ความเดิมตอนที่แล้ว
ขณะที่เฉินเสวี่ยหยางเผลอวูบหลับอยู่ที่โต๊ะอ่านตำราและฝันหวานถึงสตรีนางหนึ่งองครักษ์คนสนิทก็เข้ามารายงานความคืบหน้าของการติดตามกลุ่มคนที่แอบลักลอบเข้ามาในเยียนเป่ยเฉินเสวี่ยหยางจึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมเหล่าทหารองครักษ์ ทว่าคนเ่าั้กลับกลายเป็ศพตายอย่างปริศนาในสภาพเนื้อตัวซีดเซียวิัแห้งเหี่ยวดูเป็การตายที่ผิดธรรมชาติ และที่แปลกไปกว่านั้นก็คือคนกลุ่มนี้เพียงแค่้าลักพาตัวชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งแต่ถูกขัดขวางไว้เสียก่อน ทหารพบอาวุธที่พวกเขาใช้ล้วนเป็อาวุธเถื่อนซึ่งทำจากเหล็กกล้าชั้นดีแม้จะถูกหลอมตีขึ้นอย่างผิดวิธีแต่ก็ทำให้เฉินเสวี่ยหยางได้รู้ว่าเื่นี้มีความเกี่ยวพันกับหนานจิ้งเขายังสืบจนรู้อีกว่าชาวบ้านที่ตกเป็เหยื่อคนนั้น เดิมเคยเป็ช่างตีเหล็กอยู่ที่หนานจิ้งเช่นกันซึ่งเหตุการณ์นี้มีคนในอย่างหานฉีซงเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดคอยเปิดทางให้คนกลุ่มนั้นลักลอบเข้ามาในเยียนเป่ยวันต่อมาจวนหานได้จัดงานเลี้ยงวันเกิดหานเมิ่งลู่ผู้นำสกุลหาน เฉินเสวี่ยหยางจึงได้นัดพูดคุยกับนางที่ศาลาริมน้ำเพื่อให้โอกาสสกุลหานจัดการกับคนในตระกูลของตนเอง หานเมิ่งลู่ที่เพิ่งเคยพบกับเ้าเมืองน้อยเป็ครั้งแรกนางก็แอบมีใจให้กับเฉินเสวี่ยหยาง เช้าวันต่อมา เฟยิ องครักษ์คนสนิทได้เข้ามาแจ้งข่าวการจับกุมตัวหานฉีซงเฉินเสวี่ยหยางจึงรีบเดินทางไปยังคุกหลวง เพราะถูกจับจุดอ่อนได้ หานฉีซงจึงสารภาพอย่างหมดเปลือกว่ามีคนติดต่อจ้างวานเขาให้พาคนกลุ่มนั้นลักลอบเข้ามาในเยียนเป่ยโดยจะได้รับค่าตอบแทนจำนวนมากถึงหนึ่งพันสองร้อยตำลึงทอง ด้วยความที่หานฉีซงเป็คนโลภทั้งยังติดหนี้พนันก้อนใหญ่เขาจึงตกลงรับงานทันทีแม้ว่าจะไม่เคยพบหน้าผู้จ้างวานโดยตรงสักครั้งก็ตามเฉินเสวี่ยหยางได้สั่งคุมตัวเขาเอาไว้เพื่อรอสำเร็จโทษต่อไป
เรือนพิรุณโปรย จวนเ้าเมืองเยียนเป่ย
หลังจากที่เ้าเมืองน้อยสอบสวนหานฉีซงจนได้ความเขาก็เดินทางกลับเรือนพักพร้อมกับองครักษ์คนสนิท เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการในขั้นต่อไป
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยคิดว่าที่หานฉีซงพูดเป็เื่จริงหรือไม่ขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หานฉีซงโลภแต่ขลาดเขลา ยามนี้เขาเป็เพียงคนไร้ประโยชน์ที่จะโดนกำจัดทิ้ง ไม่มีความจำเป็อะไรที่จะต้องโกหก ”
เฟยฉี : “ นั่นสิอาิ! ที่คนของเราจับตัวเขาได้ก็เพราะเขาหนีตายหัวซุกหัวซุนมาอย่างหมดสภาพนอกจากโดนคนในตระกูลไล่ต้อนจนมุมยังถูกคนอีกกลุ่มตามฆ่า นี่คงคิดฆ่าคนปิดปาก โชคดีนะที่เราเจอตัวเขาก่อน”
เฟยิ : “ เกรงว่าคนที่อยู่เื้ัต้องไม่ธรรมดาแน่ จะต้องเป็ผู้ที่มีทั้งเงินและอำนาจถึงสามารถสร้างโรงหลอมอาวุธได้โดยที่ไม่มีใครรู้ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หนานจิ้งกำลังเกิดศึกภายใน ”
เฟยฉี : “ แล้วองค์หญิงล่ะขอรับ เ้าเมืองน้อยจะไปตามสัญญาหมั้นหมายจริงๆ หรือขอรับ ได้ข่าวว่าองค์หญิงรอง นาง.. ”
เฟยิ : “ ถึงยามนี้นางจะพูดไม่ได้ แต่ต่อไปก็ไม่แน่ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ว่ายังไง เราก็ต้องเข้าไปมีส่วน คนผู้นี้คงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่หมากกระดานนี้ เพิ่งเริ่มเท่านั้น ”
เฟยิ : “ เหมือนจะเคยมีบันทึกโบราณกล่าวเอาไว้ สกุลเหอมีคุณูปการใหญ่หลวงต่อหนานจิ้งพวกเขาคือผู้บุกเบิกผืนแผ่นดินทั้งยังเป็ผู้ขุดพบแร่เหล็ก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนานจิ้งมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้แต่ถึงอย่างนั้น อำนาจหนานจิ้งก็เคยถูกแบ่งเป็สองฝ่ายโดยถูกกั้นด้วยแม่น้ำลิ่วเหอฝั่งตะวันออกซึ่งมีพื้นที่ถึงเจ็ดส่วนอำนาจอยู่ในมือสกุลเหอ ส่วนฝั่งตะวันตกที่มีพื้นที่น้อยกว่าคือฝ่ายสกุลหลินผู้าุโเหอเ้าเมืองรุ่นก่อนเคยคิดเจรจาเพื่อรวมอำนาจให้เป็หนึ่งเดียว แต่ยังหาวิธีที่ดีที่สุดกับสองฝ่ายไม่ได้กระทั่งวันหนึ่งมีกลุ่มโจรเข้าไปปล้นฆ่าชาวบ้านฝั่งตะวันตกจนาเ็ล้มตายเป็จำนวนมากสกุลเหอจึงนำกำลังคนเข้าช่วยทำให้สองฝ่ายมีสัมพันธ์อันดีต่อกัน พวกเขาได้ทำข้อตกลงกันว่าหากฝ่ายใดมีบุตรสาวบุตรชายก็จะให้สมรสกันเพื่อรวมแผ่นดินเป็หนึ่งเดียว”
เฟยฉี : “ อ๋อ!.. นี่จึงเป็ที่มาของการสมรสกันระหว่างอดีตเ้าเมืองเหอเพ่ยอวี้กับผู้นำหลินหงชุนเ้าเมืองคนปัจจุบันและก็เป็ที่มาขององค์หญิง อาิ! เื่นี้เ้าไม่เห็นเคยเล่าให้ข้าฟัง”
เฟยิ : “ ก็เ้าเอาแต่กิน ตัวถึงได้กลมแบบนี้ ”
เฟยฉี : “ คือ..ที่ข้ารู้เป็เื่หลังจากนั้นน่ะ หลังจากเ้าเมืองเหอเพ่ยอวี้สมรสได้ไม่นานนางก็ตั้งครรภ์องค์หญิง ขณะที่ตั้งครรภ์ได้เพียงสามเดือน เหลียงซีหม่าคนรักเก่าของหลินหงชุนก็เข้ามาพบนางโดยอุ้มเด็กทารกเพศชายมาด้วยหนึ่งคนนางอ้างว่าเด็กคนนี้คือบุตรที่เกิดกับหลินหงชุนในระหว่างที่พวกเขาพลัดพรากกันอดีตเ้าเมืองเหอนางจิตใจดีมีเมตตาสงสารเด็กจึงไม่ให้สืบสาวหาความอะไรและยอมให้หลินหงชุนรับนางเป็อนุทั้งยังรักเอ็นดูเด็กชายคนนี้ไม่ต่างจากบุตรของตน จนแปดปีให้หลัง เ้าเมืองเหอเพ่ยอวี้ก็จบชีวิตลงหลังจากเดินทางไปปราบโจรฏชิงเฟิงแผ่นดินหนานจิ้งจึงเปลี่ยนเป็สกุลหลิน หลินหงชุนสวามีของนางขึ้นรับตำแหน่งเ้าเมืองสืบต่อ”
เฟยิ : “ ถึงอย่างนั้น เ้าเมืองหลินผู้นี้ก็ขึ้นนั่งตำแหน่งอย่างน่ากังขาเดิมทีราษฎรต่างไม่ยอมรับ บ้างกล่าวหาว่าอดีตเ้าเมืองเหอตายเพราะถูกสวามีแย่งชิงบัลลังก์บ้างก็ว่าถูกกลุ่มโจรลอบฆ่า มีถึงขั้นที่ว่านางถูกบ่าวรับใช้วางยาสังหาร ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาในอดีตเ้าเมืองเหอ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ยอมรับแต่ก็ขัดไม่ได้เพราะโองการของอดีตเ้าเมือง ”
เฟยฉี : “ โองการ! โองการอะไรหรือขอรับเื่นี้ข้าไม่รู้อ่ะ อาิ! เ้ารู้ใช่ไหม ช่วยเล่าให้ข้าฟังที”
เฟยิ : “ โองการแผ่นดินที่มีตราประทับของเ้าผู้ครองเมืองประทับอยู่ อดีตเ้าเมืองเหอนางได้ทำเอาไว้และฝากไว้กับหลินเจิ้นชงพี่ชายของหลินหงชุนยามนั้นหลินเจิ้นชงคนนี้เป็ท่านโหรทั้งยังเป็อาจารย์ขององค์หญิง แต่หลังจากที่อดีตเ้าเมืองเหอจากไปเขาก็ออกจากเมืองเร้นกายไปอยู่บนเขาเลี่ยววั่งไม่ยอมลงจากเขาอีกเลยทิ้งไว้เพียงโองการฉบับเดียว ”
เฟยฉี : “ แล้วโองการที่ว่านี้กล่าวไว้ว่ายังไง? ”
เฟยิ : “ ก็ประมาณว่า หากยามใดที่นางจากไป ให้หลินหงชุนผู้เป็สวามีขึ้นนั่งตำแหน่งเ้าเมืองจนเมื่อองค์หญิงหลินเพ่ยหนิงอายุครบสิบแปดให้แต่งตั้งนางเป็เ้าเมืองน้อย และยามใดที่นางออกเรือนนางก็จะขึ้นเป็เ้าผู้ครองเมืองหนานจิ้งคนต่อไป หลังจากที่โองการนี้เผยแพร่ออกไป ตราประทับก็หายไปด้วย”
เฟยฉี : “ โห!.. จะว่าไปนี่ก็เหมือนตบหน้าหลินหงชุนเข้าเต็มๆ เหมือนขึ้นรักษาการตำแหน่งเ้าเมืองชั่วคราว แต่เอ๊ะ! สิบแปดปีทำไมต้องรอให้ครบสิบแปดปีด้วยอ่ะ? ”
เฟยิ : “ เพราะหลินเจิ้นชง โหรผู้นั้นได้ทำนายเอาไว้องค์หญิงหลินเพ่ยหนิงคือผู้มีบุญมาเกิด แต่ชะตามีเคราะห์ นางจะกลายเป็เด็กหญิงผู้ไร้วาจาจนกระทั่งอายุครบสิบแปดเมื่อสองได้มารวมเป็หนึ่ง คนสองคนผู้มีชะตาแห่งใต้หล้า แล้วจากร้ายจะกลายเป็ดีและทุกอย่างจะกลับหวนคืนสู้เบื้องบน ”
เฟยฉี : “ ทำไมข้าฟังไม่เข้าใจเลยอ่ะ! ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ นางน่าจะไม่ใช่คนที่พูดไม่ได้มาแต่กำเนิด อาจมีบางอย่างกระทบกระเทือนจิตใจคงเป็ความเสียใจหรือปมในใจที่ยังวางไม่ได้ ”
เฉินเสวี่ยหยางพูดพลางเผลอจิตใจเหม่อลอยนึกถึงเื่ราวเมื่อสิบปีก่อนกับเหตุการณ์ที่จู่ๆ เขาก็รู้สึกเศร้าเสียใจโดยไร้สาเหตุ คราบน้ำตาที่ไหลออกมาพร้อมความเ็ปที่ฝังแน่นอยู่ในใจ และนั่นก็ทำให้เขาเผลอคิดถึงเด็กหญิงผู้เป็เ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น เมื่อพลันนึกถึงสีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปแววตาของเขาดูเศร้าและหดหู่จนองครักษ์ข้างกายต้องเอ่ยถาม
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อย เป็อะไรไปขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่มีอะไร ”
เฟยฉี : “ ถ้าเป็เช่นนั้น อดีตเ้าเมืองเหอผู้นี้ก็ไม่เพียงเก่งกาจทั้งยังฉลาดหลักแหลมยิ่งนักนางวางแผนล่วงหน้าไว้ให้บุตรีของตน เพราะหากองค์หญิงสมรสกับเ้าเมืองน้อย อนาคตนางก็จะเป็ชายาแห่งเยียนเป่ยทั้งยังพ่วงตำแหน่งเ้าผู้ครองเมืองหนานจิ้งไว้ด้วย เป็การรวมอำนาจเหนือใต้ไว้เป็ปึกแผ่น”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ใช่!เดิมทีนี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของนาง ท่านพ่อเคยเล่าว่าท่านแม่มีสหายสนิทอยู่คนนึงข้าคิดว่าเป็นาง ท่านเล่าว่านางชื่นชอบและปรารถนาชีวิตที่ธรรมดาเรียบง่ายแต่โชคชะตากลับผลักให้นางมีภาระหน้าที่อันหนักอึ้งหากเป็ดั่งที่ท่านพ่อกล่าว ในยามนั้นนางเพียงตัดสินใจในฐานะมารดาคนนึงที่ไว้ใจสหายจึงวางใจมอบบุตรสาวไว้ให้เป็ว่าที่สะใภ้ ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยแล้วอย่างนี้ฝูตงกับหลิงซีจะยอมหรือขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หลิงซีกับทหารม้าห้าหมื่นนาย คงไม่คิดเอาไข่มากระทบหินส่วนฝูตงก็ทำได้เพียงเฝ้ารอโอกาส เื่นั้นยังไม่ต้องกังวล ที่ต้องสนใจตอนนี้คือผู้ที่กวนน้ำภายในหนานจิ้งให้ขุ่น”
เฟยฉี : “ หากเป็ดังนั้น ที่น่าจับตามองที่สุดก็คงจะเป็บรรดาบุตรธิดาของอนุผู้นั้นเพราะทายาทหนานจิ้ง นอกจากองค์ชายใหญ่และองค์หญิงรองหลินเพ่ยหนิงสองคนนี้ก็จะมีบุตรีของเหลียงซีหม่าอีกคนนี่แปลว่าทายาทแห่งหนานจิ้งมีทั้งหมดสามคน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ใช่สาม เป็สี่ ”
เฟยฉี : “ หา!..ข้าเริ่มจะงงแล้วแฮะ ไยซับซ้อนเช่นนี้ ”
เฟยิ : “ หมายความว่าเ้าเมืองหลินมีบุตรีกับอดีตเ้าเมืองเหอภรรยาเอกหนึ่งคนและมีบุตรธิดากับอนุอีกสามคน รวมทั้งหมดสี่คน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถูกต้อง! บุตรคนโตคือเด็กชายที่เหลียงซีหม่าอุ้มมาในขณะที่อดีตเ้าเมืองเหอตั้งครรภ์เขาคือองค์ชายใหญ่หลินจื่อหราน ต่อมาอดีตเ้าเมืองเหอคลอดองค์หญิงหลินเพ่ยหนิงออกมาหลังจากนั้นหนึ่งปีให้หลังเหลียงซีหม่าก็มีบุตรีอีกคนคือองค์หญิงสามหลินซานซาน และคนสุดท้ายคือองค์ชายสี่หลินเหิงอี้ซึ่งตอนนี้อยู่บนเขาเลี่ยววั่งกับผู้เป็ลุง อดีตโหรคนนั้น ”
เฟยฉี : “ โห.. หลินหงชุนผู้นี้ไม่เบาเหมือนกันนะเนี่ย ”
เฟยิ : “ เช่นนั้นนอกจากองค์หญิงรองที่น่าสงสาร คงมีองค์ชายใหญ่อีกคน”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คนที่ไม่รู้อาจมองว่าหลินจื่อหรานผู้เป็พี่ชายควรมีสิทธิ์ในบัลลังก์ทว่าการปรากฏตัวของเขาท่ามกลางข้อกังขาที่ว่าเขาใช่บุตรที่แท้จริงของหลินหงชุนหรือไม่ก็ยากที่จะอธิบาย นอกจากชาวเมืองจะไม่ยอมรับในตัวเขา เขาอาจต้องแบกรับความหมางเมินจากบิดาและยังอาจตกเป็เครื่องมือของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็มารดาเหลียงซีหม่าผู้นี้ดูมีเื้ัที่ไม่ชอบมาพากลอยู่ไม่น้อย ”
เรือนหวนคะนึง จวนเ้าเมืองเยียนเป่ย
เรือนพักในจวนเ้าเมืองที่ดูโออ่าแต่ภายในช่างเงียบสงบมีเพียงชายเลยวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอ่านม้วนสารอยู่ที่โต๊ะอ่านตำรา เขาสวมเสื้อผ้าชั้นดีมีท่าทีสุขุมแต่ไม่นานนัก ดวงตาก็เริ่มพร่าและมือไม้ก็เริ่มสั่นจนต้องวางม้วนสารในมือลงบนโต๊ะ แล้วหวังต้าเจิ้งผู้ดูแลคนสนิทก็เดินเข้ามาแจ้งข่าวบางอย่าง
หวังต้าเจิ้ง : “ นายท่าน เ้าเมืองน้อยขอเข้าพบขอรับ ”
เฉินลู่ : “ อึ้ม! ”
ทันทีที่เฉินลู่ได้ฟัง เขาก็กุมมือสองข้างของตัวเองและพยายามปกปิดอาการผิดปกติเ่าั้เพื่อไม่ให้บุตรชายของตนได้รู้
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ลูก คารวะท่านพ่อ ”
เฉินลู่ : “ หยางเอ๋อ มานั่งนี่สิ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ท่านพ่อ! เสียงลมหายใจท่านดูเหนื่อยท่านไม่สบายหรือไม่? ”
เฉินลู่ : “ เปล่า! ไม่มีอะไรหรอกแค่พักนี้พ่อฝันถึงแม่เ้าบ่อย ๆ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ท่านแม่อาจกำลังเป็ห่วงท่านพ่อ ดังนั้นท่านต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้มากขึ้นลูกให้คนนำชาสมุนไพรมาให้ท่าน ชาพวกนี้มีสมุนไพรที่ช่วยสงบจิตใจ ดื่มแล้วจะทำให้หลับสบายและลูกยังมีเื่สำคัญที่ต้องแจ้งกับท่านพ่อ ”
เฉินลู่ : “ อื้ม.. เกี่ยวกับสกุลหานใช่ไหม? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ขอรับ! หานฉีซงโลภโมโทสันสมรู้ร่วมคิดกับคนนอกนำกลุ่มคนลักลอบเข้ามาลักพาตัวอดีตช่างตีเหล็กคนนึง โดยแลกกับค่าตอบแทนจำนวนพันสองร้อยตำลึงทองและทหารของเราก็เจอตัวคนกลุ่มนั้นแล้ว พวกเขากลายเป็ศพโดยไม่รู้สาเหตุทิ้งไว้เพียงอาวุธเถื่อนจากเหล็กชั้นดีเท่านั้น ”
เฉินลู่ : “ เื่ที่ควรเกิดยังไงก็ต้องเกิดไม่มีทางหลบหนี้พ้น แล้วตอนนี้หานฉีซงล่ะ อยู่ที่ไหน? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถูกขังอยู่ที่คุกชั้นล่างขอรับ ”
เฉินลู่ : “ หานฉีซงคนนี้ สุดท้ายก็เป็แค่เบี้ยหมากที่สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนแก่เยียนเป่ยยังไม่พอมิหนำซ้ำยังเกือบยื่นอาวุธให้กับพวกฏ มันน่าตัดหัวเสียบประจานนัก ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไหน ๆ ลูกก็ต้องไปตามสัญญาหมั้นหมาย เลยจะถือโอกาสตรวจสอบเื่นี้ไปด้วย”
เฉินลู่ : “ เช่นนั้นก็รอให้อาสามของเ้ากลับมาเสียก่อนดูจากตอนนี้ก็คงใกล้มาถึงแล้ว นี่พ่อเพิ่งให้คนไปตามแม่ทัพอู๋มาพบอยู่พอดี ”
อาสามของเฉินเสวี่ยหยางคือเฉินลี่ถิง เขาคือญาติผู้น้องของเฉินลู่ทั้งยังมีตำแหน่งเป็กุนซือคนสำคัญของเยียนเป่ยภรรยาของเขาคือซุนเล่อเหยียน หลานสาวของซุนเหว่ยเ้าเมืองฝูตงนางก็คืออาสะใภ้สามของเฉินเสวี่ยหยางเฉินลี่ถิงและซุนเล่อเหยียนพบรักกันโดยบังเอิญขณะที่เฉินลี่ถิงเดินทางไปศึกษาที่ฝูตงจนสมรสกันและมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนคือเฉินจือหานครั้งนี้ซุนเล่อเหยียนเดินทางไปเยี่ยมบ้านเกิดพร้อมสามีและบุตรชายโดยจะมีกำหนดเดินทางกลับมาถึงในอีกสามวันข้างหน้าขณะที่เฉินลู่และเฉินเสวี่ยหยางพูดคุยกันได้ไม่นาน แม่ทัพอู๋ผู้นำฝ่ายทหารที่ถูกเรียกตัวเข้าพบก็ได้เดินทางมาถึง
อู๋สี่ : “ คารวะท่านเ้าเมือง เ้าเมืองน้อย ”
เฉินลู่ : “ แม่ทัพอู๋ ตามสบายเถอะ ”
อู๋สี่ : “ ท่านเ้าเมืองมีการใดจะสั่งหรือขอรับ? ”
เฉินลู่ : “ อีกสามวันลี่ถิงก็จะมาถึง ให้เ้าจัดเตรียมกำลังคนเดินทางไปรอรับพวกเขาที่นอกชายแดนเยียนเป่ย และคุ้มกันพวกเขากลับมายังที่นี่ ”
อู๋สี่ : “ ท่านเ้าเมืองคิดว่าจะมีคนดักซุ่มระหว่างทางหรือขอรับ?”
เฉินลู่ : “ ป้องกันไว้ก็ไม่เสียหายเ้าไปตระเตรียมกำลังคนให้พร้อมและคอยฟังคำสั่งจากเ้าเมืองน้อยอย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาด เข้าใจหรือไม่? ”
อู๋สี่ : “ เอ่อ..ขอรับ ”
เฉินลู่ : “ อื้ม.. ที่ข้าจะสั่งก็มีเท่านี้ล่ะ เ้าไปเตรียมการได้แล้ว”
อู๋สี่ : “ รับทราบ เช่นนั้น ข้าขอตัว ”
อู๋สี่ตอบรับคำสั่งด้วยสีหน้าที่ไม่มั่นใจนัก ใช่ว่าแม่ทัพอู๋ผู้นี้จะไม่มั่นใจในคำสั่งของผู้เป็นายเพียงแต่เขาไม่เชื่อมั่นในความสามารถของเฉินเสวี่ยหยาง ที่ผ่านมาเขาวางแผนการป้องกันเมืองร่วมกับท่านเ้าเมืองเฉินและเฉินลี่ถิงมาโดยตลอดเขาจึงมีใจเอนเอียงไปทางเฉินลี่ถิงและไม่เคยรู้ว่าเฉินเสวี่ยหยางมีความสามารถอะไรในการบัญชากองทัพหรือแม้แต่สืบทอดบัลลังก์เขาหารู้ไม่ว่าทั้งกลยุทธ์และค่ายกลที่เขาใช้ฝึกฝนทหารจนเป็ดั่งปราการป้องกันเมืองมาตลอดเวลาหลายปีเฉินเสวี่ยหยางคือผู้วางแผนทั้งหมดแม้แต่เฉินลู่ยังยอมรับในความสามารถของบุตรชาย ครั้งนี้เขาจึงวางใจให้เฉินเสวี่ยหยางนำกำลังไปด้วยตนเองและที่เขาจงใจให้แม่ทัพอู๋ผู้นี้นำกำลังติดตามไปด้วย ก็เพื่อ้าให้อู๋สี่ได้รู้ได้เห็นกับตา ว่าสิ่งใดคืออาวุธลับแท้จริงของเยียนเป่ย
เฉินเสวี่ยหยาง : “ การเดินทางของท่านอาครั้งนี้ ลูกคิดว่าคงไม่ราบรื่นนักท่านพ่อ ลูกต้องขอตัวก่อน ”
เฉินลู่ : “ อื้ม.. ไปเถอะ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ท่านพ่อโปรดถนอมตัวด้วย ”
ไม่นานนักหลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางคล้อยหลังจากไปหวังต้าเจิ้งคนสนิทของเฉินลู่ก็เดินเข้ามาหาผู้เป็นายพร้อมประคองถาดใส่ถ้วยยามาวางไว้ด้านข้าง..ค่อกแค่ก ๆ.. เมื่อได้ยินเสียงไอของผู้เป็นายที่อดกลั้นต่อหน้าบุตรชายมาครู่หนึ่งหวังต้าเจิ้งจึงจำต้องเอ่ยถาม
หวังต้าเจิ้ง : “ นายท่าน ไม่คิดจะบอกเ้าเมืองน้อยจริงหรือขอรับ?”
เฉินลู่ : “ ช้าเร็วเส้นทางนี้ข้าก็ต้องเดินไปเขาไม่ได้มาเดินร่วมกับข้าเสียหน่อย ให้เขาไปทำในสิ่งที่เขา้าอย่างสบายใจเถอะ ”
หวังต้าเจิ้ง : “ จะไม่เป็ไรจริงหรือขอรับเ้าเมืองน้อยไม่เคยเดินทางไปที่ไหนไกลขนาดนี้ ”
เฉินลู่ : “เขาโตเกินกว่าที่ข้าจะรั้งไว้ข้างกายได้อีกแล้ว อีกอย่างข้อสัญญาที่เหยียนเอ๋อมีต่อเหอเพ่ยอวี้ก็สมควรแก่เวลาเสียทีเ้าก็จัดคนตามไปคุ้มกันเขามากหน่อยก็แล้วกัน ”
หวังต้าเจิ้ง : “ ขอรับ ”
เฉินลู่มีอาการป่วยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และเริ่มคิดที่จะวางมือจากตำแหน่งเ้าเมืองเยียนเป่ยเขาจึงวางใจมอบหมายภาระหน้าที่ต่าง ๆ ให้กับเฉินเสวี่ยหยางและแอบส่งข่าวให้เฉินลี่ถิงรีบกลับมายังเยียนเป่ยขณะเดียวกันก็พยายามปิดบังอาการป่วยของตนเพื่อไม่ให้บุตรชายได้รู้เฉินลู่ดูแลเฉินเสวี่ยหยางเพียงลำพังมาโดยตลอดเพราะหลี่เวิ่นเหยียนผู้เป็ชายาจากไปหลังจากที่คลอดบุตรชายได้ไม่นาน แม้เขาจะมีบุตรชายเพียงคนเดียวที่เป็ความหวังของเขารวมทั้งความหวังของผู้คนทั้งเยียนเป่ยแต่ลึก ๆ แล้วเขารู้ดีว่าในใจบุตรชายไม่ได้อยากขึ้นนั่งตำแหน่งนั้นเขาจึงไม่เคยเอ่ยถึงการสละตำแหน่งหรือการวางมือกับบุตรชายเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าเฉินเสวี่ยหยางจะตัดสินใจอย่างไรจะขึ้นนั่งบัลลังก์นั้นหรือไม่ เขาก็ยอมรับได้ทั้งนั้นเพราะเขารักเฉินเสวี่ยหยางและไม่้าทำสิ่งใดที่จะเป็การกดดันหรือบังคับบุตรชายของตน
ยามซวี(19.00-20.59น.) หนานจิ้ง
ในยามราตรีที่ท้องฟ้ามืดมิดไร้ซึ่งดวงดาวคอยประดับประดา..ตุบตับ ๆ ๆ.. เสียงฝีเท้าคนกำลังวิ่งด้วยท่าทางตื่นตระหนก ผมเผ้ายุ่งเหยิงเสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนเหงื่อไคลเขาคือชายวัยกลางคนที่เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาซึ่งมีอาชีพเก็บของป่าขาย น่าแปลกที่ครั้งนี้เขาหลงเดินลึกเข้าไปในป่าจนล่วงเลยเวลาย่ำค่ำแม้พยายามหาทางออกจากป่าอันรกทึบนี้มากเท่าไร สถานที่กลับยิ่งดูไม่คุ้นตา ขณะที่ในใจเขาเริ่มหวาดหวั่นสายตาเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความหวาดระแวง กลับมีความเคลื่อนไหวเหมือนมีบางอย่างหลบซ่อนอยู่ในพงหญ้าชายคนนั้นยืนจ้องมองด้วยอาการหวั่นวิตก และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่สัตว์ป่าดุร้ายสิ่งที่เขาเห็นเป็เพียงชายที่แต่งกายไม่คุ้นตา ทว่าที่ผิดไปจากมนุษย์ธรรมดาคือใบหน้าที่มีเขาแหลมอยู่บนหัวคิ้วทั้งสองข้างอีกทั้งดวงตายังแดงก่ำชายลึกลับคนนั้นตรงเข้าจู่โจมเขาดั่งสัตว์ป่าที่บ้าคลั่ง จึงทำให้เขาต้องวิ่งหนีตายอย่างสุดชีวิตสุดท้ายเขาก็วิ่งมาถึงเส้นทางตัน เพราะสิ่งที่กีดขวางอยู่เบื้องหน้าคือแม่น้ำสายใหญ่เมื่อหันหลังไปก็เห็นตัวประหลาดดุร้ายไล่ตามเขามาอย่างไม่ลดละ ณ ตอนนั้นชายคนนี้เริ่มถอดใจเพราะคิดว่าตนคงไม่มีทางหนีรอดออกไปจากที่แห่งนี้ ในเวลานั้นเองก็มีบุคคลนิรนามผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมา
ติดตามตอนต่อไป