บทที่ 29 วิชาผลาญโลหิต์
ส่วนผู้บำเพ็ญที่สามารถบรรลุขอบเขตปฐมิญญาได้จริง ๆ นั้น จำเป็ต้องมีพร์ โชคชะตา ทรัพยากร สติปัญญาและจิตใจที่แน่วแน่ครบถ้วนทุกประการขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้
บนทวีปจิ่วโจว ผู้ที่ตรงตามเงื่อนไขเหล่านี้มีน้อยยิ่งนัก
โจวจี๋หรานย่อมรู้ว่าจางปิ่ง้าจะสื่ออะไร สมองของเขาคิดถึงความเป็ไปได้นับไม่ถ้วน จึงเอ่ยปากว่า "ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถบรรลุขอบเขตปฐมิญญาได้ภายในวัยยี่สิบกว่าปี… นั่นก็คือการฝึกวิชาผลาญโลหิต์ ใช้การเผาผลาญอายุขัยเป็เครื่องสังเวยเพื่อยกระดับพลังอย่างฝืนธรรมชาติ"
จางปิ่งส่ายหน้า "สิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิชาผลาญโลหิต์ถูกทำลายไปหมดแล้วั้แ่หลายร้อยปีก่อน เขาไม่น่าจะมีได้"
เมื่อได้ยินคำพูดของจางปิ่ง โจวจี๋หรานขมวดคิ้วเล็กน้อย ความจริงแล้วเขาไม่ค่อยเชื่อว่าโม่จิงหงผู้มีบุคลิกสูงส่งไม่มีใครเทียบได้จะฝึกวิชาผลาญโลหิต์
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บำเพ็ญล้วนแสวงหาการมีอายุยืนยาวเท่า์และพิภพ
การใช้อายุขัยในการฝึกวิชานั้นมีความเสี่ยงสูงมาก หากพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อยก็อาจถึงแก่ความตายในทันที
โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครโง่พอที่จะไปฝึกวิชาเช่นนี้!
หูอวิ๋นเซียงเอ่ยขึ้น "สิ่งที่เ้าพูดไม่ถูกต้องนัก ผู้ที่ฝึกวิชาผลาญโลหิต์ส่วนใหญ่มีใบหน้าที่ดูแก่ชรา รูปโฉมอัปลักษณ์ แต่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับมีรูปโฉมงดงามราวกับเทพเซียน ดูแล้วอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ไม่น่าจะใช่"
"เช่นนั้นต้องเป็เพราะกินโอสถชะลอวัยแน่นอน" สมาชิกในหน่วยคนหนึ่งกล่าวเสริม
จางปิ่งยิ่งไม่เชื่อ "โอสถชะลอวัยเป็โอสถระดับแปด ผู้ที่ได้รับโอสถระดับแปดแล้ว จะไปฝึกวิชาผลาญโลหิต์ทำไมกัน? มันไม่สมเหตุสมผล ท่านหัวหน้า ข้าว่าเราควรรายงานเื่นี้ให้ท่านเ้าเมืองทราบก่อนดีกว่า"
โจวจี๋หรานโบกมือให้ทุกคนแยกย้าย เหลือไว้เพียงซูเยียนหราน "สาวน้อย อย่ากลัวไปเลย พวกเขาบอกว่าเ้ารู้จักคนทั้งสองคน เ้าช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับพวกเขาให้พวกข้าฟังหน่อยได้หรือไม่"
ซูเยียนหรานแสดงสีหน้าหวาดกลัว "ข้ากลัวจะถูกแก้แค้น"
"ไม่ต้องกลัว แม้แต่ผู้บำเพ็ญมารจะอยากสังหารผู้อื่น แต่ก็ไม่อาจฆ่าคนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาณาเขตของเมืองหลอมศาตราแห่งนี้" โจวจี๋หรานเห็นซูเยียนหรานมีท่าทางน่าสงสาร จึงลดเสียงลง
"ข้า...ข้ารู้จักคนหนึ่งในนั้น นางชื่อเฟิ่งชิงหร่านดูเหมือนว่านางจะเข้าร่วมสำนักหลิงอวิ๋น ส่วนชายคนนั้นข้าไม่รู้จัก แต่เขาต้องเป็ผู้บำเพ็ญมารแน่นอน!" ซูเยียนหรานกล่าวอย่างหวาดกลัว
ซูเยียนหรานพูดพลางตัวสั่น "ข้ากลัวว่าพวกเขาจะแก้แค้นข้า พวกท่านช่วยจับพวกเขาได้หรือไม่!?"
ดวงตาอ่อนโยนของซูเยียนหรานเอ่อคลอด้วยน้ำตา ดูเหมือนว่านางจะกลัวมาก
"พวกข้าจะหาวิธีตามหาคนทั้งสองนั้น แต่หากเ้าสามารถวาดภาพของพวกเขาได้ พวกข้าก็จะจับตัวพวกเขาได้ง่ายขึ้น" โจวจี๋หรานกล่าวอย่างจริงจัง
ดวงตาของซูเยียนหรานมืดมนเป็ประกายลึกลับ "ข้าสามารถวาดให้พวกท่านได้ แต่พวกท่านต้องไม่เปิดเผยเื่ของข้า"
โจวจี๋หรานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกระดาษและพู่กันพิเศษของเขาออกมา จากนั้นจึงส่งให้ซูเยียนหราน
ซูเยียนหรานรับมาด้วยความตื่นเต้น นางอยากเห็นนักว่าเฟิ่งชิงหร่านจะมีวิธีพลิกสถานการณ์อย่างไรเมื่อต้องเป็ศัตรูกับเมืองหลอมศาสตรา
ซูเยียนหรานวาดภาพของเฟิ่งชิงหร่านออกมาอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่เพราะความริษยาในใจ นางจงใจลดทอนความงามของเฟิ่งชิงหร่านลงไปหลายส่วน
เมื่อนางคิดจะวาดภาพของโม่จิงหง มือของนางก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดนางก็สามารถนึกถึงรูปลักษณ์ที่แน่ชัดของโม่จิงหงได้ นางจำได้เพียงว่าโม่จิงหงมีร่างกายสูงตระหง่าน สวมชุดขาว มีรูปโฉมสง่างาม ไม่มีผู้ใดเทียบได้
"สาวน้อย มีอะไรลำบากใจหรือ?" โจวจี๋หรานเห็นซูเยียนหรานลังเลไม่ยอมลงพู่กัน จึงเอ่ยถามขึ้น
"ข้าวาดภาพชายผู้นั้นไม่ได้" ซูเยียนหรานพยายามลงมือหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ลงหมึก
ความสงสัยในดวงตาของโจวจี๋หรานวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขายิ้มพลางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่รบกวนเวลาของเ้าแล้ว”
โจวจี๋หรานชี้ไปที่สมาชิกในหน่วยคนหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ “ไปส่งสาวน้อยกลับบ้าน”
แท้จริงแล้วซูเยียนหรานยังอยากจะพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับโม่จิงหงเพิ่มเติม แต่ก็พูดไม่ออก นางรู้สึกใกลัว จึงไม่กล้าอยู่ต่อ
เมื่อซูเยียนหรานจากไปแล้ว โจวจี๋หรานจึงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปตามหาผู้คนที่เพิ่งมามุงดูเหตุการณ์เมื่อครู่
บางคนยังไม่ได้จากไป ไม่กี่อึดใจต่อมา สมาชิกหน่วยก็พาคนกว่าสิบคนมา
โจวจี๋หรานสอบถามทีละคน พบว่าทุกคนไม่สามารถจดจำใบหน้าของโม่จิงหงได้เลย ทั้งยังไม่สามารถบอกลักษณะเฉพาะใด ๆ ของโม่จิงหงได้แม้แต่ลักษณะของเฟิ่งชิงหร่านก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน
โจวจี๋หรานกล่าวขอบคุณทุกคน แล้วให้สมาชิกในหน่วยส่งพวกเขากลับไป
โจวจี๋หรานยกมือขึ้นเผาภาพวาดของเฟิ่งชิงหร่าน แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า "จางปิ่งสั่งการลงไปว่าเื่นี้จบแค่นี้ ห้ามสืบสวนต่อ"
"เหตุใดกัน?" จางปิ่งถามอย่างงุนงง
"บุคคลผู้นี้ไม่อาจสืบสวนได้ อย่างน้อยก็ไม่สามารถสืบสวนอย่างเปิดเผย ข้าจะรายงานต่อท่านเ้าเมือง ให้ท่านเป็คนจัดการเื่นี้เอง" ดวงตาของโจวจี๋หรานปรากฏแววหวาดกลัว
ทั้งที่ครั้งสุดท้ายเขามองเห็นโม่จิงหงอย่างชัดเจน แต่บัดนี้กลับจำลักษณะใด ๆ ของโม่จิงหงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ความทรงจำบางอย่างแวบผ่านในสมองของโจวจี๋หราน เขาพึมพำกับตัวเองว่า "เป็ทายาทของตระกูลนั้นกลับมาแก้แค้นหรือ? ดูเหมือนว่าทวีปจิ่วโจวจะเริ่มวุ่นวายแล้ว การเอาตัวรอดถึงจะเป็หนทางที่ถูกต้อง!"
…
สำนักหลิงอวิ๋น ยอดเขาที่สิบ
เฟิ่งชิงหร่านค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ เมื่อนางลืมตาก็สบเข้ากับดวงตาลึกล้ำของโม่จิงหง
โม่จิงหงเอานิ้วมือที่วางอยู่บนหว่างคิ้วของเฟิ่งชิงหร่านกลับมา รอยสีแดงบนหว่างคิ้วของเฟิ่งชิงหร่านก็จางหายไปด้วย
เฟิ่งชิงหร่านมองไปรอบ ๆ สิ่งที่เห็นล้วนหรูหราอย่างยิ่ง "ศิษย์พี่เจ็ด เกิดอะไรขึ้นกับข้าหรือ?"
นางจำได้เพียงว่าตนเองเกิดความคิดอยากจะฆ่าซูเยียนหราน จากนั้นก็ถูกอารมณ์บางอย่างครอบงำ หลังจากนั้นนางก็จำอะไรไม่ได้
"ศิษย์น้องเล็ก เ้าไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบนร่างกายตัวเองหรือ?" โม่จิงหงถามกลับ