ตะวันผันผ่านจากยามเช้าถึงยามบ่าย
เื่ที่เกิดในวังหลวงก็ถูกเล่าผ่านปากไปมากว่าพันครั้งเสียแล้ว
ขณะที่คนต้นเื่บัดนี้กำลังนั่งอยู่ภายในสวนด้านหน้าของเรือนอวี้ย่วนสองน้าหลานนั่งกันอยู่บนเก้าอี้หินขัดใต้ต้นหลิวต้นใหญ่
“น้าผิดเองที่ตัดสินใจทำอะไรโดยไม่ถามไถ่ความเห็นของเ้าก่อน”ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับเด็กน้อยที่นั่งบนรถเข็นไม้ข้างกายของเขา ท่าทางของหนานกงฉางเซินดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเมตตาที่มีต่ออีกฝ่ายซึ่งต่างจากบุรุษที่ก่อเื่ใหญ่โตในท้องพระโรงเมื่อคืนก่อนราวกับคนละคน
“มิได้เ้าค่ะข้าทราบดีถึงความเมตตาของท่านน้า” ญาติฝั่งมารดาอาจดูห่างไกล แต่ในหนึ่งปีนางต้องได้รับจดหมายจากสกุลหนานกงอย่างน้อยสี่ฉบับและผู้ที่เขียนมาถึงนางก็คือป้าสะใภ้ใหญ่จากจดหมายหลายฉบับที่ส่งมาทำให้เด็กน้อยรับรู้ความเป็ไปของสกุลหนานกงได้คร่าว ๆ
นางยังได้รู้เื่ราวของน้าชายที่เดินทางไปท่องแดนยุทธภัณฑ์พร้อมกับอาจารย์ของเขาั้แ่ก่อนเกิดาสามแคว้น นางจึงไม่แปลกใจที่ชายผู้นี้จะไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความเป็อยู่ของนางเลย
ยามเมื่อเขากลับมา เขาก็พร้อมออกหน้าเพื่อพานางกลับสู่ตระกูลเดิมของมารดาอย่างไม่กลัวเกรงผู้ใด
เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้นางเพิ่งได้ยินจากปากของจิงเว่ยเมื่อตอนสายของวันซึ่งจิงเว่ยก็ได้ยินมาจากคนในครัวจวนโหวนั่นเอง และยังได้รู้ว่าภายในเมืองหลวงต่างโจษจันกันอย่างคึกครื้น
‘ท่านน้าทำเช่นนี้จะทำให้เขาเดือดร้อนหรือไม่’
‘นายหญิงเคยเล่าให้บ่าวฟังว่านายท่านสามเกิดห่างจากนางและนายท่านใหญ่ถึงสิบปีนางจึงได้ช่วยเหลือท่านยายของคุณหนูเลี้ยงดูนายท่านสามมาั้แ่แบเบาะนายท่านสามรักและเคารพนายหญิงเป็อย่างมากอีกอย่างการกลับสู่ตระกูลเดิมเช่นนี้เป็เื่ใหญ่นายท่านสามคงได้รับความยินยอมจากตระกูลและแคว้นฉินแล้วฉะนั้นคุณหนูอย่าได้กังวลใจไปเลย ...ว่าแต่คุณหนูคิดอย่างไรบ้างเ้าคะกับเื่นี้’ซูเฉี่ยนตอบสิ่งที่เด็กน้อยสงสัยอย่างตรงไปตรงมาและพยายามหาเหตุผลให้อีกฝ่ายคลายกังวล
‘ข้าอยู่ที่นี่ก็ไร้ตัวตนอยู่แล้ว จะย้ายไปอยู่ที่อื่นข้าก็ไม่ได้กังวลใจอะไรห่วงก็แต่พี่ห้าเท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมามีนางเพียงคนเดียวที่คอยดูแลเอาใจใส่ข้าถ้าต้องจากไปข้าคงคิดถึงนางอย่างมาก’
นี่คือบ่วงเดียวที่รั้งนางกับตระกูลฝูไว้ส่วนเื่ท่านชายเหอวั่งนางไม่ห่วงอะไร เพราะท่าทีที่เขามีต่อแคว้นเหลียนแสดงออกชัดว่าเป็เช่นไรความระแวงระวังที่ต้าหวางมีต่อเซียวเหยาหวางผู้เป็บิดาของเขาไม่ต่างจากคมดาบที่รอเวลาประหัตปะาหากเซียวเหยาหวางก้าวพลาดวันใดต้าหวางก็พร้อมจะฟันดาบในมือเข้าใส่อย่างไม่รีรอ
หากเกิดเื่ใดขึ้นจริงเหอวั่งคงสามารถผละจากต้าเหลียนไปอย่างไม่ลำบากใจ
“ได้ยินเ้าพูดเช่นนี้น้าก็วางใจ หากสกุลฝูมีน้ำใจต่อเ้าสักนิดน้าคงยังลังเลอยู่บ้าง...แต่เื่เป็แบบนี้ก็ดีเช่นกันจะได้ไม่ต้องมีเื่ให้ยุ่งยากใจ”หนานกงฉางเซินได้ฟังคำของหลานสาวก็เบาใจลง รู้สึกโล่งอกที่ฝูอวี้ฉยงเต็มใจเดินทางไปอยู่สกุลหนานกงพร้อมกับเขา
“ขอบคุณท่านน้ามากเ้าค่ะ”
“ขอบคุณอะไรกัน เ้าเป็หลานของน้าเป็ลูกสาวของพี่หลิวอิง แม้ฝั่งบิดาของเ้าใช้การไม่ได้แต่เื้ัของข้าก็ยังมีสำนักระดับสองหนุนหลังอาจารย์ของมารดาของเ้าก็ไม่ใช่คนสามัญ สกุลหนานกงของพวกเราก็เป็สกุลหนึ่งในสี่ของแคว้นฉินหากใครยังกล้าดูิ่เ้าข้าจะตัดลิ้นมันให้สุนัขแทะกิน”
แม้หนานกงฉางเซินจะสำเร็จวิชาจากสำนักมาแล้วแต่ด้วยฐานะยอดอัจฉริยะของเขาหากมีเื่เดือดร้อนขึ้นมาสำนักก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ มิหนำซ้ำอาจารย์ของพี่สาวที่จากไปก็เป็ผู้บำเพ็ญโอสถระดับปรมาจารย์ขั้นสูงมีฐานะสูงส่งอย่างมากในแดนปุถุชน ไม่นับรวมทรัพย์สินและบารมีของสกุลหนานกงรวมถึงความสัมพันธ์ที่เขามีต่อจิ้งหวางแคว้นฉิน
นับจากนี้หลานสาวของเขาไม่ใช่สตรีอาภัพอันดับหนึ่งของแคว้นอีกต่อไป
อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่อยากให้หลานสาวของตนอยู่ที่นี่ต่อก็เพราะข่าวที่คนของเขาสืบได้...แม้ยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แต่ก็พอคาดเดาได้ว่าการตายของบิดาของฝูอวี้ฉยงมีเื่ไม่ชอบมาพากลบางอย่างซ่อนเอาไว้
การพาหลานสาวกลับไปอยู่แคว้นฉินจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
๑๐ ปีที่ท่องแดนยุทธภัณฑ์เขาได้รับประสบการณ์มากมายทั้งระดับการฝึกตนก็ก้าวหน้าเป็อย่างมาก
แต่ ๑๐ปีนี้เขาเองก็ขาดการติดต่อกับทางบ้านไปเนื่องจากการเดินทางที่ท่องไปทั่วแดนไม่มีที่อยู่เป็หลักเป็แหล่งกว่าจะรู้ว่าบิดาและพี่สาวได้จากไปแล้วก็เมื่อตอนที่เขากลับไปยังแคว้นฉิน
เขาติดตามรับใช้อาจารย์อย่างใกล้ชิดจนท่านสิ้นอายุขัยไปถือว่าประพฤติตนตามหลักกตัญญูที่เหมาะสมและน่าเอาเป็แบบอย่างแต่ขณะที่เขาปฏิบัติตนในฐานะศิษย์กตัญญูผู้ประพฤติดี เขากลับไม่รู้ว่าบิดาและพี่สาวได้เสียชีวิตลงแล้ว ในฐานะบุตรและน้องชายจึงถือว่าขาดตกบกพร่องและควรถูกตำหนิ
มันจึงกลายเป็ความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจเขา
เมื่อเขาได้ทราบว่าคำสั่งเสียสุดท้ายของทั้งสองล้วนเกี่ยวข้องกับฝูอวี้ฉยงทั้งสิ้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะทำตามความประสงค์สุดท้ายของคนทั้งสอง
บิดานั้นสั่งเสียไว้ก่อนตายว่าให้นับหลานนอกผู้นี้เป็หนึ่งในหลานในเมื่อนับลำดับาุโในรุ่นเดียวกันกับนาง จึงถือว่านางเป็ลำดับหกในรุ่นหลานสกุลหนานกงเช่นเดียวกับลำดับเดิมของนางในสกุลฝูต่างกันก็แค่ในสกุลฝูนางอยู่ในรุ่นลูกเนื่องจากผู้มีาุโสูงสุดในบ้านฝูคือผิงโหวฝูจิ้นผู้เป็อาของนางนั่นเองนอกจากนี้บิดายังได้มอบร้านขายข้าวสารร้านหนึ่งเพื่อเติมเข้าเป็สินเดิมให้กับหลานสาวผู้นี้
ส่วนพี่สาวของเขาสั่งเสียผ่านจดหมายที่ส่งมาถึงบ้านหนานกงบอกให้เขาดูแลหลานสาวผู้นี้ให้ดี หากเป็ไปได้ก็ให้รับฝูอวี้ฉยงกลับไปอยู่ด้วยกันที่บ้านเพราะนางไม่ไว้ใจคนในบ้านฝู
ด้วยเหตุนี้จะเป็ตายร้ายดียังไงเขาก็ต้องพานางกลับบ้านหนานกง
อีกอย่างก่อนที่เขาจะเดินทางมาจากแคว้นฉินเขาได้ไปเยี่ยมคารวะสำนักเดิมของหนานกงหลิวอิง และใช้เวลากว่าสิบวันเพื่อเกลี่ยกล่อมภูตเมามายผู้เป็อาจารย์ของพี่สาวให้ยอมเดินทางไปแคว้นฉินแรก ๆปรมาจารย์แพทย์โอสถผู้นี้มิยินยอม เพราะไม่ชอบความวุ่นวายของเมืองหลวงอีกทั้งศิษย์รักของตนอย่างหนานกงหลิวอิงต้องมาจากไปก่อนวัยอันควรก็เพราะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ราวในเมืองหลวงแคว้นเหลียนผู้เฒ่าอายุร่วมร้อยปีผู้นี้จึงไม่อยากข้องเกี่ยวกับความวุ่นวายใด ๆ
แต่ทันทีที่เขารู้ว่าผู้ที่หนานกงฉางเซิน้าให้เขาตรวจอาการคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของศิษย์รักภูตเมามายก็ยินยอมออกเดินทางจากสำนักมาพำนักที่สกุลหนานกงเป็การชั่วคราว
ภูตเมามายผู้นี้เป็ถึงปรมาจารย์แพทย์โอสถระดับสูงฐานะของเขาแม้แต่ในแดนยุทธภัณฑ์แผ่นดินเบื้องบนยังมีที่ให้ยืนนับประสาอะไรกับแผ่นดินเบื้องล่างเช่นแดนปุถุชน
ทางสายผู้บำเพ็ญโอสถนี้ยากเย็นและฝึกฝนได้ยากกว่าการฝึกตนมากนอกจากจะต้องมีชีพจรยุทธ์เป็พื้นฐานผู้ฝึกตนที่ปรารถนาเส้นทางสายนี้จำต้องมีธาตุประจำกายสองธาตุด้วยกัน คือธาตุไม้และธาตุไฟ ซึ่งคุณสมบัติที่ว่ามามีเพียงหนึ่งในหมื่นจากบรรดาผู้ฝึกตนทั้งหมด
ฐานะของผู้บำเพ็ญโอสถจึงค่อนข้างสูงส่งอย่างมาก
ห้าวันหลังลงนามยุติาคณะราชทูตจากสองแคว้นก็เดินทางกลับแคว้นของตนเอง ส่วนจิ้งหวางยังคงรั้งอยู่ที่ต้าเหลียนพร้อมกับองครักษ์มือดียี่สิบนายทั้งนี้ก็เพื่อรอให้หนานกงฉางเซินสะสางธุระที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น
เนื่องจากคุณชายหนานกง้าให้การกลับสกุลฝั่งมารดาของหลานสาวเป็ไปอย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด ชายหนุ่มจึงเลือกตัดทุกสายใยที่อาจรั้งหลานสาวเอาไว้และการกระทำที่ไม่ไว้หน้าผู้ใดของเขาก็ทำให้ผิงโหวโมโหจนสั่งห้ามไม่ให้ ฝูหว่านถิงบุตรสาวของตนออกไปพบหน้าฝูอวี้ฉยงอีก
คนจวนโหวเกือบร้อยชีวิตหากนับผู้มีความสัมพันธ์ทางสายเืกับนางก็มีมากเกือบ ๒๐ คนแต่ญาติมิตรทั้งหมดไม่เคยไต่ถามสาระทุกข์สุกดิบของนาง ไม่เคยนำพาการมีตัวตนอยู่ของนางเฉกเช่นคนที่อยู่ในรอบรั้วเขตเรือนเดียวกัน แม้แต่ตอนที่น้าชายพานางก้าวพ้นประตูสกุลฝูออกมาก็ไม่มีแม้แต่เงาของคนในบ้านฝูออกมาส่งนางเลยแม้แต่คนเดียว
จะมีก็แค่แม่ครัวหวังกับสาวใช้สองสามคนเท่านั้นที่แอบไปพบฝูอวี้ฉยงที่เรือนอวี้ย่วนเมื่อคืนก่อน ความสัมพันธ์นายบ่าวแม้ไม่แแ่เท่ากับแม่นมซูและจิงเว่ยแต่เพราะแม่ครัวหวังเคยรับน้ำใจจากมารดาของฝูอวี้ฉยง นางจึงตั้งใจไปพบหน้าคุณหนูเพื่ออำลาเพราะรู้ดีว่าตอนที่คุณหนูออกเดินทางไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับนางทั้งนางยังเป็เพียงบ่าวในเรือนจะกล้าขัดคำสั่งเบื้องบนที่สั่งการลงมาได้อย่างไรพวกแม่ครัวหวังอยู่ที่เรือนอวี้ย่วนเพียงครึ่งเค่อก็ขอตัวกลับ
ตอนเช้าตรู่ก่อนที่คุณหนูหกจะออกเดินทางหลานสาวแม่ครัวหวังก็มาส่งเล่าปิ่ง[1]ต้นหอมใส่ปิ่นโตเพื่อหวังให้คุณหนูหกทานระหว่างเดินทาง
‘ท่านป้าตื่นขึ้นมาทำั้แ่รุ่งเช้าเพราะรู้ว่าคุณหนูไม่ชอบกินของมัน ๆ เลยจี่ด้วยไฟอ่อนกว่าจะเสร็จเลยใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม’
‘ขอบใจเ้ามากเสี่ยวชุน’ แม่นมซูเป็ผู้รับปิ่นโตมาถือไว้แล้วเอ่ยขอบใจอีกฝ่ายจากการพบปะกันเมื่อคืนวานก็ได้รู้ว่าฮูหยินใหญ่มีคำสั่งไม่ให้บ่าวไพร่มายุ่งเกี่ยวกับคุณหนูอีกแต่หลานสาวป้าหวังผู้นี้ยังอุตส่าห์มาส่งเสบียงก่อนพวกนางออกเดินทางซูเฉี่ยนย่อมรับรู้ถึงน้ำใจที่มีอีกฝ่ายมี
‘จริงสิเ้าคะ หลังจากที่พวกเราลากลับจากเรือนของคุณหนูเมื่อคืนนี้ได้ยินจากพี่เสี่ยวลี่บ่าวของคุณหนูห้าว่าโหวเหยกับฮูหยินใหญ่มีคำสั่งไม่ให้คุณหนูห้าไปส่งคุณหนูเ้าค่ะ’
‘ช่างเถิด’ ฝูอวี้ฉยงชะงักไปเล็กน้อย แม้เสียดายแต่ก็ทำใจไว้อยู่แล้วว่าเื่ต้องเป็เช่นนี้
จนนางนั่งรถม้ามาถึงประตูเมืองทิศตะวันออก จึงได้รู้ว่าญาติผู้พี่ของตนมาดักรอเพื่อส่งตนเองอยู่ก่อนแล้วแม้จะถูกบิดามารดาสั่งห้ามแต่ญาติผู้พี่ของตนผู้นี้กลับดึงดันออกมาส่งนางจนได้
ยามที่หนานกงฉางเซินเห็นร่างของเด็กหญิงวัยสิบขวบที่ยืนรออยู่พร้อมสาวใช้สองนางเขาก็รู้ได้โดยทันทีว่าที่เขาหวังให้ความสัมพันธ์ระหว่างฝูอวี้ฉยงกับสกุลฝูสะบั้นลงอย่างเด็ดขาด มิอาจเป็ไปได้เสียแล้วทั้งนี้ก็เนื่องมาจากฝูหว่านถิงญาติฝั่งบิดาเพียงคนเดียวของหลานสาวที่เป็สายใยกลมเกลียวเหนี่ยวรั้งไว้
“เ้าเดินทางไกลครั้งแรกต้องระวังตัวให้มากก่อนมาที่นี่ข้าแวะที่ร้านขายโอสถให้เถ้าแก่ช่วยจัดยาไว้หลายเทียบมีทั้งช่วยแก้วิงเวียน บำรุงกำลัง ขจัดความอ่อนเพลียหากเ้าไม่สบายเนื้อสบายตัวก็รีบแจ้งแม่นมซูให้แก้ไขรู้หรือไม่” ฝูหว่านถิงฝืนยิ้มยามเอื้อนเอ่ยนางพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล ลึก ๆ นางรู้ดีว่านี่อาจเป็ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองจะได้พบกันแต่นางไม่อยากให้น้องหกของนางต้องเศร้าใจไปด้วย จึงต้องฝืนยิ้มเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
“เ้าค่ะ” ฝูอวี้ฉยงยิ้มรับทั้งที่ในดวงตากลมโตเต็มไปหยาดน้ำตาที่คลออยู่
“ข้าจะเขียนจดหมายถึงเ้าบ่อย ๆเ้าต้องรักษาตัวให้ดี หากมีเื่ไม่สบายใจอันใดก็เขียนมาบอกกัน อย่างหนึ่งที่ข้าอยากให้เ้าจำเอาไว้ไม่ว่าเ้าอยู่ที่แห่งใดห่างไกลสักเพียงไหน แต่เ้าก็ยังเป็น้องสาวของข้าอยู่เสมอ”
“เ้าค่ะ” ฝูอวี้ฉยงตอบด้วยเสียงสั่นเล็กน้อยแม้นางจะเข้มแข็งและวางเฉยกับทุกสิ่งรอบกายแต่ญาติผู้พี่ผู้นี้กลับเป็ญาติฝั่งบิดาคนเดียวที่รักและจริงใจต่อนาง
น้ำใจที่อีกฝ่ายมีนางย่อมรับไว้อย่างเต็มใจเมื่อคิดว่าต้องจากลาและอาจไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันอีก ใจของดรุณีน้อยวัย ๙ ขวบก็เ็ปแสนสาหัสแม้ยังรู้สึกอาลัยที่ต้องจากไปแต่นางรู้ดีว่าฝูหว่านถิงลอบออกมาพบนางโดยไม่ได้รับความยินยอมจากฝูโหวผู้เป็บิดาเพราะฉะนั้นนางเลยไม่อยากพิรี้พิไรยื้อเวลาจนฝูหว่านถิงกลับจวนช้า
“ส่งกันพันลี้อย่างไรก็ต้องจากลา พี่ห้ารักษาตัวด้วย”ฝูอวี้ฉยงฝืนยิ้มส่งให้อีกฝ่ายเป็การบอกลา
ดังที่เด็กน้อยว่าส่งกันพันลี้อย่างไรเสียก็ต้องจากกัน ...
เมื่อถึงเวลาขบวนรถม้าก็ออกเดินทางไปอย่างไม่รอช้าจนเมื่อขบวนรถม้าลับตาไปสาวใช้ทั้งสองก็มองหน้ากันก่อนที่คนที่มีอายุมากกว่าจะตัดสินใจพูดออกมา
“กลับกันเถอะเ้าค่ะ ถ้าโหวเหยรู้เข้าคุณหนูจะโดนลงโทษนะเ้าคะ”ใจจริงสาวใช้ผู้นี้รู้อยู่แล้วว่าฝูโหวคงทราบเื่หมดแล้วแต่ที่นางเร่งให้คุณหนูรีบกลับจวนก็เพราะหวังว่าประมุขของบ้านจะแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นยิ่งกลับจวนเร็วเท่าใดก็ยิ่งดี
ฝูหว่านถิงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเดินกลับไปขึ้นรถม้าคันเล็กที่จอดรออยู่ใจของนางรู้สึกคับแค้นและน้อยใจในโชคชะตาแทนน้องสาวผู้นี้ยิ่งนัก แต่ติดที่ตัวนางเองก็ไม่มีอำนาจพอจะทัดทานวันนี้การเลือกปล่อยให้น้องหกของตนเดินทางไปสกุลหนานกงคงเป็ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
[1]ทำจากแป้งหมี่ผสมน้ำนวดจนเป็แป้งโดว์ใส่ต้นหอมซอย ปรุงรส แผ่เป็แผ่นวงกลม แล้วจี่หรือทอดบนกระทะจนสุก