พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 6 บทที่ 160 นัดพบส่วนตัวในรั้ววัง นางกำนัลส่งสารลับ

            “บทกวีอะไรหรือ ส่งมาให้เปิ่นหวางดูหน่อยซิ” เดิมทีเฟิงเจวี๋ยเหล่ยก็ชมชอบโคลงกลอนบทกวีอยู่แล้ว เมื่อได้ยินพวกเขาสองคนเอ่ยถึงความงดงามของบทกวีก็เกิดสนใจขึ้นมา จึงเอ่ยปากขอดูบทกลอนที่เพิ่งถูกส่งไปถึงมือของคุณชายฉิน

            คุณชายฉินปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างหนัก ดั่งรับเผือกร้อนมาถือไว้ในมือ จะดูก็ไม่ได้ ไม่ดูก็ไม่ได้ นึกอยู่ว่าหากอ่านแล้วจะวิจารณ์ออกไปอย่างไรดี ขณะที่กำลังลำบากใจเยี่ยนอ๋องเผยพระประสงค์ว่าต้องการดูพอดี จึงรีบลุกขึ้นแล้วนำขึ้นถวายด้วยความนอบน้อม

            เฟิงเจวี๋ยเหล่ยมิได้คิดสิ่งใดมากมายนัก รับมาแล้วก็อ่านออกเสียงเบาๆ

            “กระโปรงน้องปักลายผีเสื้อคู่ โฉมตรูงามหน้าแฉล้มพวงแก้มใส  

            พิรุณโปรยยืนเปลี่ยวอยู่เดียวดาย ตั้งใจหมายรอนางแอ่นคืนรวงรัง”

            หลังอ่านจบก็วางบทกวีลงดวงตาเผยแววยิ้ม “ไม่เลว เงียบเหงาเดียวดายในหอห้อง เมียงมองนางแอ่นกลับรวงรัง เพลินพิรุณพราวพร่างอยู่เดียวดาย นวลอนงค์หน้าใสไร้ชาดแต้ม อาภรณ์พลิ้วลิ่วลมลอองาม กลอนบทนี้มีสีสัน ไม่ผิดดังที่น้องแปดกับโหยวซื่อจื่อกล่าวไว้จริงๆ”

            เดิมทีก็เป็นเพียงบทกลอนที่กล่าวถึงหญิงสาวในห้องหอธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อได้รับการขยายความจากเยี่ยนอ๋องเช่นนี้ สีหน้าของคุณชายหลายคนก็อมยิ้มเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันใด

            คุณหนูสกุลไหนหนอ... เขียนบทกวีที่มีเนื้อหาเต็มไปด้วยความวาบหวามเช่นนี้ ช่างไม่มีความเป็นกุลสตรีเอาเสียเลย  

            “เห็นหรือไม่ เสด็จพี่สามก็ยังชมว่าดี เปิ่นหวางก็รู้สึกเช่นนั้น ขนาดสาวๆ ในหอหงซิ่วเจายังไม่มีใครแต่งบทกวีที่ร้อนแรงเช่นนี้ได้สักคน สมควรให้ชนะที่หนึ่งไปเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าคุณหนูเจ้าของบทกวีจะงดงามสักเพียงไหนหนอ เสด็จพี่สามช่วยดูหน่อยเถิดว่ามีทำสัญลักษณ์อันใดไว้บ้างหรือไม่ บทกวีแบบนี้คงมีแต่หญิงงามเท่านั้นที่จะเขียนออกมาได้” เฟิงเจวี๋ยหร่านยิ้มพราย โบกมือให้โหยวเยวี่ยเฉิงแสดงให้รู้ว่าตนเองมิได้นำพาอันใด แล้วหันมาพูดกับเฟิงเจวี๋ยเหล่ยอย่างคึกคะนอง

            นำบทกวีของสตรีในห้องไปเปรียบเทียบกับบทกลอนวาบหวามที่หญิงนางโลมในหอหงซิ่วเจาเป็นผู้แต่ง ทั้งยังบอกว่าจะให้ชนะที่หนึ่งอีก เดิมทีก็ยังมองว่าเป็นบทกลอนที่ใช้ได้บทหนึ่ง แต่พอเฟิงเจวี๋ยหร่านพูดออกมาแต่ละคำไม่ได้มีความรู้สึกให้เกียรติหญิงสาวในห้องหอแม้แต่น้อย ฟังจากความหมายของเขาแล้วยังคิดจะไปดูหน้าค่าตาคุณหนูเจ้าของกลอนอีกด้วย ครานี้ไม่เพียงแต่คุณชายฉินที่ตื่นตะลึง แม้แต่เฟิงเจวี๋ยเหล่ยก็ยังอึ้ง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            ทุกคนในที่นี้ต่างเป็นคุณชายในสกุลผู้ดี เขาเป็นถึงเชื้อพระวงศ์จะเอ่ยวาจาทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูคนหนึ่งต้องด่างพร้อยได้อย่างไร ตอนแรกเฟิงเจวี๋ยเหล่ยก็แค่นึกสนุก ยามนี้ก็รู้สึกว่าทำตัวไม่ถูกแล้ว จึงโยนบทกวีที่ถืออยู่ให้ขันทีด้านข้าง แล้วบอกให้เขาส่งต่อไปให้ผู้อื่นดู

            ท่ามกลางสายตาของคุณชายสกุลสูงทั้งหลายจะให้พระอนุชาของตนเองทำขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด แต่ถ้าทำให้เฟิงเจวี๋ยหร่านเสียหน้าก็เท่ากับว่าราชวงศ์ได้รับความอัปยศไปด้วย แล้วตนเองจะยังเชิดหน้าชูตาได้อย่างไร ขันทีที่รับใช้ข้างกายเป็นคนคล่องแคล่วหัวไว ค้อมเอวแล้วรีบถอยออกไป

            “น้องแปดได้ยินว่าเจ้าจะสร้างเรือนหมิงเยวี่ยที่มีลักษณะคล้ายกับเรื่อนจิ่นเวยขึ้นมาอีกเรือนหนึ่ง ด้านในมีภูเขาหิน สระบัวและสะพานข้าม ทั้งยังปลูกดอกเหมยสองสีล้ำค่าอีกด้วย เกิดอะไรขึ้นเล่า หรือว่าไม่อยากอยู่เรือนชิงเวยแล้ว” เฟิงเจวี๋ยเหล่ยยิ้มบางๆ ก่อนยกน้ำชาขึ้นดื่ม แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

            ใครๆ ก็รู้ว่าเซวียนอ๋องย้ายเข้ามาอยู่ในเรือนจิ่นเวยเพราะแค่นึกสนุก คิดไม่ถึงว่าถูกจักรพรรดิสั่งกักบริเวณยังไม่ถึงสองวันก็คิดย้ายเรือนอีกแล้ว สมกับเป็นอ๋องเจ้าสำราญผู้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยหรูหราโดยแท้

            เมื่อเห็นพระเชษฐากล่าวถึงจวนของตนเอง แววตาดื้อรั้นเอาแต่ใจพลันทอประกายคล้ายพบเรื่องสนุก จนลืมเรื่องก่อนหน้านั้นไปจนหมดสิ้น รีบเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ “เรือนหมิงเยวี่ยที่เสด็จพี่สามเอ่ยถึงยังไม่แล้วเสร็จ ใจข้าอยากเข้าไปอยู่จะตายอยู่แล้ว แต่ต้นเหมยในจวนข้านี่สิ ยังดูหรอมแหรมเกินไป เสด็จพี่... ช่วยไปกราบทูลขอเสด็จพ่อให้ย้ายต้นเหมยในจวนเก่าจิ้นอ๋องมาให้น้องชายสักสองสามต้นจะได้หรือไม่”

            เรื่องจิ้นอ๋องก่อกบฏชิงบัลลังก์แม้จะผ่านมาสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ทุกคนต่างทราบดีว่าจักรพรรดิจงเหวินตี้ยังทรงหวาดระแวงมาจนถึงบัดนี้ ใครจะกล้าเอ่ยถึงจวนเก่าจิ้นอ๋องซึ่งเป็นเหมือนหนามตำพระทัยองค์เหนือหัวให้เคราะห์ร้ายหล่นลงมาบนหัวอย่างไม่กลัวเกรงเหมือนเซวียนอ๋องผู้นี้บ้างเล่า

            ช่างขวัญกล้ายิ่งนัก! ทุกคนต่างส่ายหน้าอยู่ในใจ แต่กลับไม่เผยความรู้สึกออกมา แต่ก็ยังคงเงี่ยหูฟังองค์ชายสองพี่น้องคู่นี้ต่อไปอย่างใจจดจ่อ

            “น้องแปดเข้าใจล้อเล่น เรื่องเช่นนั้นพี่จะกล้ากราบทูลเสนอได้อย่างไร มิถูกเสด็จพ่อด่าเปิงเอาหรือ ช่างเถอะ หากน้องแปดชอบ ที่จวนอ๋องของพี่ก็มีเหมยสองสีล้ำค่าอยู่สองสามต้น เดี๋ยวจะให้คนส่งไปให้น้องแปดดีหรือไม่” เฟิงเจวี๋ยเหล่ยมองเฟิงเจวี๋ยหร่านพลางจิบสุรา แล้วเสนอความคิดขึ้น

            “เช่นนั้นน้องชายก็ต้องขอบพระทัยเสด็จพี่เป็นอย่างยิ่ง หากเรือนหมิงเยวี่ยแล้วเสร็จ สามารถชมจันทราและความงดงามยามราตรีได้เมื่อไร ถึงเวลานั้นข้าจะเชิญเสด็จพี่ทั้งสองพระองค์มาร่วมงานเลี้ยง พวกเราพี่น้องจะได้เชิญหญิงงามมาร่วมร่ายรำให้สำราญใจ เสด็จพี่ใหญ่ว่าดีหรือไม่” เฟิงเจวี๋ยหร่านยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย

            เชิญหญิงงามมาร่วมร่ายรำ? เอ่ยวาจาเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขายังคิดถึงหน้าตาของราชวงศ์บ้างหรือไม่

            “ถึงเวลาค่อยว่ากันเถิด หากมีโอกาสคงได้ไปเยี่ยมเยือนน้องแปดถึงจวนอย่างแน่นอน” เฟิงเจวี๋ยเสวียนหัวเราะเสียงดังกลบเกลื่อน

            “ใช่แล้วๆ หากมีโอกาสข้ากับพี่ใหญ่ต้องไปแน่นอน” เฟิงเจวี๋ยเสวียนมิได้แสดงสีหน้าลำบากใจ เอื้อมมือไปลากเฟิงเจวี๋ยเสวียนเข้ามาด้วยกัน แต่ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจ ทั้งสองต่างมีงานสำคัญไหนเลยจะมีเวลาไร้สาระเช่นเฟิงเจวี๋ยหร่านได้

            ในขณะที่องค์ชายสามพระองค์กำลังพูดคุยกัน บทกวีของเหล่าคุณหนูก็ถูกเก็บกลับคืนไป โดยมีขันทีนำใส่ไว้ในกล่องหุ้มแพร ก่อนส่งไปยังเกาะด้านขวา

            โม่เสวี่ยถงรู้จักคนไม่มาก ไม่เหมือนกับโม่เสวี่ยหมิ่นที่พูดคุยกับคนรอบข้างอยู่เป็นพักๆ ดังนั้นจึงทำเพียงนั่งมองสตรีที่หน้าตายิ้มแย้มท่ามกลางวงล้อมของผู้คนอยู่เงียบๆ บัดนี้งานเลี้ยงดำเนินมาพอสมควรแล้ว เหล่าคุณหนูที่ทำการแสดงต่างถอยออกไปแล้วไปจับกลุ่มพูดคุยกัน เสียงกระซิบกระซาบระคนเสียงหัวเราะดังมาเป็นระยะ

            ไม่เสวี่ยถงไม่ค่อยรู้จักผู้ใด จึงนั่งชมทิวทัศน์อยู่เพียงลำพัง มีนางกำนัลมารินน้ำชาให้ ขณะที่รับถ้วยมาก็รู้สึกว่าถูกสะกิด โม่เสวี่ยถงเงยหน้ามองอย่างงุนงง เห็นนางกำนัลผู้นั้นขยิบตาให้เป็นการบอกใบ้ว่าให้ตามออกไป

            นางมองไปโดยรอบ ทุกคนต่างสนใจอยู่กับการจับกลุ่มพูดคุย จุดที่นางอยู่เป็นมุมอับที่ไม่สะดุดตา จึงวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นตามนางกำนัลผู้นั้นไปอีกด้านหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ส่วนโม่เสวี่ยหมิ่นกำลังพูดคุยกับคุณหนูท่านหนึ่งทางด้านหลังพลันหางตายกขึ้นเล็กน้อย เห็นชายอาภรณ์ของโม่เสวี่ยถงผ่านไปไวๆ ริมฝีปากเผยแววยิ้มย่องอย่างมาดร้ายวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนกลับไปเป็นอ่อนโยน และทำทีพูดคุยกับคุณหนูผู้นั้นต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “เจ้ามาจากวังไหน มีธุระอันใด” เมื่อตามมาถึงมุมเงียบสงบห่างออกมาพอสมควร โม่เสวี่ยถงก็หยุดยืนแล้วถามนางกำนัลผู้นั้น

            นางกำนัลที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหมุนตัวมา ย่อกายคำนับแล้วกล่าวตอบ “คุณหนูสามสกุลโม่ใช่หรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่คุณชายท่านหนึ่งไหว้วานให้ข้านำมามอบให้” กล่าวจบก็ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้โม่เสวี่ยถง

            นางรับกระดาษแผ่นนั้นมา กวาดตามองเรียบๆ พบว่ามีอักษรอยู่เพียงไม่กี่ตัว “ยามกุน [1]พบกันที่เรือนฉิงฟางในสวนดอกไม้ มีเรื่องสำคัญจะบอกเกี่ยวกับสาเหตุการตายของมารดาเจ้า” ด้านล่างมิได้แจ้งชื่อไว้ เรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับการตายของท่านแม่? โม่เสวี่ยถงขยำกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่น

            “คุณหนู คุณชายผู้นั้นรีบพูดแล้วก็รีบไป ฝากบอกเพียงว่าหากคุณหนูมีคำถาม อีกประเดี๋ยวก็จะรู้เอง ถึงเวลาบ่าวจะเป็นผู้นำทางไปเจ้าค่ะ” นางกำนัลเห็นแววตาของโม่เสวี่ยถงเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน จึงรีบพูดก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยถาม

            “คุณชายผู้นั้นมาจากสกุลไหน” แม้ทราบว่าถามไปก็เปล่าประโยชน์ แต่โม่เสวี่ยถงก็ยังเอ่ยวาจาอย่างอดมิได้

            นางกำนัลลังเลใจชั่วครู่แล้วตอบอย่างนอบน้อม “บ่าวไม่ทราบว่าเป็นคุณชายสกุลไหน แม้อยากจะบอกแต่ก็ไม่สามารถจริงๆ ขอคุณหนูสามโปรดอภัย บ่าวไม่ทราบว่าในแผ่นกระดาษบอกสิ่งใดไว้บ้าง หากคุณหนูไม่คิดจะไปพบ บ่าวก็จะกลับไปบอกคุณชายผู้นั้นดีหรือไม่”

            โม่เสวี่ยถงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเรียบๆ แล้วดึงปิ่นทองฝังทับทิมชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ แล้วกล่าวขอบคุณ “ไม่ต้องยุ่งยากแล้วล่ะ ขอบคุณพี่สาวที่มาช่วยแจ้งข่าว”

            “ขอบพระคุณคุณหนูเจ้าค่ะ บ่าวไม่มีความชอบใดๆ ไฉนเลยจะกล้ารับ” เมื่อเห็นปิ่นทองงดงามเช่นนี้ นางกำนัลเกิดความลังเลใจ แม้ว่าใจอยากได้แต่ก็ยังกล่าวปฏิเสธ

            “ไยพี่สาวต้องเกรงใจถึงเพียงนั้น อุตส่าห์ช่วยข้าตั้งมากมาย แค่ของแทนคำขอบคุณเล็กน้อยเพียงเท่านี้ก็รับไว้เถิด” โม่เสวี่ยถงกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางนำปิ่นทองยัดใส่มือของอีกฝ่าย

            “เช่นนั้นก็ขอบคุณคุณหนูสามยิ่งแล้ว หลังจากงานเลี้ยงเลิกกลับไปถึงฝั่งก็อย่าเพิ่งไปไหน บ่าวจะนำพาคุณหนูไปเองเจ้าค่ะ” นางกำนัลเห็นว่าไม่อาจปฏิเสธได้จึงหัวเราะคิกคักพลางรับของไว้ แล้วกล่าวกับโม่เสวี่ยถงอย่างใส่ใจเป็นพิเศษ ก่อนหมุนตัวจากไป

            สตรีผู้นี้คงมิใช่นางกำนัลธรรมดา สังเกตจากการตอบคำถามก็รู้ได้ จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ตอบว่ามาจากวังไหน อีกฝ่ายอ้างว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับข้อความในจดหมาย แต่กลับจะพานางไปจุดนัดพบ สาเหตุการตายของท่านแม่น่ะหรือ? หัวใจของโม่เสวี่ยถงรู้สึกบีบรัดจนเจ็บปวด แต่แล้วก็หัวเราะเสียงเย็นออกมา ผู้อื่นถึงกับใช้เหตุผลนี้มาล่อลวงกัน ที่แท้ก็จับตามองอยู่ตลอดสินะ จึงรู้ว่านางยังเคลือบแคลงสาเหตุการตายของมารดาอยู่

            คนเยี่ยงนี้มีอยู่ในจวนโม่เท่านั้นแหละ!  

            เป็นคนในจวนโม่ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของมารดา และมีความสัมพันธ์กับคนในวังหลวง...

            ดูท่าความซับซ้อนของจวนโม่จะมิใช่ระดับธรรมดาทั่วไปเสียแล้ว...

            ไม่รู้ว่านางกำนัลผู้นั้นตามหาตนเองท่ามกลางผู้คนมากมายเพียงนั้นได้อย่างไร นางเคยเข้าวังมาเพียงหนเดียว ก่อนหน้านี้ก็อยู่ที่เมืองอวิ๋นเฉิงมาโดยตลอด ไม่เคยพบกับคนนอก ไฉนจึงมีคนจำได้ นึกถึงยามที่นางกำนัลผู้นั้นเดินเข้ามา ก็ใช้หางตาชำเลืองมองซ้ายขวา เมื่อเห็นโม่เสวี่ยหมิ่นดวงตาพลันสว่างวาบ หลังจากนั้นจึงมองมาที่ตนเองซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังเพียงลำพัง

            มิน่าเล่า วันนี้โม่เสวี่ยหมิ่นจึงแต่งตัวอย่างงดงาม ที่แท้ก็เพื่อดึงดูดให้เหล่าคุณหนูเข้าไปหาตนเองจนเกือบหมด แล้วทิ้งให้นางนั่งเงียบเหงาอยู่เพียงลำพัง ไม่มีผู้ใดสนใจ ปรกติพี่สาวผู้นี้มักจะแสดงความอ่อนโยนใจดีอยู่เสมอ ไม่มีทางทิ้งนางไว้เช่นนี้เด็ดขาด

            ดวงตาพราวระยับกวาดมองไปที่โม่เสวี่ยหมิ่นซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล รังสีเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจากก้นบึ้ง

            ที่แท้เบื้องลึกของเรื่องนี้ก็มีโม่เสวี่ยหมิ่นเกี่ยวข้องด้วย

            ยามที่โม่เสวี่ยถงกลับไปถึง งานเลี้ยงก็ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ฮองเฮากำลังประกาศรายชื่อผู้ชนะ ไม่มีใครคาดว่าคนผู้นั้นจะเป็นโม่เสวี่ยหมิ่น บทกวีของนางเป็นที่พึงพอใจของเหล่าคุณชายและซื่อจื่อทั้งหลายจึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุด

            ด้วยเหตุนี้นางกำนัลจึงพานางมายังเบื้องหน้าพระพักตร์ฮองเฮา




    ………………………………………………………………………………………..………………...

            คำอธิบายเพิ่มเติม

            [1] ยามกุน หรือ ยามไฮ่ หมายถึงช่วงเวลา 21:00-23:00 น.

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808