงเรื่องที่ผ่านมาหลายปี เขาทำทุกอย่างเรียกได้ว่าขยันขันแข็งอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะกับผู้หญิงในหมู่บ้านหรือผู้หญิงที่อยู่ไกลออกไปก็ดี ก็มีหลายคนที่เขาเคยไปยุ่งด้วย แต่กลับไม่มีข่าวคราวสักที หรือว่าจะเป็นเพราะตัวเขาที่มีปัญหาจริงๆ!
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่มีวันยอมรับได้! เขาเป็นผู้ชาย ถ้ามีลูกไม่ได้ มันก็เป็นปัญหาของผู้หญิง ไม่มีทางยอมรับว่าปัญหามันมาจากตัวเขาเอง!
ในขณะที่พูดคุยกัน เจิ้งอวี้จูก็กลับมาพอดี พอเธอกลับมาถึงและได้ยินว่าจูจินหลงหย่ากับอาหญิงเล็กจิ่งแล้ว ก็เริ่มด่าเสียงดังอีกรอบ
พอคนของตระกูลจิ่งได้ยินเธอพูดจาหยาบคาย จึงคิดว่าในเมื่ออาหญิงเล็กจิ่งหย่ากับจูจินหลงแล้ว คงไม่จำเป็นต้องไว้หน้ากัน ก็เลยตอบโต้กลับไป
เสียงทะเลาะกันดังจนอาหญิงเล็กปวดหัว เธอเอามือกดขมับแล้วพูดกับหยางหว่านซิ่วว่า “แม่คะ อย่าไปทะเลาะกับพวกเขาเลย กลับบ้านกันเถอะ!”
หยางหว่านซิ่วก็คิดว่าทะเลาะกับสองแม่ลูกคู่นี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ก็ไม่ได้อะไร จิ่งเยี่ยนกุยได้เข้ามาพูดอะไรบางอย่างกับเธอ เธอก็พยักหน้าเล็กน้อย
จากนั้นเธอก็ก้าวออกมาพูดกับญาติๆ ทั้งหลาย อีกทั้งยังตั้งใจจะทำให้ตระกูลจูรู้สึกแย่ “เรื่องของหงจวงครั้งนี้ ทำให้ทุกคนต้องลำบากใจแล้ว เดี๋ยวกลับบ้านฉันจะทำอาหารเต็มโต๊ะ หั่นเนื้อสักหลายจิน เชือดไก่สักตัว เพื่อฉลองที่หงจวงหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน”
ในยุคนี้คนส่วนใหญ่จะยอมหั่นเนื้อก็แค่ช่วงตรุษจีนและเทศกาลต่างๆ เท่านั้น ส่วนไก่ที่เลี้ยงไว้ในบ้านก็ยิ่งมีค่า จะฆ่าก็ต่อเมื่อมีโอกาสพิเศษจริงๆ
ตอนที่อาหญิงเล็กจิ่งแต่งงานกับจูจินหลง เจิ้งอวี้จูยังไม่ยอมฆ่าไก่สักตัวเลย แต่พอหย่าแล้วหยางหว่านซิ่วกลับทั้งหั่นเนื้อและฆ่าไก่ เรื่องนี้มันจงใจทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ชัดๆ
เจิ้งอวี้จูได้แต่ด่าไปพลางกลืนน้ำลายลงคอไปพลาง เพราะเธอไม่ได้กินเนื้อมาหลายเดือนแล้ว