ผมพยายามก้าวเท้าให้เป็ปกติที่สุด สองมือกอดแฟ้มเอกสารรายงานสรุปโมเดลจำลอง T-Forest เอาไว้แน่นชิดอกคล้ายจะใช้มันเป็โล่กำบังความผิดปกติของตัวเอง สายลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในลิฟต์แก้วไม่ได้ช่วยให้ใบหน้าที่ร้อนผ่าวเย็นลงได้เลยแม้แต่น้อย ทุกจังหวะที่ขยับขาก้าวเดิน ความรู้สึกตึงหน่วงและระบมเบาๆ ที่สะโพกคอยแล่นริ้วขึ้นมาเตือนสติอยู่ตลอดเวลา ว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์แสนเร่าร้อนและวาบหวามอะไรขึ้นหลังบานประตูลในห้องทำงานของประธานบริหารสูงสุดแห่ง T-Group
ใช่ครับ... ผมเพิ่งจะโดน ‘บอสจอมมาร’ หรือคุณธีร์ ลงโทษอย่างแสนหวานและลึกซึ้งไปถึงสองรอบเต็มๆ!
เมื่อก้าวพ้นจากลิฟต์และเลี้ยวเข้ามายังแผนก Creative Design บรรยากาศการทำงานยามบ่ายแก่ๆ ที่แสนคึกคักก็พุ่งเข้าใส่ทันที เสียงรัวคีย์บอร์ด เสียงถกเถียงเื่เฉดสี และเสียงหัวเราะคิกคักของพี่ๆ ดังแว่วมาเป็ระยะ ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามปรับสีหน้าให้ดูเรียบเฉยที่สุดเหมือนพนักงานฝึกงานธรรมดาคนหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานของตัวเองอย่างระมัดระวังที่สุด
ทว่า... ความพยายามทั้งหมดของผมดูเหมือนจะพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อเก้าอี้ล้อเลื่อนข้างๆ ถูกถีบส่งให้พุ่งตรงดิ่งมาหาผมอย่างรวดเร็วพร้อมกับร่างของ ‘พี่ส้ม’ รุ่นพี่นักออกแบบจอมเม้าต์ประจำแผนกที่ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องผงะหงาย
"แน่ะ... พู่กันจ๊ะ"
พี่ส้มเอ่ยเสียงลากยาว ั์ตาเรียวรีเบิกกว้างพลางหรี่ตามองจับผิดผมั้แ่หัวจรดเท้า นิ้วเรียวที่ทาเล็บสีส้มแป๊ดชี้มาที่ใบหน้าของผมอย่างมีเลศนัย
"ทำไมวันนี้แก้มแดงแจ๋เหมือนลูกตำลึงสุกขนาดนั้นล่ะ? แดงเป็ธรรมชาติไม่ต้องปัดบลัชออนเลยนะเนี่ย... แล้วน้ำเสียงหวานๆ ของแกหายไปไหน ทำไมกลายเป็เสียงแหบเสน่ห์เซ็กซี่เหมือนคนไม่ได้ดื่มน้ำมาสามวันอย่างนั้นล่ะหืม?"
"เอ่อ... คือ..."
ผมลนลานสะดุ้งโหยงจนเกือบทำแฟ้มในมือหลุดร่วง สมองน้อยๆ เริ่มหมุนติ้วหาทางรอดอย่างเร่งด่วน
"คือผม..."
"แถมเมื่อกี้ตอนเดินเข้ามา..."
พี่ส้มยังไม่ยอมปล่อยผ่าน เธอละสายตาลงต่ำมองบั้นท้ายและสะโพกของผมที่เพิ่งเกร็งตัวนั่งลง
"ทำไมเดินก้นบิด ขาแข็งๆ หลังตรงแด่วเหมือนคนสะโพกเคล็ดยังไงอย่างนั้นแหละจ๊ะ? ไปทำอะไรมาฮั่นแน่... หายไปตั้งสองชั่วโมงกว่าแหนะคุณพนักงานฝึกงานคนเก่ง"
"ผมลื่นล้มในห้องน้ำครับพี่ส้ม"
ผมหลุดปากโพล่งออกไปเสียงดังลั่นจนลิ้นแทบพันกัน ขยับตัวหลบจนขาไปชนเข้ากับกลไกปรับระดับเก้าอี้จนร้องอุ๊ยแก้เก้อ พลางรีบยัดเยียดเหตุผลสุดโบ๊ะบ๊ะบ้าบอเพื่อเอาตัวรอด
"พอดี... พอดีว่าพื้นห้องน้ำชั้นบนมันลื่นมากเลยครับพี่! ผมก้าวพลาดสะดุ้งล้มก้นกระแทกพื้นดังปึ้ก สะโพกเลยเดาะนิดหน่อยครับ ส่วนเสียงแหบก็... ก็เพราะะโร้องตอนล้มยังไงล่ะครับ ใช่ครับ ลื่นล้มรุนแรงมากเลย!"
พี่ส้มอมยิ้มกริ่ม แววตาส่องประกายล้อเลียนอย่างปิดไม่มิด เธอเอื้อมมือมาตบบ่าผมเบาๆ สองสามทีแล้วหัวเราะคิกคักอย่างรู้ทัน
"จ้ะๆ ลื่นล้มในห้องน้ำชั้นบนที่เป็โซนผู้บริหารส่วนตัวเนี่ยนะ... แถมล้มยาวนานตั้งสองชั่วโมงกว่าจนเสื้อผ้าหน้าผมเนี้ยบกริบกระดุมติดครบทุกเม็ดแบบนี้ จ้ะๆ พี่เชื่อก็ได้จ้ะพู่กัน ลื่นล้มแบบไหนน้าถึงได้ทำเอาปากเจ่อบวมแดงเหมือนโดนใครบดจูบมาขนาดนี้...สงสัยพื้นห้องน้ำที่นั่นคงจะ ‘ดุ’ มากเลยสินะจ๊ะ"
"พี่ส้มอ่ะ!"
ผมหน้าร้อนวูบวาบจนแทบะเิเป็จุล ก้มหน้าลงชิดอกเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู รีบเปิดคอมพิวเตอร์และกางเอกสารทำเป็ตรวจแบบงานอย่างขะมักเขม้นเพื่อหลบสายตาแซวระยิบระยับของรุ่นพี่ พี่ส้มหัวเราะคิกคักชอบใจที่แกล้งเด็กฝึกงานจนมุมได้สำเร็จ ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้กลับไปทำงานของตัวเอง ทิ้งให้ผมนั่งหน้าแดงพึมพำก่นด่าความซุ่มซ่ามและความโก๊ะของตัวเองในใจที่ไม่รู้จักหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้
---
่บ่ายคล้อย บรรยากาศในออฟฟิศเริ่มผ่อนคลายลงบ้างตามเวลาที่งวดเข้ามาทุกที ผมนั่งเคลียร์แบบลายเส้นบนหน้าจอสเกตช์ภาพไปพลาง มือก็กดเปิดเช็กอีเมลขององค์กรเพื่อดูประกาศข่าวสารภายในตามหน้าที่พนักงานที่ดี ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับจดหมายข่าวแนะนำประธานบริหาร (Executive Newsletter) ประจำไตรมาสที่เพิ่งส่งตรงมาจากฝ่ายสื่อสารองค์กร
ผมเปิดอ่านมันอย่างเลื่อนลอย
รูปภาพขนาดใหญ่ตรงกลางหน้าจอคอมพิวเตอร์คือภาพของ ‘คุณธีร์’ หรือคุณธีรดนย์ (ตามชื่อเต็มในเอกสารทางการบริหาร) ในชุดสูทสากลสามชิ้นสีน้ำเงินเข้มสั่งตัดเนี้ยบกริบประดับเข็มกลัดตราสัญลักษณ์สีทองสง่างาม ใบหน้านิ่งคมคายที่ไร้รอยยิ้มทว่าเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอำนาจและเสน่ห์ของผู้นำอย่างล้นหลาม ดวงตาคมกริบคู่ดุนั้นจ้องมองตรงมายังกล้อง ราวกับสามารถสยบทุกคนที่สบตาได้ในวินาทีเดียว เนื้อหาในอีเมลพรรณนาถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับเมกะโปรเจกต์แสนล้าน รางวัลนักบริหารดีเด่นแห่งปี และผลงานวิชาการทางสถาปัตยกรรมระดับนานาชาติอีกนับไม่ถ้วน
ผมจ้องมองภาพชายผู้สูงส่งในหน้าจอแล้วก้มลงมองมือตัวเองที่กุมเมาส์ปากกาอยู่... มือที่เปื้อนรอยดินสอเล็กๆ ร่างกายที่สวมใส่เพียงเสื้อผ้าแบรนด์สตรีทราคาไม่กี่ร้อยบาท และในหัวที่คอยแต่จะคำนวณเงินเก็บในบัญชีธนาคารตอนสิ้นเดือนว่าจะพอจ่ายค่าเช่าห้องและค่ากินอยู่ไหม
ความเงียบงันเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาเกาะกินหัวใจของผมทีละน้อย ความรู้สึกฟุ้งซ่านและกังวลใจเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในส่วนลึกของความคิด
‘เขาสูงส่งและเจิดจรัสขนาดนั้น... เหมือนดวงดาวที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้าที่ทุกคนต่างแหงนมองด้วยความชื่นชม ส่วนเรา... เป็เพียงแค่เด็กฝึกงานกะโปโลธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาเลยสักอย่าง’
ความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างท่านประธานบริหารกับเด็กฝึกงานต้อยต่ำแบบนี้มันจะยั่งยืนและเป็ความจริงได้นานแค่ไหนกันเชียว?
ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งบีบรัดตัวแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทำไมผู้ชายที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบระดับประเทศอย่างคุณธีร์ถึงต้องลงมาลดตัวเล่นกับเด็กอย่างผม?
ทำไมเขาต้องคอยตั้งมาตรฐานพิเศษ คอยสองมาตรฐาน สปอยล์ดูแลเอาใจใส่ผมดีเกินกว่าพนักงานทุกคนในบริษัท?
หรือจริงๆ แล้ว... เขามีเื่อะไรปิดบังหรือติดค้างอะไรบางอย่างกับผมกันแน่?
ทุกครั้งที่เขาจ้องมองผมด้วยสายตาที่ลึกซึ้งอบอุ่นคู่นั้น มันมักจะแฝงไปด้วยประกายของความหลังประหลาดๆ ที่ผมพยายามเดาเท่าไหร่ก็เดาไม่ออก ราวกับว่าสายตาคู่นั้นไม่ได้มองเพียงแค่ผมในปัจจุบัน แต่กำลังมองหาใครบางคนที่ทับซ้อนอยู่ภายใต้เงาของผม... ความกังวลใจนี้ทำให้ผมนั่งถอนหายใจยาวเหยียด รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่ท่ามกลางสายหมอกที่มองไม่เห็นทางข้างหน้า ได้แต่กลัวว่าความสุขแสนหวานที่ได้รับในตอนนี้จะเป็เพียงแค่ความฝันชั่วคราวที่จะอันตรธานหายไปเมื่อตื่นลืมตา
---
เมื่อเวลาเลิกงานมาถึง ผมรีบเก็บกระเป๋าและแอบเดินเลี่ยงลงมายังลานจอดรถ VIP ชั้นใต้ดินตามเวลาที่นัดหมายไว้อย่างระมัดระวังที่สุด สายตาคอยสอดส่องซ้ายขวาเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเห็นขณะที่ผมเปิดประตูและก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังแท้ฝั่งข้างคนขับของรถสปอร์ตสุดหรู Aston Martin คันงามสีดำขลับของคุณธีร์
กลิ่นเบาะหนังแท้หรูหราปนกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้เท่ๆ ที่เป็เอกลักษณ์ประจำตัวของคุณธีร์โชยมาปะทะจมูกทันทีที่ปิดประตูรถลง ทว่าในวันนี้ผมกลับไม่มีแก่ใจจะส่งเสียงเจื้อยแจ้วพูดคุยเล่าเื่โก๊ะๆ หรือเื่ตลกโบ๊ะบ๊ะในแผนกให้เขาฟังเหมือนเช่นทุกวัน ผมทำเพียงขยับตัวพิงแผ่นหลังเข้ากับเบาะหนานุ่ม เอนศีรษะซบลงกับบานกระจกเย็นเยียบของรถ จ้องมองออกไปภายนอก มองแสงไฟสีส้มแดงของรถคันอื่นบนท้องถนนกรุงเทพฯ ยามเย็นที่เริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ
ความเงียบที่ผิดปกติของผมทำให้ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับสังเกตเห็นทันที
คุณธีร์ปัดปลายนิ้วลงบนหน้าจอคอนโซลเพื่อลดระดับเสียงเพลงแจ๊สบรรเลงเบาๆ ลงจนแทบไม่ได้ยิน รถสปอร์ตเคลื่อนตัวออกจากตึกอย่างนุ่มนวลเงียบเชียบ ก่อนที่ฝ่ามือหนาอุ่นจัดข้างหนึ่งจะปล่อยจากพวงมาลัยรถแล้วเอื้อมมาทาบลงบนแก้มใสของผมแ่เบา ััอุ่นซ่านจากฝ่ามือของเขาทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ขยับตัวหนี
"พู่กัน..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนและนุ่มลึกเอ่ยเรียกชื่อผมด้วยความห่วงใยปิดไม่มิด
"เป็อะไรไปครับคนดี? เหนื่อยงานหรือเปล่า หรือว่า... บ่ายนี้พี่ทำหนูเจ็บเกินไป หืม?"
คำว่า ‘พี่ทำหนูเจ็บเกินไป’ ทำให้ใบหน้าของผมร้อนฉ่าขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ผมรีบหันหน้าหนีมือหนาเล็กน้อย ส่ายหน้าพัลวันปฏิเสธแก้เก้อเสียงอุบอิบ
"เปล่าครับ... ไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้นสักหน่อย ผมแค่เหนื่อยๆ เพลียๆ จากงานเฉยๆ ครับคุณธีร์"
ทว่าคนข้างกายที่เป็ถึงประธานบริหารผู้จับโกหกคนเก่งมานักต่อนักมีหรือจะเชื่อคำแก้ตัวตื้นๆ ของผม คุณธีร์ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อในทันที แต่เขาเลื่อนมือหนาลงมากุมกระชับมือเล็กของผม เอาไว้ประสานนิ้วมือของเราเข้าด้วยกันแ่า วางมันไว้บนหน้าขาแกร่งของเขาตลอดเส้นทางขับรถ นิ้วหัวแม่มือหนาคอยลูบไล้หลังมือของผมเบาๆ ราวกับจะส่งผ่านกระแสความอบอุ่นและพลังใจมาช่วยปัดเป่าความเงียบงันในอก ััแสนใส่ใจและอ่อนโยนสไตล์หมาใหญ่คอยบีบกระชับมือผมเป็ระยะ ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าความกังวลลึกๆ จะยังคงเกาะกินใจอยู่ก็ตาม
---
เมื่อรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานจอดรถของคอนโดผม คุณธีร์ไม่ได้ปล่อยให้ผมเดินขึ้นห้องไปเพียงลำพังดั่งเช่นวันปกติที่เขาติดธุระด่วน เขากลับดับเครื่องยนต์ เปิดประตูเดินอ้อมมาโอบประคองสะโพกบางของผมเดินขึ้นลิฟต์มาส่งถึงในห้องนั่งเล่นของห้องชุดสตูดิโอขนาดกะทัดรัด
"ยืนรอตรงนี้ก่อนนะเด็กดี พี่สั่งอาหารค่ำร้านโปรดให้เราแล้ว เดี๋ยวลงไปรับด้านล่างแป๊บเดียวครับ"
คุณธีร์กดจูบขมับผมเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปรับอาหารที่สั่งไว้ ไม่นานนักเขาก็กลับเข้ามาพร้อมถุงกระดาษแบรนด์หรูโชยกลิ่นหอมกรุ่นของพาสต้าคาโบนาร่าซอสครีมข้นๆ และซุปเห็ดทรัฟเฟิลอุ่นๆ ร้านโปรดของผม คุณธีร์จัดการจัดโต๊ะเตี้ยกลางห้องนั่งเล่นอย่างคล่องแคล่ว แกะอาหารใส่จานชามให้เรียบร้อยราวกับเป็เ้าของห้องเสียเอง
ผมหยิบส้อมขึ้นมาถือไว้ นั่งจ้องมองจานพาสต้าสีเหลืองครีมตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิ่มจนกินไม่ลง ความฟุ้งซ่านในหัวคอยจะแล่นวนเวียนสลับภาพจดหมายข่าวผู้บริหารกับภาพความแตกต่างระยิบระยับของสองเรา ผมเอาส้อมเขี่ยเส้นพาสต้าในจานวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างคนใจลอย
เคร้ง...
เสียงช้อนส้อมในมือของคุณธีร์ที่รวบวางลงบนขอบจานทำให้ผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์ความฟุ้งซ่าน ดวงตาคมกริบคู่ดุจ้องมองตรงมาที่ผมอย่างจริงจังทว่าแฝงไว้ด้วยความละมุนละไมลึกซึ้ง คุณธีร์ขยับตัวเข้ามาประชิดร่างผม ก่อนจะเอื้อมสองแขนแกร่งมารวบโอบเอวบางของผมยกขึ้นจนลอยหวือมานั่งตักกว้างของเขาอย่างง่ายดายราวกับอุ้มตุ๊กตาตัวเล็กๆ
"อ๊ะ! คุณธีร์..."
ผมร้องอุทานเบาๆ ยามที่ก้นของผมััลงบนตักแกร่งอันอบอุ่น แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับแผงอกอุ่นกว้างของเขา สองแขนหนาโอบรัดเอวผมไว้มั่นไม่ให้ขยับหนีไปไหน
"เป็อะไรครับหืม? เอาส้อมเขี่ยเส้นพาสต้าจนมันจะอืดหมดแล้วนะเด็กดี"
คุณธีร์ซบใบหน้าคมลงบนไหล่บางของผม สูดกลิ่นแป้งเด็กจางๆ จากซอกคอระหงพลางกระซิบถามเสียงทุ้มข้างหู
"มีเื่อะไรกังวลใจอยู่หรือเปล่าครับ? บอกพี่ได้ไหมคนดี พี่เห็นหนูเงียบมาั้แ่ในรถแล้วนะ"
กลิ่นอายความอบอุ่น ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดผิวคอ และอ้อมกอดแสนมั่นคงของคุณธีร์ทำเอาเกราะป้องกันความรู้สึกในใจของผมพังทลายลงอย่างง่ายดาย น้ำตาเอ่อคลอเบ้าช้าๆ ด้วยความอัดอั้น ผมซบศีรษะลงกับบ่ากว้างของเขา ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านพรั่งพรูออกจากปากออกมาเป็คำพูดสั่นเครือ
"คุณธีร์ครับ... คุณธีร์เป็ถึงประธานบริหารสูงสุดของ T-Group เลยนะครับ..."
ผมเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
"แต่ผม... ผมเป็แค่เด็กฝึกงานธรรมดาๆ เงินเก็บในบัญชีก็น้อยนิด วันๆ คิดแต่เื่ค่าครองชีพ ความสัมพันธ์ของเรามันต่างกันเกินไปไหมครับ? ผมกลัว... กลัวว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้มันจะเป็แค่ความฝันชั่วคราวที่คุณธีร์นึกสนุกสปอยล์เด็กเล่นๆ... แล้วพอตื่นขึ้นมา ทุกอย่างก็หายไป"
ผมเว้นจังหวะสูดหายใจ ก่อนจะหลุดปากระบายความกังวลใจข้อสำคัญที่สุดออกไปเสียงแ่:
"แล้ว... บางครั้งผมรู้สึกเหมือนคุณธีร์คอยกางปีกดูแลผมอย่างสองมาตรฐานขนาดนี้... เพราะคุณธีร์กำลังติดค้างอะไรบางอย่างในอดีตกับผมหรือเปล่าครับ? คุณธีร์ไม่ได้รักผมจริงๆ ที่เป็พู่กันคนนี้ใช่ไหม..."
---
ความเงียบงันโรยตัวลงปกคลุมห้องนั่งเล่นชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นลมเย็นฉ่ำสม่ำเสมอ ผมนั่งนิ่งเกร็งตัวอยู่บนตักแกร่ง รอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดกลัวว่าคำสารภาพนี้จะทำให้ความจริงแสนโหดร้ายถูกเปิดเผยออกมา
ทว่า... อ้อมกอดที่โอบรัดรอบเอวบางของผมกลับกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม ราวกับร่างของผมจมแทบจะกลืนหายเข้าไปในอกหนาอบอุ่นของคุณธีร์ ผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืจากอกแกร่งยามที่คุณธีร์ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างอ่อนใจ แววตาคมกริบคู่ดุคู่นั้นยามที่ผมเอี้ยวหน้ากลับไปมอง บัดนี้มันอ่อนแสงลงอย่างลึกซึ้งเปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความอ่อนโยนจนหัวใจของผมสั่นสะท้าน
"เด็กโง่..."
คุณธีร์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำกังวาน ปลายนิ้วหนาไล้เกลี่ยคราบน้ำตาบางๆ ที่หางตาของผมอย่างทะนุถนอมที่สุดราวกับกลัวว่าผิวแก้มใสจะช้ำ
"คิดฟุ้งซ่านไปไกลขนาดนั้นเลยเหรอครับคนเก่ง?"
เขายึดบ่าแคบของผมให้หันหน้ามาเผชิญหน้ากันตรงๆ ดวงตาคมสบประสานนิ่งแน่วแน่ไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย
"ฟังพี่นะครับพู่กัน... เื่ตำแหน่งประธานบริหาร เื่ฐานะสังคม หรือเื่แสนล้านอะไรนั่นน่ะ มันเป็แค่หน้ากากและบทบาทหน้าที่นอกเวลาที่พี่ต้องสวมใส่ยามอยู่นอกบ้านเท่านั้นแหละครับ แต่นอกเวลางาน... ยามที่อยู่กับหนูตรงนี้ พี่มีเพียงพู่กันคนเดียวเท่านั้นที่เป็บ้าน เป็พื้นที่ปลอดภัย และเป็ส่วนที่สำคัญที่สุดในหัวใจของพี่"
คุณธีร์ใช้นิ้วชี้เคาะหน้าผากผมเบาๆ รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากปรากฏบนมุมปากหนา
"และเื่ที่หนูคิดว่าพี่ดูแล หรือสองมาตรฐานกับหนูเพราะติดค้างอะไรบางอย่าง... พี่อยากบอกให้ชัดเจนเลยนะเด็กดี พี่จงใจรับหนูเข้ามาทำงาน และคอยประคบประหงมหนูขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือเื่ผูกมัดบ้าบออะไรทั้งนั้น แต่เป็เพราะพี่ ‘รัก’ หนูครับ... รักที่เป็พู่กัน รักความน่ารัก ความเปิ่น ความขยันซุ่มซ่ามแสนสดใสของหนูที่คอยสร้างรอยยิ้มให้พี่ในทุกๆ วัน รักเด็กดีคนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจของพี่จริงๆ"
"คุณธีร์..."
ผมอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตสั่นไหวด้วยความตื้นตันยามได้ยินคำสารภาพรักแสนอบอุ่น แม้ในส่วนลึกของหัวใจจะยังแอบสงสัยกับแววตาลึกซึ้งคู่นั้น... แววตาที่เต็มไปด้วยความทรงจำบางอย่างที่เขยังไม่ได้เอ่ยปากเล่า แต่ความอบอุ่นและมั่นคงตรงหน้าก็ทำให้ผมเลือกที่จะปัดความคาใจนั้นทิ้งไปชั่วคราว
"พี่รักหนูนะครับพู่กัน... รักมากจนไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากหนูไปจากพี่ได้เด็ดขาด และพี่สัญญากับตัวเองั้แ่วันแรกที่พบหนูแล้วว่าจะขอทะนุถนอม รักษา และตามใจเด็กดีของพี่คนนี้ไว้ในอ้อมกอดของพี่ตลอดไป จะไม่มีวันให้หนูต้องโดดเดี่ยวหรือกังวลเื่อะไรอีกเลยครับ"
พูดจบ คุณธีร์ก็โน้มตัวลงมาประทับริมฝีปากอุ่นร้อนลงบนหน้าผากมนของผมเน้นย้ำหนักแน่น ก่อนจะเลื่อนลงมาจูบซับเปลือกตาทั้งสองข้างอย่างแสนอ่อนโยนเพื่อละลายหยาดน้ำตาที่หลงเหลืออยู่ ไล่ลงมาประทับจูบแ่เบาที่ปลายจมูกรั้น และปิดท้ายด้วยการบดจูบละมุนละไมลงบนกลีบปากแดงเจ่อของผมอย่างลึกซึ้งอุ่นซ่าน จูบนี้ไม่มีความเร่าร้อนปั่นป่วนใจเหมือนเมื่อบ่าย มีเพียงความอ่อนหวาน ปลอบประโลม และความมั่นคงแสนหวานที่แผ่ซ่านเข้ามาปัดเป่าความกังวลใจและรอยหมอกร้ายในอกของผมให้มลายหายไปจนหมดสิ้น
ผมยกสองแขนเรียวขึ้นเกี่ยวรอบคอแกร่งของหมาใหญ่ใจดี ซุกใบหน้าลงกับอกกว้างของเขาพลางคลี่ยิ้มกว้างออกมาได้อีกครั้งด้วยความโล่งใจ หัวใจดวงน้อยเต้นเป็จังหวะแห่งความสุขอยู่เคียงข้างหัวใจแกร่งที่เต้นแรงไม่ต่างกัน
"กินพาสต้ากันต่อได้แล้วครับ เดี๋ยวเย็นหมดไม่อร่อยนะ พี่ป้อนให้ดีไหมหืม?"
คุณธีร์เย้าแหย่เสียงนุ่ม
"ไม่ต้องเลยครับ พู่กันกินเองได้!"
ผมท้วงหน้าร้อนแต่ก็ยอมอ้าปากรับซุปเห็ดทรัฟเฟิลอุ่นๆ ที่เขาตักป้อนถึงปากอยู่ดี
หลังจากค่ำคืนแห่งการเคลียร์ใจผ่านพ้นไปพร้อมกับจานอาหารที่ว่างเปล่า ผมก็ถูกหมาใหญ่จอมสปอยล์อุ้มช้อนร่างพามานอนบนเตียงกว้างหนานุ่ม คุณธีร์จัดแจงสวมกอดเอวผมจากด้านหลัง ดึงผมเข้าไปนอนแนบชิดอกอุ่นของเขาโดยมีผ้าห่มผืนหนาคลุมทับพวกเราไว้ใต้ไอเย็นของเครื่องปรับอากาศ ผมหลับตาลงอย่างแสนสุข ซุกกายเข้าหาไออุ่นจากแผงอกแกร่งที่แสนคุ้นเคย ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านและระยะห่างของดวงดาวไว้เื้ั เพราะในเวลานี้... ผมรู้ดีแล้วว่าอ้อมกอดอุ่นของหมาใหญ่ตัวนี้คือสถานที่มีค่าและปลอดภัยที่สุดในโลกของผมตลอดไป