ตอนที่32 สองิญญา
ตกกลางดึกยามที่ผู้คนต่างหลับใหลมีร่างของชายผู้หนึ่งแอบย่องมาที่มุมหน้าต่างและสอดส่ายสายตามองดูภายในห้องอย่างระแวดระวังก่อนจะลอบปีนเข้ามาทางหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเข้ามาในห้องแล้วดวงตาเ้าเล่ห์ก็สอดส่ายมองหาไปทั่วห้อง ก่อนจะพบกับเ้าของร่างงามที่กำลังนอนหลับอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องเขาใช้สายตาโลมเลียหญิงสาวที่นอนสงบนิ่งไม่มีทีท่าว่าจะตื่นผู้นั้นยิ่งมองดูเขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางงดงามเหนือกว่าหญิงสาวนางใดในหมู่บ้านก่อนจะเอื้อมมือไปลูบไล้ปลายเท้าเล็กที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าห่มด้วยความหลงใหล
เดิมทีต้าจ้วงก็ขึ้นชื่อในเื่ความเ้าชู้และไม่เอาไหนอยู่แล้วทั้งยังมั่นใจอีกว่าตัวเองมีหน้าตาและรูปร่างชวนมองกว่าบุรุษคนอื่นในหมู่บ้านดังนั้นเขาอยากจะได้สิ่งใดก็ต้องได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งที่เข้ามาขออยู่อาศัยในบ้านของเขาเขาอยากจะทำอะไรกับนางก็ย่อมได้ ถึงอย่างไรนานก็ต้องเป็ของเขาอยู่ดีจะเป็ช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกัน
นับั้แ่ที่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางแล้วต้าจ้วงก็เผลอมอบหัวใจให้นางไปแล้วทั้งดวง อย่างไรเสียครอบครัวของเขาก็ได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้นางเป็แค่หญิงหม้ายไร้หัวนอนปลายเท้า ไปไหนไม่รอดอยู่แล้ว นางคงไม่คิดจะอยู่โดยไม่ตอบแทนสิ่งใดหรอกกระมัง
เพียงแค่เอื้อมมือออกไปััที่ปลายเท้าเล็กข้างนั้นหัวใจของต้าจ้วงก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ฝ่ามือหยาบกระด้างลูบไล้ข้อเท้าเล็กที่เปลือยเปล่าไปมาด้วยความตื่นเต้นจนเกินเลยคิดที่จะไต่เข้าไปในกระโปรงตัวยาว
‘เอามือโสโครกของเ้าออกไปเดี๋ยวนี้!’
‘นี่เ้า ตื่นสิ! ทำไมถึงนอนขี้เซาอย่างนี้ ผู้อื่นจะมาปล้ำเ้าแล้วรู้ตัวหรือยัง!’
เสียงเกรี้ยวกราดที่ร้องดังขึ้นในหัวทำให้หยางน่าสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที ปลายเท้าเล็กกระตุกส่งแรงถีบออกไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัวเพียงพริบตาเดียวก็กระแทกเข้ากับใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นอย่างจัง
ตึก!
แรงถีบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้นทำให้ต้าจ้วงไม่ทันระวังหัวโขกกับโต๊ะทันที
“โอ๊ย!” ต้าจ้วงกุมปลายคางรูปเหลี่ยมและศีรษะที่โขกกับโต๊ะไม้ของตัวเองด้วยความเ็ปแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเขาก็เห็นสาวงามผู้นั้นลืมตาตื่นขึ้นมาเสียก่อน
เมื่อหยางน่าเห็นว่ามีชายหนุ่มแปลกหน้าอยู่ในห้องนางจึงไม่รอช้ารีบเปล่งเสียงกรีดร้องในทันที
พอต้าจ้วงเห็นนางทำท่าจะกรีดร้องเขาก็รีบเข้ามาตะครุบปากของนางไว้ทันพลัน ฝ่ามือหยาบกระด้างและส่งกลิ่นเหม็นเข้มข้นนั้นทำให้หยางน่าแทบอยากจะอาเจียนออกมาและพยายามดิ้นรนให้รอดพ้นฝ่ามือนั้นตามสัญชาตญาณ
ต้าจ้วงเห็นหญิงสาวดิ้นขัดขืนก็นึกโมโหขึ้นมาและเริ่มลงมือดึงทึ้งเสื้อผ้าของนางทันที“อยู่เฉยๆ เ้าเคยมีสามีมาก่อนคงจะคุ้นเคยกับบุรุษดีสินะยามนี้เ้าไม่มีทางเลือกแล้ว อย่าคิดขัดขืนหน่อยดีกว่าอย่างไรเสียพวกเราก็จะต้องได้เสียเป็ผัวเมียกันอยู่ดี”
“อ้าย อ่อยอ้าอะ” ปล่อยข้านะไอ่คนสารเลว!
ยามนี้หยางน่าถูกกดลงกับพื้นนางพยายามยกมือปัดป้องฝ่ามือหยาบกระด้างที่คิดจะล้วงเข้ามาในอกของนางอย่างหยาบโลน นี่เป็ครั้งแรกที่นางต้องเผชิญกับสถานการณ์บีบคั้นอย่างกะทันหันหยางน่าคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้นและทำได้แค่เพียงปัดป้องมือหยาบกระด้างที่พยายามจะลวนลามนาง
‘บีบเ้าโลกมันสิ’
“ว่าไงนะ!” หยางน่าพูดอู้อี้อยู่ในลำคอ พร้อมใช้ปลายเล็บจิกข่วนใบหน้าของชายที่คร่อมอยู่บนร่างหลายที
“อ๊ากกก นังบ้าเอ๊ย!” ต้าจ้วงปล่อยมือออกกะทันหันแล้วง้างฝ่ามือขึ้นมาด้วยความโมโห
‘ตอนนี้แหละ!’
“อืม!” เสียงในหัวทำให้หยางน่ามองเห็นช่องโหว่ในยามที่ชายผู้นั้นเผลอง้างฝ่ามือขึ้นมือเล็กจึงเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่หว่างขาของต้าจ้วง แล้วออกแรงบีบจนสุดแรง
“อ๊ากกกกกก” ต้าจ้วงร้องโหยหวนออกมาด้วยความเ็ปและกุมกล่องดวงใจของตัวเองนอนดิ้นไปมาอยู่บนพื้น
‘รีบหนีเร็ว!’
“จะให้หนีไปไหนเล่า!” หยางน่าเอ่ยออกมาด้วยความร้อนรนใจบริเวณรอบข้างมืดสงัดไร้ซึ่งแสงจันทร์ เสียงในหัวหยุดไปสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่า ‘ทางฟากนั้นมีหน้าต่างอยู่ะโออกไปเลย’
หยางน่าไม่รอช้ารีบวิ่งไปทางหน้าต่างตามที่เสียงในหัวบอกทันทีในเวลานี้เองก็มีเสียงของนางจูดังลอดออกมาทางช่องว่างของประตูตามด้วยประตูที่ถูกกระชากให้เปิดออก เผยให้เห็นสีหน้าที่เกรี้ยวกราดของนางจู “ว๊าย! ต้าจ้วงลูกแม่ ใครทำอะไรเ้า! หน็อยนังสุนัขเลี้ยงไม่เชื่องกล้าแว้งกัดเ้าของ หากวันนี้ข้าไม่ตีเ้าให้ตายอย่ามาเรียกข้าว่านางจู!”
“ไป! ตาแก่รีบไปจับมันมาเร็ว!!” นางจูผลักสามีออกไปทันทีและรีบวิ่งเข้าไปดูบุตรชายที่กุมกล่องดวงใจของตัวเองเมื่อเห็นอย่างนั้นนางจูก็ยิ่งโวยวายยกใหญ่ “หากลูกข้าไร้ทายาทขึ้นมาข้าสาบานเลยว่าตีนังสุนัขเลี้ยงไม่เชื่องนั่นให้ขาหัก! ใครก็ได้มีคนทำร้ายลูกข้า มาช่วยกันจับนังสารเลวนั่นที!”
เสียงร้องดังเอะอะโวยวายของนางจูได้ปลุกชาวบ้านจำนวนหนึ่งให้ลุกขึ้นมายืนมุงดูสถานการณ์กันอยู่หน้าลานบ้าน
พอรู้ว่าผู้ที่ทำร้ายบุตรชายของนางจูก็คือหญิงสาวท่าทางอ่อนหวานคนนั้นทุกคนก็งงเป็ไก่ตาแตก
ทว่าสังคมชาวบ้านนั้นมีความสัมพันธ์ที่รักพวกพ้องของตัวเองเป็อย่างมากทุกคนจึงไม่รอช้าและช่วยกันออกไล่ล่าสะใภ้ร้ายกาจคนนั้นทันที
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มมากรวมถึงเสียงด่าทอที่ะโไล่หลังอย่างเกรี้ยวกราดนั้นแล้ว สัญชาตญาณย้ำเตือนให้หยางน่ากัดฟันและออกแรงวิ่งให้เร็วกว่าเดิม
นางวิ่งมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทางรอบข้างมีเพียงความมืดและป่าไม้ที่เงียบสงัดเท่านั้น นางไม่รู้เลยจริงๆว่าจะต้องวิ่งไปที่ใด ทว่าด้านหลังมีฝีเท้าของกลุ่มคนวิ่งคอยไล่ตามอยู่ตัวนางเองก็ไม่กล้าที่จะหันหลังกลับไปมอง
ดวงตาคู่งามเริ่มร้อนผ่าวกับความอยุติธรรมที่ได้รับทั้งที่นางไม่ได้เป็ฝ่ายเริ่มก่อน นางแค่ป้องกันตัวเท่านั้นแต่ทุกคนกลับทำเหมือนว่านางก่อความผิดร้ายแรงเสียได้ นี่มันไม่ยุติธรรมเลยนะ!
“จะทำอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย” หยางน่าออกแรงวิ่งไปพลางและพูดพึมพำกับตัวเองไปพลาง
‘วิ่งต่อไป คนพวกนั้นใกล้จะตามมาทันแล้ว’
เสียงที่ดังขึ้นในหัวเปรียบคอยย้ำเตือนสติและรายงานสถานการณ์ให้นางราวกับเป็ดวงตาหลังก็มิปานหยางน่าไม่ลังเลเลยที่จะเชื่อเสียงในหัวของตัวเองและรีบวิ่งต่อไปอย่างไม่ลดละ
“์ ได้โปรดข้าไม่อยากถูกพวกเขาทำร้าย” ยามนี้หยางน่าดูแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัดนางไม่เคยพบเจอคนถ่อยที่เอาแต่ใช้กำลังแก้ปัญหาเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าถูกบุรุษแตะเนื้อต้องตัวเช่นนั้นหากซางฉีรู้ว่ามีคนคิดจะล่วงเกินนาง เขาจะต้องไม่ปล่อยตัวชายผู้นั้นไปแน่!
‘คิดถึงคนรักของเ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ ยามนี้เ้าต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น ตั้งสติแล้ววิ่งต่อไปอย่าหันหลังกลับไปมอง’
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรนางถึงได้เชื่อเสียงกระซิบในหัวนี้อย่างหมดใจและทำตามคำแนะนำโดยไม่มีข้อสงสัยใดเลยสักนิด
หยางน่าวิ่งมุ่งหน้าต่อไปโดยที่ไม่หันหลังกลับไปมองจวบจนกระทั่งฝีเท้าเ่าั้เริ่มไกลห่างมากขึ้นทุกที ความเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งอย่างยาวนานก็พลันเข้าจู่โจมร่างกาย“ข้าไม่ไหวแล้วข้ารู้สึกเหนื่อยมากเลย ข้าไม่เคยวิ่งนานขนาดนี้มาก่อน”
หากจะพูดให้ถูกก็คือชีวิตนี้นางไม่เคยวิ่งมาก่อนเลยต่างหากนี่เป็ครั้งแรกที่นางทุ่มสุดตัวเช่นนี้ ทว่าเสียงในหัวกลับไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ
‘อดทนอีกนิด เ้าเห็นทางข้างหน้าหรือไม่ มันมีแสงไฟอยู่ เ้าลองเข้าไปขอความช่วยเหลือดู’
“ขอความช่วยเหลือรึ ไม่เอาหรอก ข้ากลัวจะเหมือนครอบครัวเมื่อครู่นี้ ข้าไม่อยากไปข้าเหนื่อยเหลือเกิน ข้าไม่อยากวิ่งแล้ว”
‘อย่างนั้นก็ตามใจเ้า หากเ้า้าทิ้งชีวิตที่ได้มานี้ไปเพียงเพราะเหนื่อยมันก็เื่ของเ้า ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้เป็คนอยากมีชีวิตต่ออยู่แล้วนี่...’เสียงนั้นฟังดูเฉยชาต่อชีวิตยิ่งนัก
“เ้าหมายความว่าอย่างไร นี่เ้าเป็ใครกันแน่ เหตุใดข้าถึงได้ยินเสียงเ้าตลอดเวลา”
คิ้วงามขมวดแน่นเล็กน้อยเมื่อไม่ได้ยินเสียงใดๆในหัวอีก ทว่านางมั่นใจว่าเสียงนั้นยังคงอยู่กับนางอย่างแน่นอน
เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมพูดหยางน่าจึงเป็ฝ่ายพูดกับตัวเองแทนด้วยหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมตอบอะไรบ้าง
อาจเป็เพราะนางรู้สึกอุ่นใจที่ได้มีเสียงในหัวคอยอยู่เป็เพื่อนหยางน่าจึงไม่รู้ตัวเลยว่ายามนี้นางได้มุ่งหน้าตัดผ่านเขตป่าชนบทนั้นมาได้แล้วทั้งยังหลงลืมความรู้สึกหวาดกลัวสัตว์ร้ายไปจนหมดสิ้น จิตใจของนางในเวลานี้สงบนิ่งกว่าก่อนหน้านี้มาก
ในค่ำคืนที่เงียบสงบนี้มีเพียงแสงจันทร์และเสียงในหัวที่คอยอยู่เป็เพื่อนนาง หยางน่าผ่อนความเร็วลงจวบจนเมื่อไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆอีกแล้ว นางจึงตัดสินใจหยุดวิ่งและทรุดตัวลงนั่งที่ข้างต้นไม้อย่างเหนื่อยหอบ
นางสูดหายใจเข้าเต็มปอดและนั่งเช็ดเหงื่อที่เกาะติดอยู่ตามใบหน้าจนหมดหากว่าเป็ร่างเดิมของนางป่านนี้คงจะเป็ลมหมดสติไปแล้วโชคดีที่ร่างกายนี้มีความอดทนมากกว่านางจึงสามารถผ่านความยากลำบากนี้มาได้สำเร็จ
หยางน่านั่งพักได้เพียงชั่วครู่ก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้วนางรู้สึกขอบคุณเสียงที่ดังในหัวนั้นจากใจจริงๆ หากไม่มีเสียงนี้คอยเตือนนางก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะรอดมาจนถึงตอนนี้หรือไม่
“ไม่ว่าเ้าจะเป็ภูตผีหรือปีศาจก็ตาม ขอบใจเ้ามากเลยนะที่ช่วยข้าเอาไว้”
‘ไม่เป็ไร’ เสียงนั้นตอบกลับมาอย่างราบเรียบดูไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใดทั้งนั้น
“เอ๋ เ้าอยู่กับข้าตลอดเลยรึ นี่เ้าเป็ใครกันแน่” ยามนี้หยางน่ารู้สึกสงสัยยิ่งนักว่าเสียงในหัวนี้มีตัวตนอยู่จริงหรือเป็นางที่หลอกตัวเองกันแน่
เสียงในหัวเงียบไปอยู่นานราวกับกำลังชั่งใจอยู่แต่สุดท้ายก็ยังคงตอบกลับมาว่า ‘ข้าคือคนที่เคยอยู่ร่างนี้’
“จริงรึ อย่างนั้นเ้าก็คือิญญาเ้าของร่างน่ะสิ?” หยางน่ายิ้มด้วยความดีใจและเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจอย่างปิดไม่มิดอีกครั้ง“เช่นนั้นก็ดีเลย เ้าเองก็จะได้กลับเข้าร่างเดิม ส่วนข้าก็จะได้กลับคืนสู่สภาพิญญาและไปตามทางของข้าสักที”
ยามนี้หยางน่ารู้สึกดีใจอย่างสุดประมาณนางดีใจที่ตัวเองไม่ต้องทำผิดกับผู้อื่นและสามารถจากไปอย่างสงบตามดวงชะตาเดิมได้แล้ว
ทว่าเสียงที่ได้ยินต่อมากลับทำให้นางหุบรอยยิ้มบนใบหน้าทันที
‘เ้าอยู่ต่อไปเถอะ’
“หมายความว่าอย่างไร นี่มันร่างของเ้านะ หนำซ้ำดวงิญญาของเ้าก็อยู่ในร่างแล้วด้วยข้าเป็เพียงแค่ดวงิญญาเร่ร่อนที่มาอาศัยอยู่ในร่างของเ้าเพียงชั่วคราว ยามนี้ถึงเวลาที่ข้าควรจะกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้วตัวเ้าเองก็จะได้ใช้ชีวิตของเ้า ส่วนข้าก็จะไปตามทางของข้า”
‘นี่พระชายา เ้าเองก็เคยเห็นเื่ราวในอดีตของข้าแล้วใช่หรือไม่ข้าเองก็เห็นของเ้าแล้วเช่นกันดวงจิตของพวกเราเชื่อมโยงกันเพราะเหตุใดข้าก็ไม่อาจรู้ได้ทว่าสิ่งที่ข้ารู้ก็คือนับั้แ่ที่ข้าตัดสินใจฆ่าตัวตายนั่นหมายความว่าข้าไม่ได้อยากใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว ดังนั้นเ้าจะมาบังคับให้คนที่อยากตายมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรกัน’
หยางน่าที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเช่นนี้นางก็รู้สึกไม่เห็นด้วยและโต้แย้งทันทีว่า “ก็อยู่ต่อไปเพื่อตัวเองสิการได้มีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าไม่ใช่รึ เหตุใดเ้าถึงทิ้งมันไปง่ายๆเพียงเพราะสามีไม่รักเ้า สามีทิ้งเ้าไป ก็ช่างเขาปะไร เ้าแค่ใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปให้ดีทำในสิ่งที่อยากทำ ทำให้สามีคนนั้นเห็นว่าเ้าไม่มีเขาแล้วชีวิตดีมากเพียงไร อย่าสละโอกาสที่จะได้มีชีวิตเพียงเพราะคนเลวคนเดียวเลยมันไม่คุ้มค่ากันหรอก”
‘พระชายา เ้าคิดว่าข้าฆ่าตัวตายเพียงเพราะถูกสามีทิ้งอย่างนั้นรึ’ เสียงเ็ากระจ่างใสตอบกลับมาอย่างราบเรียบ
“แล้วไม่ใช่หรืออย่างไร” หยางน่ากอดเข่าและทำปากยื่นเล็กน้อย
‘ไม่ใช่เสียทีเดียว ข้าตัดสินใจจบชีวิตก็เพราะคนบนโลกนี้ทอดทิ้งข้าไปหมดแล้วแรกเริ่มบิดามารดาก็ทิ้งข้าไปเพียงเพราะข้าเป็สตรีไม่มีคุณค่าเท่าบุรุษเลี้ยงไปก็เสียข้าวสุกเปล่าๆ ข้าโชคดีได้รับความเมตตาจากท่านยาย ข้าถึงได้มีโอกาสเติบโตมาจนถึงป่านนี้...’
‘เดิมทีข้านึกว่าชีวิตนี้แค่มีท่านยายกับเฮ่าตู๋ก็พอแล้วแต่ใครจะรู้ว่าพวกเขาต่างก็ทอดทิ้งข้าไปกันหมด การถูกสามีหักหลังนั้นไม่ทุกข์ทรมานเท่ากับการที่ต้องอยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพังหรอกนะข้าถูกทิ้งมาตลอดทั้งชีวิตแล้ว จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไรกัน...’