เมื่อได้สติ ทั้งสี่ก็รีบสาวเท้าตรงเข้าไปอย่างรวดเร็ว และเป็วิษณุที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับมองไปยังภาวิณี
“ก็เข้างานตามกฎระเบียบของบริษัทนะครับ” วิษณุยิ้มมุมปาก “พวกเราก็แค่มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ไม่ใช่ผู้วิเศษวิโสหูดีจมูกไว ที่มักจะตื่นก่อนนอนทีหลังเหมือนใครบางคนนี่นา”
ทั้งดาวและคุนต่างก็รีบใช้ขอศอกกระทุ้งสะกิดวิษณุกันจ้าละหวั่น เพื่อหวังจะห้ามไม่ให้เขาพูดถ้อยคำเหน็บแนมนั้นต่อไป ขณะที่ปอยนั้นทำหน้าฉงนกับปฏิกิริยาของทั้งสองที่เหมือนจะมีสะเก็ดไฟปะทุออกมายามจ้องมองกันและกัน แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนหนึ่งที่ไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศเชือดเฉือนและความหมายแฝงเร้นของคำพูดนั้นเลย เพราะเธอเอ่ยเสียงใสพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเดิม
“พี่ภาเขาเคยเป็หน่วยซีลที่อเมริกานะค่ะ” แพรวายิ้มอย่างภูมิใจ “เลยหูดีตาดีกว่าตนปกตินะค่ะ”
“อะ…เออ” วิษณุก้าวถอยหลังอย่างลืมตัวด้วยใบหน้าซีดเผือด “ถึงว่า…ทำไมถึงได้ยิน”
“เอาเถอะ ถ้ารู้ตัวว่าต่ำกว่ามาตรฐานก็ดีแล้ว” ภาวิณีเองก็เหมือนจะไม่เข้าใจคำเหน็บแนมของวิษณุเช่นกัน เพราะเธอยกแขนประสานกอดอก หันกลับไปยังตัวบ้าน “ถ้าอย่างนั้นก็รีบทำงานซะ จะได้จบโปรเจ๊คนี้ซะที…พวกเราจะได้รีบกลับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ” ดาวเสนอพร้อมกับแทรกตัวเข้าไประหว่างกลาง “ว่าแต่ว่าคุณลุงข้างในนั้นใช่ซินแสรึเปล่าค่ะ”
“ค่ะ” แพรวารับคำ “ก็พวกคุณพ่อ คุณลุง กับพี่ภาคิณน์เขาเชื่อเื่นี้กันนะคะ เลยเชิญให้มาดูบ้านหลังนี้”
“มีหมอดูสองคนเลยเหรอ?” คุนเอ่ยขึ้นพร้อมกับกลั้นหัวเราะ “เอาซี๊…! ที่นี้ก็ไม่เป็อันต้องทำอะไรกันแล้วละ สถาปนิกคงไม่จำเป็แล้วละมั้งแบบนี้”
“หมอดูสองคนเหรอคะ” แพรถามกลับด้วยความฉงน “ไหนคะ ฉันไม่เห็นมีอีกคนเลย”
“คือว่าน้องปอยเขาพอจะรู้เื่พวกนี้นะครับคุณแพรวา” วิษณุเป็ฝ่ายตอบแทน “บ้านหลังก่อนหน้าที่ขายได้ก็ฝีมือน้องปอยนี้แหละครับ ที่ปรับแก้เื่ฮวงจุ้ยจนขายได้นะครับ”
“ไม่คิดเลยว่าคุณปอยจะรู้เื่พวกนี้ด้วย” แพรวาตาโตด้วยความสนใจปนสงสัย “ว่าแต่มันมีจริงๆ หรือคะ เื่พวกนี้นะ”
“หมอดูคู่หมอเดาอะครับคุณแพรวา” คุนเอ่ยขัด “จะเชื่ออะไรมาก อันที่จริงอาจจะเป็เพราะบ้านหลังนั้นผมกับไอ้ดาวได้รีโนเวทมาก่อนหน้าแล้วรึเปล่า ลูกค้าเลยชอบ”
“ไม่ใช่แน่นอนย่ะ!” ปอยตวัดหางตาเหลือบมองไปทางคุนอย่างรวดเร็ว “บ้านที่ฮวงจุ้ยไม่ดีนะ แค่มองจากด้านนอกคนเขาก็ไม่อยากเข้าไปแล้ว…เหมือนบ้านหลังนี้ไง แม้จะดูหรูหราดูสวย แต่ก็ไม่มีคนอยากเข้ามาหรอกถ้าไม่จำเป็”
“ว่าไปก็จริง” แพรวาพยักหน้าเห็นด้วย พลางแบนสายตามองกลับเข้าไปยังตัวบ้าน “ขนาดฉันเองที่ไม่เชื่อเื่พวกนี้ยังไม่อยากเข้าไปข้างในเลย รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ รู้สึกว่าบ้านหลังนี้มันทั้งอึดอัด หนาว เศร้า หดหู่ ยังไงแปลกๆ เวลาที่อยู่ข้างในเหมือนกับว่าความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีมาก่อนหน้ามันหายไปหมดเลย เพราะแบบนี้แหละ เราสองคนเลยขอรออยู่ข้างนอกนี้ดีกว่า”
ขณะที่แพรวากำลังอธิบายความรู้สึกอยู่นั้นเอง คนที่อยู่ภายในตัวบ้านก็หันหลังกลับออกมายังทิศทางหน้าบ้านที่พวกเขายืนกันอยู่ นั้นจึงเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับทีมซึ่งรับผิดชอบโปรเจ๊คนี้จะต้องเดินเข้าไปหาพวกเขาภายในตัวบ้าน แม้ว่าไม่อยากจะเข้าไปสักเท่าไหร่ก็ตาม ยกเว้นเพียงแค่คุนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ดูจะไม่รู้สึกหวาดกลัวสิ่งใด เพราะเขาไม่ได้เห็นเหมือนกับที่ทั้งสามคนเห็นเมื่อวันก่อน
“ก็ประมาณนี้แหละครับ” บุรุษผู้เป็ทั้งลูกศิษย์และล่ามของซินแสชราเอ่ยขึ้น ภายหลังจากซินแสผู้มีชื่อว่าอาจารย์หวัง ได้ชี้ไม้ชี้มือไปยังแบบแปลนของบ้าน โดยมีไพศาลคอยเขียนตัวอักษรและสัญลักษณ์ลงกำกับไว้บนแบบแปลนที่กางแผ่หลาบนโต๊ะบริเวณหน้าบ้าน “ถ้ามีอะไรขัดข้องหรือติดขัด ก็ให้ติดต่อมานะครับ เพราะอาจารย์ท่านต้องรีบไปดูบ้านของลูกศิษย์คนอื่นต่อ…นี้ถ้าไม่ใช่เพราะเป็คุณเฉลียวกับคุณธานินณ์ละก็ อาจารย์ท่านคงไม่แบ่งเวลามาช่วยดูให้หรอกนะครับ เพราะคิวอาจารย์ท่านไม่ว่างไปจนถึงปีหน้าเลยละครับ”
“เท่านี้ก็ขอบคุณอาจารย์มากๆ แล้วครับ” ภาคิณน์ประสานยกมือไหว้ไปยังซินแสชรา “เซียเซียะ…เซียเซียะ เหล่าซือ”
“เหม๋ยกวนซี่….เหม๋ยกวนซี่” บุรุษชรายกมือโบกไปมา พร้อมกับพยักหน้าและยิ้มให้อย่างเมตตา
“อาจารย์ท่านบอกว่าไม่เป็ไรนะครับ” ผู้เป็ลูกศิษย์แปลความหมายของคำพูด ขณะที่ซินแสชรายังคงพูดอธิบายด้วยภาษาจีนต่อไปโดยที่เขายังคงเป็คนที่คอยแปลความหมายให้เช่นเดิม “แล้วอาจารย์ก็ยังบอกอีกว่าพวกพลังงานร้ายในบ้านก็ไม่ต้องกลัวแล้วนะ เพราะท่านได้ทำพิธีกำจัดพวกมันออกไปแล้ว”
“พลังงานร้าย!” อีกครั้งที่ดวงตากลมโตของแพรวาเบิกกกว้างขณะที่โพล่งถามออกมาด้วยความสงสัย “หมายความว่ายังไงหรือคะคุณตา?”
“ก็หมายถึงผีหรือิญญานะครับน้องแพร” ภาคิณน์เป็ผู้ไขข้อสงสัยของหญิงสาว “พี่เองก็ไม่เคยเห็นหรอกนะครับ แต่ว่าอาจารย์ท่านบอกว่ามีนะ แต่ว่าตอนนี้อาจารย์ท่านจัดการไปแล้วละครับ”