“ว่ายังไง รายงานมาสิ”
ผู้มีนามว่าอจละ ซึ่งรั้งตำแหน่งรองอำนวยการสำนักงานความฝัน ร้องถามทีมผู้ดูแลระบบซึ่งยืนเรียงแถวอยู่หน้าโต๊ะ สีหน้าของแต่ละคนเหมือนไม่อยากเข้าหน้าเ้านายสักเท่าไหร่
“ฉันไม่รู้ระบบมันผิดพลาดตรงไหน ที่ผ่านมาก็ทำงานปกติ” เ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งกล่าวด้วยเสียงน้ำกล้า ๆ กลัว ๆ
“แต่มีบางอย่างผิดปกติครับท่าน เมื่อชายคนนี้หมดสติคลื่นสมองของเขาไม่ใช่เดลต้าเวฟ แต่มันมากกว่าสามสิบเฮิร์ต เอ่อ... คลื่นสมองของชายผู้นี้สูงกว่าเบต้าเวฟ ฉันคิดว่าคลื่นที่สูงขนาดนี้ อาจจะรบกวนระบบนำพาดวงจิต จึงทำให้เกิดปัญหา ท่านดูนี่ครับ”
เ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งยื่นกระดาษบันทึกคลื่นสมองของดวงจิตที่กำลังเป็ปัญหาให้ท้าวอจละดู
“เฮ้ย! นี่มันมากกว่าร้อยเฮิร์ตเลยนะ มันเป็คนรึมันเป็อะไรวะเนี่ย” รองผู้อำนวยการกล่าวอย่างประหลาดใจ
“ฉันคิดว่ามันคือสาเหตุที่ทำให้ระบบเข้าใจว่าชายผู้นี้ตายแล้ว จึงเปิดระบบนำทางให้ดวงจิตมาที่นี่” เ้าหน้าที่ชายคนเดิมกล่าวพร้อมกับหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมงานในแถว เหมือนจะขอความคิดเห็น
“เราจะทำยังไงดี แก้ปัญหาระบบที่ทำงานมาเป็หมื่นปีก็ไม่ได้ จะส่งไอ้หมอนี้กลับไปมีชีวิตก็ทำไม่ได้ จะปล่อยให้ธรรมชาติจัดการเองเหรอ มันไม่เคยเกิดปัญหาแบบนี้ นี่ก็นานมากแล้ว ใบบอก ใบสั่ง ใบเตือนอะไรจากธรรมชาติสักใบก็ไม่มีสั่งการมา เอายังไงดีคุณปารวตี”
ท้าวอจละ หันไปถามเลขาซึ่งยืนอยู้ข้างประตูห้อง
เลขาปารวตีกำลังใช้ความคิด ไม่นานเธอก็ส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง
“เราแก้ปัญหานี้ไม่ได้หรอกค่ะท่าน มันเป็เื่ผิดพลาดทางเทคนิค และที่ผ่านมามันก็ไม่เคยเกิดเื่แบบนี้ขึ้น ฉันคิดว่าธรรมชาติคงจะหาทางวิธีจัดการเอง หรือถ้าธรรมชาติปล่อยให้คุณนพกรณ์คนนั้นแก้ปัญหาเอง เขาก็อาจจะหาทางกลับไปเองได้ อย่างที่เรารู้ ๆ ดี พวกเราไม่มีอำนาจที่จะเอาใครมา และเอาใครกลับไป ธรรมชาติเท่านั้นที่จะเป็ผู้ตัดสินชะตาชีวิตของชายผู้นี้” คุณเลขากล่าวด้วยสีหน้ากังวล
“แล้วผู้หญิงที่ชายผู้นี้ตามเข้าไปในฝันล่ะ ระบบพลาดด้วยรึเปล่า” ท้าวอจละถามต่อ
“ไม่ค่ะ จากที่ฉันตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิดของอะพาร์ทเมนต์ที่เธออยู่ และของโรงพยายบาลที่รับตัวไปรักษา ลัดดา มาธาสิริ เธอถูกฆ่าตาย ระบบก็รับดวงจิตเธอมาในเวลา 17.05 น. ตามปกติ เคสนี้ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ” เ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเื่ข้อมูลรายงาน
“ปัญหาน่ะมีแน่แม่คุณเอ๋ย เพราะนายนพกรณ์คนนี้ ดันเข้าไปในความฝันของเธอ ฮ่ายยย”
ท้าวอจละถอนหายใจใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วยกมือกุมขึ้นขมับ “ทำไมมันถึงยุ่งเหยิงแบบนี้... ไม่แน่นะ เราอาจจะถูกธรรมชาติลงโทษ!” ท้าวอจละพูดประโยคสุดท้ายเหมือนคาดโทษทุกคนที่อยู่ในห้องนี้
ทันใดนั้นประตูด้านข้างห้องทำงาน ซึ่งเป็ทางผ่านไปสู่ความฝันครั้งสุดท้ายก็ถูกเปิดออก ชายแก่นามว่าท้าวสุยามโผล่หน้าเข้ามาในห้อง สีหน้าของเขาในยามนี้บ่งบอกถึงความปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก
“ผมจับเขาไม่ทัน หมอนี่ใจกล้ามาก คงจะเป็เพราะรู้ว่าเป็แค่ความฝัน มันโดดจากชั้น 84 ลงมาหน้าตาเฉยเลย” ท้าวสุยามกล่าวด้วยอาการตื่นเต้น
“เวรกรรม ไปกันใหญ่แล้ว!” ท้าวอจละร้องขึ้น แล้วหันไปถามเลขา “ท่านผู้อำนวยการอยู่ที่ไหน”
“ฉันเดินไปหาท่านที่หน้าสำนักงานแล้ว ไม่เห็นท่านค่ะ” เลขาบอก
“ฉันคิดว่าตอนนี้ทั้งสองคนน่าจะอยู่ในถนนแห่งความฝันของใครสักคนนั่นแหละ ถ้าจะเอาตัวมาต้องเข้าไปในถนนแห่งความฝันของเธอ เอ่อ... ชื่ออะไรนะ ลัดดาใช่มั้ย” ท้าวสุยามกล่าว
“มันผิดหลักนะคะ ไม่เคยมีใครเข้าไปในถนนความฝันของมนุษย์!” เลาขาปารวตีบอก
ท้าวสุยามชี้ไปที่หน้าตัวเอง “ก็ฉันเข้าไปในความฝันครั้งสุดท้ายของนังหนูลัดดามาเมื่อตะกี้นี้เอง”
“ระวังธรรมชาติจะลงโทษคุณ อย่าเดินไปที่โล่ง ๆ ก็แล้วกัน เดี๋ยวเปรี้ยง!” ท้าวอจละทำเสียงเหมือนฟ้าผ่าแกล้งลูกน้องที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่หน้าโต๊ะ ทำให้ท้าวสุยามถึงกับสะดุ้งเฮือก
รองผู้อำนวยการสำนักงานความฝันหยุดคิดชั่วครู่ แล้วกล่าวว่า
“เขาเป็สามีภรรยากันรึไง”
“ฉันก็ไม่รู้นะ ไม่มีรายงานอะไรเลย” ท้าวสุยามกล่าวพร้อมกับหันไปมองคุณเลขา
“เขาทั้งสองเป็แฟนกันค่ะ นี่เป็รายงานชีวิตของคนทั้งสอง คบกันมาเกือบ 10 ปี มีแพลนจะแต่งงานกันปีหน้า ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด แต่มีควาสัมพันธ์แบบสามีภรรยา ทั้งสองพยายามจะสร้างอนาคตร่วมกัน คุณนพกรณ์ไม่มีญาติพี่น้อง บิดามารดาตายหมดแล้ว” เลขาปารวตีรายงาน
“อ้อ”
ท้าวอจละรับรายงานชีวิตของนพกรณ์และลัดดามาตรวจดูแบบไม่ละเอียดนัก จากนั้นเขาก็ส่วยหัวช้า ๆ พร้อมกับถอนหายใจ
“นี่แหละหนามนุษย์ หาแต่ทุกข์ใส่ตัว มันโง่รึฉลาด” ท้าวอจละกล่าวอย่างหัวเสีย
ณ ถนนยาวเหยียดไกลสุดลูกหูลูกตากลางป่าดงดิบ นพกรณ์มองดูรอบตัวแล้วใช้ความคิด ทั้งสองฝากถนนคือป่า ถ้าเดินบนถนนต่อไป ไม่นานจะต้องถูกถีบตกเข้าไปอยู่ในความฝันอีก และจะเดินย้อนกลับไปก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้คงมีคนรอต้อนรับเขาอยู่ที่ปากทางอย่างแน่นอน
แล้วจะหนีไปทางไหน? นพกรณ์มองไปเข้าในป่าดงดิบ ถ้าจะหนีเข้าไปในป่าจะบุกเข้าป่าฝั่งไหนดี
“เอายังไงต่อล่ะพี่นพ” ลัดดาร้องถามชายคนรัก
เขามองดูหน้าหญิงคนรักอย่างใช้ความคิด ถ้าหนีออกป่าทางฝั่งซ้าย นั่นหมายถึงเดินย้อนเวลาคนตาย มันดูเหมือนจะวนเวียนอยู่ในป่าแห่งนี้ไม่ทางออก แต่ถ้าลองเสี่ยงตะลุยป่าฝั่งตรงกันข้าม มันจะเป็การเดินตามเวลาของคนที่ยังไม่ตาย ก็น่าจะยังไม่มีถนนแห่งฝันของใครตัดผ่านป่า ถ้าเดินล้ำหน้าเวลาตายของคนได้ ก็อาจจะหลุดออกไปจากป่าแห่งนี้ได้ นี่คือข้อสันนิษฐานของนพกรณ์
“เราลุยเข้าไปในป่าฝั่งนี้ดีกว่า แต่ต่อให้มันแย่ เราก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว!” เขาบอกเธอพลางคิดในใจ “ยังไงก็ต้องลองเสี่ยงดูก่อน”
“มันจะเป็ยังไงถ้าเราลุยเข้าไปในป่า เราไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน จะมีทางออกมั้ย! เราตายแล้วนะพี่นพ” ลัดดาพูดด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น
นพกรณ์เงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าสีแดงใกล้เส้นขอบฟ้าที่ไกลโพ้น
“เราไม่มีทางเลือกแล้วลัด เราต้องเสี่ยง!” เขาหันมามองหน้าเธอด้วยสายตาที่มุ่งมั่น “พี่ต้องลองเสี่ยงเพื่อให้ลัดพลิกชะตาชีวิตตัวเอง ลัดจะเป็สิ่งที่ธรรมชาติต้องชดใช้ให้พี่!”
เมื่อได้ฟังดังนั้นลัดดาก็ถึงกับบ่อน้ำตาแตกอีก เธอรู้ดีว่าตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกผู้ชายคนนี้มาเป็คู่ชีวิต แน่นอนเธอรู้มานานแล้ว แต่ที่เ็ปที่สุดก็คือ เธอต้องมารู้ว่าจะไม่ได้ใช้ชีวิตกับเขาแล้ว เพราะต่างคนต่างก็ตายแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการตายของเธอไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็ความผิดพลาดเช่นเขา แต่เขาก็ยังตั้งใจจะฝืนกฎของธรรมชาติเพื่อเธอ
“ต่อให้จะต้องไปอยู่ที่ไหนก็ช่าง ต่อให้ต้องถูกขังไว้ในกรงของปีศาจ ขอแค่มีพี่นพอยู่ข้าง ๆ ลัดก็ยอม” ลัดดากล่าวเสียงสั่นเครือ พร้อมกับบีบที่ท่อนแขนของชายหนุ่มด้วยแรงทั้งหมดที่เธอมี
แค่นี้แหละ แค่นี้! นพกรณ์คิด เพียงเท่านี้คนอย่างเขาก็มีกำลังใจที่จะต่อสู้ฝ่าฟัน ไม่ว่าหนทางเบื้องหน้าจะน่ากลัว เ็ป หรือแม้จะผิดหวังมากขนาดไหน เขาก็จะไม่มีทางท้อแท้ ขอแค่ได้ััถึงไออุ่นของผู้หยิงคนนี้ แม้จะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน เขาก็จะทำมันให้สำเร็จ
หลังจากที่ตัดสินใจกันอย่างแน่วแน่แล้ว นพกรณ์และลัดดาก็เดินเข้าไปในป่าฝั่งขวาของถนน ป่าที่มีเพียงแสงสลัวของท้องฟ้าสีแดงส้มและความรกดงดิบ สภาพป่ารอบตัวเป็เพียงความรกทึบของพันธุ์ไม้ เหมือนกับป่านี้ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดเดินผ่าน พื้นป่าที่เดินเหยียบย่างเต็มไปด้วยหญ้ามอสส์และพุ่มเฟิร์นปกคลุม ทั้งที่สภาพป่านั้นแห้งแล้งมาก และมีไม้ยืนต้นขึ้นแซมทุ่งเฟิร์นค่อนข้างหนาแน่น
เมื่อเดินเข้ามาถึงใจกลางป่าดงดิบ บรรยากาศในนี้มีความแตกต่างจากถนนแห่งความฝัน สภาพอากาศในนี้นั้นเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ทราบว่าในร่างกายที่เป็เพียงดวงจิต ยังมีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่หรือไม่ แต่เมื่อผ่อนลมหายใจออกมา ก็เห็นไปไอสีขาวพวยพุ่งออกมาพร้อมกัน
ความดงดิบและบรรยากาศเช่นนี้ ลัดดามองรอบตัวด้วยความรู้สึกหลอนให้จิตตก ป่าในนี้มันน่ากลัวไปทุกซอกทุกมุม มโนภาพที่เกิดขึ้นในความคิดของเธอ เต็มไปด้วยความน่ากลัวที่ฝังอยู่ในความทรงจำ แม้เธอจะพยายามตั้งสติไม่ให้คิดถึงมันแล้ว แต่ก็ไม่อาจลบภาพเ่าั้ออกจากความคิดได้
“เดินระวังนะลัด หญ้ามันลื่น”
สิ้นเสียงเตือนของนพกรณ์ ก็ปรากฏมีตัวอะไรบางอย่างโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินข้างต้นไม้ สิ่งนั้นรูปร่างเหมือนปีศาจผสมกับสัตว์ร้าย แต่บรรยากาศเช่นนี้คงต้องมองว่ามันเป็ผีมากกว่าสัตว์ป่า นพกรณ์จ้องมองดูมันตาค้าง มันคืออะไรที่น่าขนพองสยองเกล้า มันคือสิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดผสมกับความสยดสยอง
“ฮ๊ากกก!” เสียงร้องของมันเยือกเย็นและรู้สึกได้ถึงความอำมหิต
ศีรษะไอ้ตัวประหลาดที่เห็นเป็กะโหลกสีเนื้อไม่มีหนังหุ้ม มีเขาแหลมโผล่ออกมาจากกะโหลกทั้งสองข้าง หน้าผากของมันมีหลุมลึกวงกลมอยู่ตรงกลาง ดวงตามืดบอดโบ๋ลึกเข้าไปจนถึงเนื้อสมอง โพรงจมูกใหญ่เป็สามเหลี่ยม ไม่มีริมฝีปากแต่มีฟันแหลมคมที่ติดกับกะโหลกยื่นออกมาอย่างน่าเกลียด มันยืนร้องคำรามดังสัตว์ป่าที่หิวโหย น้ำลายสีม่วงเหนียวข้นของมันกระเด็นออกมาดังคลื่นน้ำทะเลซัดโขดหิน ร่างกายของมันกำยำไปด้วยกล้ามเนื้อเป็มัด ๆ
สิ่งที่นพกรณ์เห็นอยู่นี้ มันเหมือนหลุดออกมาจากภาพ skeletal muscle ที่ติดตามผนังห้องเรียนของนักศึกษาแพทย์ยังไงยังงั้น
“พี่นพ!” ลัดดาร้องเรียกอย่างใ จากนั้นก้มลงเอามือปิดหน้าไว้
“ลัดวิ่ง... วิ่งเร๊ว!”
นพกรณ์กระชากแขนของลัดดาให้วิ่งไปอีกทาง
“ว๊ากฮฮฮ!”
ปีศาจเขายาวมองตามทั้งคู่ด้วยดวงตาที่มืดโบ๋ แล้วออกวิ่งตามพร้อมกับส่งเสียงขู่คำรามก้องป่า เสียงเท้าของมันย่ำหญ้ามอสส์ไล่ตามติดดังบึ๊ก ๆ ราวกับั์
“ย๊ากกก!” คนทั้งสองแหกปากร้องลั่นอย่างใ สับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิต
แต่แล้วทันใดนั้นนพกรณ์ก็รู้สึกว่าแขนของลัดดาไม่ได้อยู่ในกำมือของเขา
“ลัด!”
ลัดดาล้มหน้าคะมำลงกับพื้นหญ้ามอสส์ ไอ้เขายาวกำลังวิ่งตามมาติด ๆ เหลืออีกเพียงไม่กี่เมตรความสยดสยองกำลังวิ่งทะลวงเข้ามา นพกรณ์วิ่งกลับมาหาเธอแล้วพยายามฉุดให้ลุกขึ้น
“ลัดไปไม่ไหว ลุกไม่ขึ้นพี่นพ ลัดไม่รู้เป็อะไรไม่มีแรงเลย” ลัดดาร้องออกมาอย่างหมดหวัง แต่เธอก็พยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นตามแรงฉุด
“ลัด! ลัดต้องสู้นะ ฮึดสู้ซิ อย่าท้อ ลุกขึ้น เร๊ว!” นพกรณ์ร้องบอกเธอ
อีกเพียงเสี้ยวนาทีที่ปีศาจเขายาวจะเข้ามาถึงตัว มันอยู่ใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่น่าสยดสยองของมัน
“ฮ๊ากกก! ฮิก ฮิ๊ก!”
เสียงร้องคำรามของมันแผดใส่ จนรูปร่างของดวงจิตััได้และขยับเคลื่อนไปตามความรุนแรงของคลื่นเสียง นพกรณ์ดูเหมือนจะหมดหนทางแล้ว เขาพยายามสุดชีวิตที่จะดึงลัดดาให้ลุกขึ้นวิ่งต่อ แต่ตัวเธออ่อนปวกเปียกเหมือนไม่มีเรี่ยวแรง
นี่มันฝันของใครกันวะ!?
เมื่อคิดได้ดังนั้นนพกรณ์ก็ลืมตาโพล่งขึ้นมา ความฝันเหรอ...? นี่มันเป็ความฝันรึเปล่า! เขาหันไปมองสัตว์ร้ายในคราบปีศาจที่กำลังวิ่งตรงเข้ามา
“เฮ้ย... จริงดิ!” นพกรณ์อุทานขึ้นในใจ
ทันใดนั้นประสบการณ์ความฝันหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความคิด ในความฝันที่กำลังจวนตัว หนีไปเจอทางตัน แอบอย่างไรก็ถูกหาเจอ หรือกำลังถูกอะไรบางอย่างวิ่งไล่ บางครั้งนพกรณ์ก็ได้สติและจำได้ว่าตัวเองพึ่งจะเข้านอน เหตุใดจึงมาอยู่ในสถานที่แห่งนั้นได้??! และรู้ตัวว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้คือความฝัน
ทุกครั้งเมื่อตัวเองคิดได้ในฝันที่กำลังจวนตัว น่ากลัว หรือตื่นเต้น เขาจะนึกภาพอาวุธออกมาต่อสู้กับสิ่งที่กำลังก็ตามที่กำลังวิ่งเข้ามา และสู้กับมัน!
แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่เขาจะทำแบบนั้นได้ และเขาก็ไม่รู้ตัวแปรหรือปัจจัยใดที่จะสามารถทำแบบนั้นได้ด้วย แต่วินาทีนี้เขาจวนตัวแล้ว และรู้ตัวเองด้วยว่าอยู่ในความฝัน!
ในขณะที่เขาพยายามจะดึงแขนลัดดาให้ลุกขึ้น เหลืออีกเพียงไม่ถึง 2 เมตร สัตว์ร้ายในคราบปีศาจจะถึงตัว นพกรณ์หลับตาแล้วนึกภาพที่เคยเห็นในคลิปยูทูป
ถ้ามันจะขนาดนี้ก็ต้องปืนระดับ KPV แฮฟวี่แมทชีนกัน
ทันใดนั้นปืน KPV Heavy Machine Gun ก็พลันปรากฏขึ้นมาพร้อมกับฐานยิงที่แข็งแรง ขนาดของลำกล้องปืนทำให้รู้ว่าะุที่ใช้ยิงต้องใหญ่มาก แต่วินาทีนี้นพกรณ์ไม่มีเวลาชมความงามของมัน เขาปล่อยแขนลัดดาแล้ววิ่งไปนั่งลงที่เก้าอี้ท้ายปืนสำหรับนั่งยิง พานท้ายปืนซับแรงแนบที่ไหล่ทั้งสองข้างในท่าพร้อมยิง จากนั้นนิ้วชี้ก็วางเข้าที่ไกปืนเหมือนตัวเองเคยยิงมันมาเป็ร้อยครั้ง สายตาของเขาจับจ้องไปที่รูเล็ก ๆ ศูนย์เล็ง แล้วก็เลื่อนขยับปลายกระบอกปืนให้ตรงแน่วใส่กลางลำตัวไอ้เขายาวที่กำลังวิ่งดาหน้าเข้ามา!