ขณะที่ผมเปิดแผนที่และย่อขนาดให้เล็กลง ทันใดนั้นแผนที่ของเมืองชั้นรองทั้ง 9 เมืองก็ปรากฏขึ้นมาให้ได้เลือกกันทันที เมืองชั้นรองที่พูดถึงนี้ก็คือเมืองรอง 9 เมืองในเขตประเทศจีนซึ่งในอนาคตมันจะกลายเป็ส่วนสำคัญของเซิร์ฟเวอร์จีน บนแผนที่ไม่เพียงแต่ปรากฏชื่อของเมืองเท่านั้นแล้ว ทว่าแม้แต่ ‘บัฟ’ ที่ซ้อนทับอยู่บนชื่อเมืองก็ปรากฏมาให้เห็นเช่นเดียวกัน มันละเอียดมากและทั้งหมดถูกแบ่งเป็ 9 เขตบริหารราชการแผ่นดินตามสมัยโบราณ——
【เมืองหลงซี】:สถานที่สำคัญเชิงกลยุทธ์ บัฟเมือง “สังหาร” เพิ่มพลังโจมตี 5% ให้กับผู้เล่นทุกคนที่สังกัดเมือง
【เมืองเป่ยหยวน】:ป้อมปราการสำคัญทางทิศเหนือ บัฟเมือง “ปกป้อง” เพิ่มพลังป้องกัน 7% ให้กับผู้เล่นทุกคนที่สังกัดเมือง
【เมืองหยุนจง】:เมืองศูนย์กลางที่มีความเจริญและมั่งคั่ง บัฟเมือง “โชคลาภ” เพิ่มอัตราการได้รับเงินหลังจัดการมอนสเตอร์ 20% ให้กับผู้เล่นทุกคนที่สังกัดเมือง
【เมืองหลังหยา】:เมืองูเา บัฟเมือง “โชคชะตา” เพิ่มอัตราการดรอปไอเทมจากการจัดการมอนสเตอร์ 3% ให้กับผู้เล่นทุกคน
【เมืองหยูหยาง】:เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ บัฟเมือง “ความอุดมสมบูรณ์” ผู้เล่นสามารถซื้อของจาก NPC ในราคาที่ถูกลง 5%
【เมืองหลิงหนาน】:เมืองที่อุดมไปด้วยธาตุต่างๆ บัฟเมือง “แร่ธาตุ” อัตราการผลิตแร่เพิ่มขึ้น 30%
【เมืองซางอู๋】:เมืองแห่งวิทยาการด้านโลหะ บัฟเมือง “การกลั่น” อัตราการหล่อหลอมอาวุธและอื่นๆมีคุณภาพสูงขึ้น 3%
【เมืองจิ่นโจว】:เมืองสำคัญในทางยุทธศาสตร์ บัฟเมือง “ชีวิต” อัตราการปรากฏของมอนสเตอร์ในเมืองจะเพิ่มขึ้น 25%
……
“พวกเราจะเลือกเมืองชั้นรองที่ไหนดี” หลินเฉอพูดขึ้นขณะที่กำลังลังเล
ผมที่ทำการประเมินระยะทางของเมืองแต่ละเมืองแล้ว จึงพูดขึ้นว่า “เมืองที่อยู่ใกล้พวกเราหมู่บ้านเริ่มต้นมากที่สุดมีอยู่ 3 เมือง ซึ่งก็คือ เมืองหยูหยางที่ใกล้ที่สุด รองลงมาคือซางอู๋และเมืองจิ่นโจวที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย”
ส่วนต้าไห่จึงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “การลดราคาซื้อของในเมืองหยูหยางไม่ได้มีประโยชน์ขนาดนั้น อีกอย่างพวกเราไม่มีใครที่จะไปฝึกฝนสกิลเสริมอะไรที่นั่นด้วย มันไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาในระยะยาว ส่วนอัตราการกลั่นคุณภาพสูงขึ้น 3% ของเมืองซางอู๋ยิ่งไม่มีอะไรน่าสนใจ ถ้าไม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง แต่ถ้าเป็เมืองจิ่นโจว อัตราการการปรากฎตัวของมอนสเตอร์เพิ่มให้ 25% ถ้ามอนสเตอร์มีมาก นั่นก็เป็์ของผู้กล้า”
ผมยิ้มแล้วจึงพูดต่อว่า “ฉันก็ว่างั้น ฉันเห็นด้วยกับการไปเมืองจิ่นโจว ส่วนเมืองอื่นที่มีโบนัสพิเศษเพิ่มให้อย่างเมืองซีหลง กับเมืองเป่ยหยวนก็อยู่ไกลเกินไป ดูเหมือนว่าจะมีเพียงเมืองทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือกับตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้นที่อยู่ใกล้กัน ถ้าไปที่นั่นก็ใช้เวลาอย่างน้อย 20 ชั่วโมง รอให้วาร์ปได้ก่อนเถอะแล้วค่อยมาว่ากัน”
“งั้นก็ตกลงตามนี้!”
หลินเฉอพยักหน้ายิ้มๆและพูดขึ้นว่า “ที่จริงผมก็เห็นด้วยที่จะไปเมืองจิ่นโจว มันอาจจะไกลไปสักหน่อย แต่ถ้าจ้างรถม้าหรือนั่งเรือไป ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว”
“งั้นก็ไป*อี้จ้านกันเถอะ”
(*อี้จ้าน ศาลาพักม้า ในสมัยโบราณ ไม่ได้มีความสำคัญที่เป็แค่ศาลาพักม้า แต่มีความสำคัญด้านการส่งข่าวสาร ซึ่งการส่งข่าวสารนั้นสำคัญมากในการทำศึกา)
“อื้ม!”
‘อี้จ้าน’ ที่พูดถึงกันนั้น แท้จริงแล้วมันก็คือเพิงมุ้งที่อยู่นอกหมู่บ้านเริ่มต้น ที่นั่นจะมี NPCทหารกว่า 10 คนมีหน้าที่คุ้มกัน อีกทั้งด้านในยังมีม้าศึกและมีรถม้าจำนวนหนึ่งด้วย หลังจากจ้างรถม้า ผู้เล่นก็จะไม่ถูกโจมตีจากมอนสเตอร์ตลอดทั้งเส้นทางและนี่ก็ถือเป็การคุ้มกันผู้เล่น เพราะทันทีที่ออกจากหมู่บ้านเริ่มต้นแล้ว เลเวลของผู้เล่นก็อยู่ในระดับราวๆ 20 เท่านั้น ระหว่างทางมีมอนสเตอร์เลเวลั้แ่ 40-50 ขึ้นไปปรากฏขึ้นซึ่งมันไม่ใช่เื่ดีแน่และด้วยจำนวนที่มากมายอีกทั้งเพียงฝ่ามือเดียวของพวกมันที่ตวัดลงมาก็ทำให้พวกเราตายกันทั้งหมดได้แล้ว ฉะนั้นการจ้างรถม้าจึงเป็ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
อีกทั้งค่าจ้างรถม้าคนล่ะ 5 เหรียญเงินก็ไม่นับว่าแพงอะไร
รถม้า 1 คันจุคนได้ 4 คน พริบตาเดียวรถม้าที่อยู่ในสภาพใหม่เอี่ยมก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าของพวกเราทันที ไม่รอช้าผมจึงเก็บลาป่าเข้าไปในกระเป๋า จากนั้นจึงะโขึ้นรถม้าและนั่งออกไปกับทุกคนทันที ขณะที่ด้านหลังของพวกเราก็คือผู้เล่นฝึกหัดจากหมู่บ้านเริ่มต้นที่กำลังทอดสายตามองมาด้วยความอิจฉา
“บ้าจริง! มีผู้เล่นเลเวล 20 ไปรายงานตัวที่เมืองหลัก-รองแล้ว เร็วชะมัด......”
ขณะที่รถม้าควบไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้พวกเราจึงได้เห็นวิวทิวทัศน์จากบริเวณสองข้างทาง ขณะที่คนควบรถม้าของพวกเราก็คือนายทหารฝีมือดีเลเวล 50 คนหนึ่งที่มือข้างหนึ่งของเขาถือบังเหียนไว้ ขณะที่มืออีกข้างก็จับด้ามกระบี่ไว้……และเขาดูองอาจมาก
ตลอดทั้งสองข้างทางมีมอนเตอร์ปรากฎขึ้นไม่หยุดหย่อน ทว่าด้วยเพราะรถม้าที่วิ่งไปอย่างรวดเร็วพวกมันจึงถูกทิ้งไว้ที่ข้างหลังแทน ทว่ามันถึงกับขนาดที่ว่ามีเสือเลเวล 40 ตัวหนึ่งที่วิ่งไล่ตามพวกเรามานานกว่า 15 นาทีและเพิ่งจะล่าถอยไปเมื่อครู่นี้เอง อีกทั้งยังมีหลายครั้งที่กรงเล็บของมันแทบจะตะปบเข้ามาที่หลินเฉอ และเขาก็ใจนถึงขนาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจจนคนทั้งร่างแทบจะขาดอากาศหายใจตายไปก่อนที่จะถูกเสือร้ายตะปบมาด้วยซ้ำ
1 ชั่วโมงต่อมา บนขอบฟ้าจึงปรากฏเงาสูงตระหง่านขึ้น ขณะที่พวกเราทุกคนต่างก็หยัดกายขึ้นไปมองสิ่งแรกที่สามารถมองเห็นได้จากเมืองแห่งนี้ทันที ตามตำนานเล่าว่าเมืองจิ่นโจว เป็เมืองที่ทอดตัวยาวออกไปหลายร้อยลี้ มันตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างเทือกเขาที่รายล้อมไปด้วยเมฆาสีขาว ขณะที่กำแพงเมืองก็สะท้อนความงดงามของแสงอาทิตย์ที่เป็ผืนสีขาวเงินทอดตัวยาวออกไป เมื่อมองจากที่ไกลๆกำแพงที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้จึงปรากฎให้เห็นธงชาติที่กำลังพริ้วไหวไปกับสายลมและเหล่าทหารจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังถือหอกและโล่ซึ่งกำลังทำหน้าที่พิทักษ์และคุ้มกันเมืองแห่งนี้อยู่
เมืองจิ่นโจว ในที่สุดก็ถึงสักที !
รถม้าหยุดลงที่อี้จ้านนอกเมือง แม้พวกเราจำเป็ต้องเดินเพื่อเข้าไปในเมือง ทว่ามันก็ไม่ได้ไกลนัก
หลังจากลงจากรถม้าแล้ว ภายใต้การนำของผม พวกเราจึงเดินตรงไปยังประตูเมืองทันที หมุดที่อยู่บนประตูเมืองเป็สีทองแดงทั้งยังมีสนิมเขรอะ อีกทั้งประตูเมืองก็ได้รับการพิทักษ์จากนายทหารหลายร้อยคนที่อยู่ในชุดเกราะ และหนึ่งในนั้นก็มีนายทหารที่คอยถือธงรบอยู่ ขณะที่บนธงรบผืนนั้นก็ปรากฏภาพดาบยาวและหอกา มันคือสัญลักษณ์ที่ตั้งแห่งราชวงศ์เซี่ย ซึ่งก็คือสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของราชวงศ์
หลังจากแสดงจดหมายแนะนำตัวที่ได้มาจากหัวหน้าของหมู่บ้านเริ่มต้นแล้ว ท่าทีของผู้พิทักษ์ประตูเมืองจึงสุภาพขึ้นมาทันที ขณะที่มือก็ชี้ไปยังสถานที่ไกลๆและจากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ที่นั่นคือจุดลงทะเบียนของนักผจญภัย หลังจากที่พวกเ้าลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเ้าสามารถไปที่สำนักผู้ฝึกสอนอาชีพได้ในทันที”
“ขอบคุณ”
ผมพยักหน้า จากนั้นจึงเข้าไปในเมืองและตรงไปลงทะเบียนกับกองทหาร0 ทันใดนั้นด้านล่างของไอดีก็ปรากฎตราสัญลักษณ์เมืองและหลังตราสัญลักษณ์ก็ปรากฎคำว่า “เมืองจิ่นโจว”ต่อท้ายทันที ในตอนนี้ผมเป็คนของเมืองจิ่นโจวแล้ว และเมื่อพวกเราทั้ง 4 คนลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แต่ละคนจึงแยกย้ายกันไปตามหาผู้ฝึกสอนของตัวเองในเมืองต่อทันที
……
ขณะที่เดินอยู่บนถนนในเมืองนั้น ผมก็ได้ยินเสียงของระบบดังก้องขึ้นมาในหู มันเป็เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งที่ดังมาจากระบบซึ่งราวกับว่ากำลังบอกเล่าเื่ราวในตำนานของเมืองแห่งนี้...
“หลังจากาที่แม่น้ำไป๋เหอเมื่อหนึ่งพันปีก่อน เหล่ามนุษยชาติต้องประสบกับการสูญเสียอย่างหนักจากการขับไล่ปีศาจร้ายจากขุมนรก แม้ขณะนี้มนุษย์จะพักฟื้นอยู่ในดินแดนแห่งนี้มานานหลายปีแล้ว ทว่าภัยคุกคามที่มาจากดินแดนอันห่างไกลกลับยังมีอยู่ทุกหนแห่ง าาแห่งขุมนรกได้ออกมาจากที่กบดานของมันแล้ว อีกทั้งยังริเริ่มที่จะจับมนุษย์มาเป็ทาส ขณะที่ในดินแดนทางเหนือกลับมีการนำิญญาและปีศาจมาควบรวมเข้าด้วยกันเพื่อนำมาซึ่งพลังแห่งอำนาจที่จะเอาคืนดินแดนมนุษยชาติ……อีกครั้ง”
“นักผจญภัยหนุ่มสาวเอ๋ย การมาของพวกท่านในครานี้นำพาการนองเืมาสู่โลกใบนี้ ขอให้พวกเ้าจงให้คุณค่ากับมโนธรรมของตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อมนุษยชาติ เอาชนะอุปสรรคทั้งปวงและก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างองอาจเพื่อความอยู่รอดและศักดิ์ศรีแห่งเผ่าพันธุ์เรา”
บนถนนเส้นนี้มีรูปปั้นสูงเกือบสิบเมตรตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างสองข้างทางที่บ้างก็เป็รูปปั้นที่ถือดาบยาว บ้างก็ถือหอก บ้างก็ถือขวานรบและบ้างก็เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า รูปปั้นเหล่านี้มีมากมายหลายสิบรูปและเมื่อเดินไปดูที่ฐานของรูปปั้นนั้น มีเื่ราวเกี่ยวกับคนเหล่านี้ที่เคยกระทำไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่จึงปรากฎขึ้นทันที พวกเค้าต่างก็เคยปกป้องเมืองจิ่นโจวจนตัวตายในศึกาและพวกเขาคือวีรบุรุษผู้เสียสละ...
และที่จัตุรัสใจกลางเมืองกลางน้ำพุก็ปรากฎรูปปั้นสีขาวหยกที่สง่างามตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนดินอยู่ตัวหนึ่ง ดูเหมือนว่ารูปปั้นนั้นจะเป็รูปปั้นหญิงสาวคนหนึ่งที่มีอายุประมาณ 20 กว่าปี เธออยู่ในชุดเสื้อเกราะนักรบที่งดงาม ด้านหลังเป็เสื้อคลุมที่พลิ้วไหวไปกับสายลม ในมือถือดาบอันแหลมคม อีกทั้งระหว่างคิ้วของเธอก็ปรากฏจิติญญาแห่งผู้กล้า และเมื่อผมชำเลืองมองไปที่ฐานของรูปปั้นนั้น ข้อความหนึ่งจึงสะท้อนเข้ามาในดวงตาของผมทันทีว่า——
ลั่วชิงอี เ้าเมืองแห่งเมืองจิ่นโจว ไม่กี่ปีก่อนเมืองจิ่นโจวถูกปิดล้อมโดยเหล่าคนเถื่อน ลั่วชิงอีจึงนำทัพทหารม้าร้อยนายตีฝ่าข้าศึกออกจากการปิดล้อมและนำกองทัพทหารกว่าหนึ่งแสนนายจากหอคอยทงเทียนมากวาดล้างเหล่าคนเถื่อนไปจนหมดสิ้น หนึ่งสนามรบนำพามาซึ่งชื่อเสียงนับหมื่นและด้วยเหตุนี้ลั่วชิงอีจึงกลายมาเป็เ้าเมืองคนต่อไปถัดจากลั่วหนิงผู้เป็บิดา
……
ที่แท้ก็เป็เ้าเมืองของเมืองจิ่นโจวนี่เอง!
ผมที่ยืนอยู่ใต้รูปปั้น เมื่อมองขึ้นไปบนรูปลักษณ์ของลั่วชิงอีก็เห็นเพียงเอวที่คอดกิ่วกับร่างกายที่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดเกราะที่ชูยอดเขาสีขาวราวกับหิมะนั้นก็รู้สึกราวกับว่ารูปปั้นนี้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ผมมองเธออย่างตกตะลึงจนอดที่จะยกมือขึ้นไปลูบไล้รูปปั้นนั้นไม่ได้ “ใหญ่ขนาดนั้น……ไม่ ไม่ใช่แล้ว ใหญ่กว่า……บ้าจริง!อย่างน้อยก็ต้องคัพดีล่ะนะ……”
คนออกแบบเกมนี้นี่มันยังไงกัน หยาบคายจริงๆ!
“เฮ้!”
ในตอนนี้นี่เองที่ด้านขวาของผมก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น กระทั่งเมื่อผมหันกลับไปมองถึงได้ใจนสติแทบหลุด ด้วยเพราะไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่มีกลุ่มทหารชุดเกราะจำนวนมากมายปรากฎตัวขึ้นบนถนนแห่งนี้ อีกทั้งยังมีกลุ่มมือธนูที่กำลังวาดธนูเตรียมเล็งมาที่ผมนั่นอีกและคนที่เพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้ก็คือหญิงสาวที่อยู่ด้านหน้าสุดที่กำลังขี่ม้าตัวสีขาวที่มีท่าทีเชื่อฟังและสง่างามอยู่ในที ผมรู้สึกคุ้นตาเธอเหลือเกิน เธออยู่ในชุดเสื้อเกราะอ่อนพร้อมกับดวงหน้าสดใสและงดงาม ลำคอระหงและขาวราวกับหิมะ ทว่าพอมองต่ำลงไปก็คือหุบเหวลึกที่กระเพื่อมขึ้นลงสวยงามราวกับนางฟ้านาง์ นางฟ้านาง์อะไรกัน ไม่เข้าท่าเลยสักนิด!
ทว่าคุ้นหน้าตุ้นตามากจริงๆ คิดดีๆสิ ทว่าสมองของผมนึกอะไรไม่ออกเลย……นี่ไม่ใช่เ้าเมืองจิ่นโจวหรอกเหรอ ลั่วชิงอีในตำนานคนนั้น?เธอยังดูเด็กและสวยมากจริงๆ!
“อัศวินหนุ่ม”
ลั่วชิงอีมองมาที่ผมด้วยแววตาที่ฉายแววงงงวย “เ้าเพิ่งมาที่เมืองจิ่นโจวใช่หรือไม่ เหตุใดถึงมายืนงงงวยอยู่ที่นี่ไม่ไปรายงานตัวกับผู้ฝึกสอนของเ้า”
NPC คนนี้ฉลาดมากจนแทบจะแยกไม่ออกกับคนที่มีชีวิตอยู่จริงๆ
ผมพยักหน้า “ไปแล้ว”
“อัศวิน”
เธอมองมาที่ผมจากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เมืองจิ่นโจว้าอัศวินหนุ่มเช่นเ้า จงรีบเติบโตเถิด!”
“แน่นอน”
ด้วยเพราะไม่อยากถูกกลุ่มมือธนูเล็งมาที่ตัวเองอีกจึงได้รีบรุดหนีไปทันที ทว่าเสียงของลั่วชิงอีก็ดังมาจากข้างหลังอีกครั้งว่า “นี่!อัศวินเ้าวิ่งไปผิดทางแล้ว ผู้ฝึกสอนอัศวินของเ้าอยู่ทางเขตตะวันออก”
ผม “……”
กระทั่งทันทีที่เสียงเกือกม้าดังก็อก ก็อก ลั่วชิงอีจึงออกจากเมืองไปแล้วพร้อมกับทหารม้าและพลม้ากลุ่มหนึ่ง คงน่าจะไปจัดการภารกิจบางอย่างนั่นล่ะ เ้าเมืองเมืองนี้ไม่วางมาดเลย แถมยังจัดการงานด้วยตัวเองอีกด้วย
……
ณ เขตตะวันออก สำนักผู้ฝึกสอนอาชีพ
หลังจากที่เห็นผมเดินเข้าไป ดวงตาของผู้ฝึกสอนหนวดยาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คนนั้นก็สว่างวาบขึ้นทันที และไม่รอช้าเขาจึงะโลุกขึ้นจากที่นั่งนั้นและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังหนักแน่นว่า “อัศวินคนแรกที่สืบเชื้อสายจากโลกอื่นในที่สุดก็ปรากฎตัวขึ้นแล้วงั้นหรือ?”
ผมยิ้มรับ จากนั้นจึงก้าวไปข้างหน้าพร้อมทั้งหยิบจดหมายแนะนำออกมา “ครูฝึก ฉันมารายงานตัว”
“ดีมาก!”
บนศีรษะของลุงคนนี้ก็ปรากฏตัวอักษรขึ้นมาว่า “ครูฝึกอัศวินนามว่าลั่วหลาย” อาจารย์ที่มีผมยาวสีทองเข้มกับหนวดเคราที่รุงรังจึงหัวเราะเสียงดังและพูดขึ้นว่า “เ้าเด็กเหลือขอ การจะเป็อัศวินที่แท้จริงมันไม่ใช่เื่ง่ายและการถอดหมวกเด็กฝึกหัดออกนั้นยากยิ่งกว่า เ้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”
“ติ๊ง!”
แจ้งเตือนจากระบบ:โปรดทราบ ผู้เล่นอัศวินจะต้องมีเลเวลถึง 30 ถึงจะสามารถตอบรับภารกิจนี้ได้!
ที่แท้ก็ต้องถึงเลเวล 30 ก่อน แต่ไม่ต้องรีบร้อน ตอนนี้ก็เรียนสกิลก่อน จากนั้นผมกางมือและพูดขึ้นว่า
“ครูฝึก ช่วยสอนสกิลของอัศวินให้ฉันก่อน”
“ได้”
จากนั้นลั่วหลายจึงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำต่อว่า “ด้วยสภาพร่างกายของเ้า สามารถเรียนสกิลได้ 3 อย่างนั่นคือ ทหารม้าเหล็กพุ่งชน, ยั่วยุและดาบสองคม”
หน้าตาแสดงสกิลทั้งสามออกมาให้เห็นและผมทำการกดเรียนรู้ทั้งหมดในทันที ผมเหลือบมองดูรอบหนึ่ง ทหารม้าเหล็กพุ่งชนเป็หนึ่งในสกิลพิเศษของอาชีพอัศวิน ซึ่งสามารถย่นระยะห่างได้โดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกต สกิลพุ่งชนโดยตรงทั่วไป จะไม่ทำให้ติดสถานะมึนงง แต่ทหารม้าเหล็กพุ่งชนนั้นทำได้ ทว่าเงื่อนไขจำเป็สำหรับการใช้ทหารม้าเหล็กพุ่งชนนั้นก็คือการมีพาหนะ!
ว่าแล้วผมก็ชำเลืองตามองไปยังเ้าลาป่าที่กำลังส่ายหัวดุกดิกอย่างสนุกสนานอยู่ใต้เป้ากางเกงผม มันดูไม่เลวเลย มันทำให้ผมรู้สึกสบายใจจริงๆ!
**************************
โปรดติดตามตอนต่อไป...