สามารถฉุดคร่าหญิงสาวจากครอบครัวสุจริตชนอย่างอุกอาจต่อหน้าธารกำนัลได้สร้างความขุ่นเคืองแก่ผู้คนโดยรอบแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากสักคำ เห็นได้ชัดว่าต้องไม่ธรรมดา
คนเหล่านี้มีฝีมืออยู่บ้างแต่ไม่ทันระวังจึงถูกหลี่ไหวฺอวี้จู่โจมโดยมิทันตั้งตัว บัดนี้ตั้งสติได้แล้ว ผนวกกับจำนวนคนที่มากกว่าจึงกรูกันเข้าโจมตีหลี่ไหวฺอวี้อย่างหนักจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
หมิงเป่าจูแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองพูดมากไปทำไมกัน
นางวิตกว่าหลี่ไหวฺอวี้จะรับมือไม่ไหวจึงมองไปรอบตัว คิดหาอาวุธเหมาะมือสักชิ้นเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ
ทันใดนั้นก็มีบุรุษอีกสองคนเข้าร่วมการต่อสู้ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเข้ามาช่วยหลี่ไหวฺอวี้!
แม้วรยุทธ์ของคนทั้งสองที่เพิ่งเข้ามาจะด้อยกว่าหลี่ไหวฺอวี้อย่างเห็นได้ชัดทว่าก็มีบทบาทช่วยสกัดกั้นไว้ได้ระดับหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้หลี่ไหวฺอวี้จึงสามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่จัดการพวกอันธพาลทีละคนสองคนจนล้มระเนระนาดไปกองกับพื้น ลุกไม่ขึ้นอีก
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใครกล้าดีอย่างไรถึงมาแตะต้องข้า!" แม้จะล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ แต่หัวหน้าของกลุ่มอันธพาลก็ยังตะโกนท้าทายอย่างกำเริบเสิบสาน
หลี่ไหวฺอวี้ไม่ใช่คนประเภทจะยอมลงให้ผู้ใดเขายกเท้าเหยียบไปบนหน้าอกของอีกฝ่าย บดร่างคนผู้นั้นอัดติดกับพื้น แค่นเสียงเยาะหยันในลำคอด้วยสีหน้าเย็นยะเยียบ"ต้องสนด้วยหรือว่าเจ้าเป็นใคร!"
"ข้าเป็นคนของหรงฮุยถังระวังตัวไว้ให้ดี เดี๋ยวจะกินไม่หมดต้องห่อกลับ[1]!"
แรงกดที่หน้าอกทำให้เขาหายใจไม่ออกเจ้าพวกตาบอด ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องฆ่าพวกมันให้จงได้!
คนผู้นั้นพยายามใช้มือทั้งสองข้างดันรองเท้าหุ้มแข้งของหลี่ไหวฺอวี้สุดแรงหวังจะให้มันยกขึ้น ทว่าหลี่ไหวฺอวี้กลับยืนนิ่งดุจขุนเขาไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
"หรงฮุยถังอย่างนั้นรึ"คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากเงามืด ทุกคนต่างสะดุ้งตกใจ
ชายหนุ่มซึ่งโบกพัดในมือตลอดเวลาแม้กระทั่งฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บสวมอาภรณ์ผ้าไหมตัวยาวสีขาวสะอาดตาเรือนผมถูกมัดรวบขึ้นตรึงด้วยปิ่นเงิน ดูเป็นชายหนุ่มรูปงาม ซึ่งมิถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์และธรรมเนียมใดๆ
"นายน้อย"เมื่อบุรุษสองคนที่เข้ามาช่วยเหลือเห็นชายหนุ่ม ก็รีบทำความเคารพอย่างนอบน้อม
หัวใจของหมิงเป่าจูเต้นไม่เป็นจังหวะคนผู้นี้นางจำได้...
เขาคือสหายของหวังเฉินบุตรชายของนายอำเภอวันนั้นเขาเป็นคนที่ประมูลต้นตี้สือของนางที่หอหมื่นสมบัติได้ น่าจะชื่อ...เหยียนเฟิง!
ส่วนหรงฮุยถังที่คนผู้นั้นเอ่ยถึง...
"ว่าอย่างไรเล่ากลัวแล้วล่ะสิ! นั่นคือกิจการที่นายน้อยหวังเฉินบุตรชายของนายอำเภอเป็นผู้เปิดรอข้าไปรายงานนายน้อยหวังก่อนเถอะ พวกเจ้าแต่ละคนไม่มีทางรอดแน่!"
นางนึกออกแล้วตอนแรกก็ว่าอยู่ว่าชื่อนี้ช่างคุ้นหู นี่คือชื่อที่คนผู้นั้นใช้ข่มขู่ไม่ให้นางขายยาสมุนไพรให้จี้ซั่นถังมิใช่หรือ?
ที่แท้หรงฮุยถังก็เป็นของหวังเฉินดูท่าทางเขาคงวางอำนาจบาตรใหญ่มาโดยตลอดจนเคยตัว มิน่าเล่า ถึงไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยสักคนแม้แต่จะแอบอ้างก็ยังใช้ชื่อของหรงฮุยถัง
"หึ ช่างน่าเกรงขามเสียเหลือเกิน!"
พรึ่บ! พัดจีบในมือของเหยียนเฟิงกางออกอย่างรวดเร็วเขาดึงหยกประดับชิ้นหนึ่งออกมาจากเอว บุรุษข้างกายรับไปอย่างรู้งาน แล้วยัดใส่อกเสื้อของหัวหน้าอันธพาล
จากนั้นก็ตบไปที่อกของเขาเบาๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นเหยียดหยัน "เอาไปให้นายของเจ้าดู เมื่อเขาเห็นแล้วก็จะรู้เองว่าใครกันแน่ที่จะไม่รอด"
"ของพรรค์นี้ไหนเลยจะคู่ควรให้ไประคายสายตาของนายน้อยหวังมาเอาไป!"
คนผู้นั้นขวัญกล้าใช่เล่นหลังจากเห็นเหยียนเฟิงได้ยินชื่อของหวังเฉินแล้ว ก็ยังสงบนิ่งไม่สะทกสะท้าน ก็เริ่มใคร่ครวญว่าเพราะเหตุใด
"พรุ่งนี้เช้าให้หวังเฉินนำของสิ่งนี้มาที่ศาลากลางทะเลสาบด้วยตนเอง"
หลังจากพูดจบเหยียนเฟิงก็ชำเลืองมองหลี่ไหวฺอวี้ ราวกับต้องการบอกให้เขายกเท้าออก และปล่อยคนเหล่านั้นไป
หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้วมองเหยียนเฟิงปราดหนึ่ง จากนั้นก็ก้มลงมองคนที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าพร้อมกับออกแรงเหยียบลงไปอีกครั้ง
"อ๊าก!"อีกฝ่ายร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
"อยากไปแล้วรึ?"
"หลี่ไหวฺอวี้ปล่อยพวกเขาไปเถอะ" หมิงเป่าจูเอ่ยพลางจูงมือหลี่อวิ๋นเดินออกมาจากหลังเสา
หลี่ไหวฺอวี้มองหมิงเป่าจูปราดหนึ่งแล้วถึงยอมยกเท้าออก
"ขอบคุณคุณชายมากที่ให้บริวารเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา"หมิงเป่าจูหันไปกล่าวขอบคุณเหยียนเฟิง
ถึงแม้วันนั้นตอนที่นางชนแม่นางเยี่ยนเอ๋อร์เขาก็อยู่ที่นั่น แต่ก็มิได้สร้างความลำบากใจให้แก่นาง ในตอนท้ายยังช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้เสียด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าเขายังจำนางได้หรือไม่แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว... หมิงเป่าจูขมวดคิ้ว
สายตาของเหยียนเฟิงเลื่อนผ่านหมิงเป่าจูไปหยุดที่หลี่อวิ๋นซึ่งซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของนางด้วยท่าทางใจเสาะหวาดกลัวเหตุผลที่เขาให้บริวารออกไปช่วยก็เพราะเห็นแก่หลี่อวิ๋นที่ร้องไห้ปานดอกสาลี่ต้องหยาดพิรุณ
ไม่นึกว่าอำเภอเล็กๆแห่งนี้จะมีโฉมสะคราญเช่นนี้อยู่ด้วย รูปโฉมพริ้มเพรา อ่อนหวานดุจต้นหลิวฤดูวสันต์เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น เพรียวบางได้สัดส่วน ชวนให้คนรักใคร่ทะนุถนอม
"แม่นางท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่"
แต่ก่อนเขามักจะไม่ยอมมาเหยียบสถานที่บ้านนอกแบบนี้เพราะรู้สึกว่าผู้คนในอำเภอติ้งเหลียงล้วนแต่หยาบคายไร้มารยาท ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าจะยังมีสิ่งที่ควรค่าแก่การมาเยือน
"ขอบพระคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ"
หลี่อวิ๋นค่อยๆเดินออกมาจากด้านหลังของหมิงเป่าจู ยอบกายคารวะอย่างงดงาม พร้อมกับกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"บ้านของแม่นางอยู่ที่ใดเล่าบัดนี้ฟ้ามืดแล้ว ไม่สู้ให้ข้าส่งแม่นางกลับดีหรือไม่"
สุ้มเสียงไพเราะราวกับนกขมิ้นขับขานราวกับเสียงสวรรค์ก็ไม่ปาน ชวนให้หัวใจของเขาเคลิบเคลิ้ม
หลงคิดว่าถึงแม้เหยียนเฟิงจะรู้จักกับหวังเฉินแต่อุปนิสัยของทั้งสองต่างกันโดยสิ้นเชิง ดูท่านางจะคิดผิดสายตาเช่นนี้น่ารังเกียจยิ่งกว่าพวกอันธพาลเมื่อครู่เสียอีก
หลังจากกล่าวขอบคุณหมิงเป่าจูก็ไม่คิดจะเสวนาอะไรอีก เดินไปยังข้างกายของหลี่ไหวฺอวี้
"ขอบคุณในความหวังดีของคุณชายแต่ข้ากับสหายมาด้วยกัน ไม่รบกวนคุณชายดีกว่าเจ้าค่ะ" หลี่อวิ๋นปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม"พวกข้าขอตัวก่อน"
แม้ในใจยังหวาดหวั่นพรั่นพรึงเกรงว่าพวกนั้นจะไม่ได้จากไปจริงๆ แต่ซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งรอแก้แค้นพวกนางอยู่ แต่นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าทั้งหมิงเป่าจูและหลี่ไหวฺอวี้ต่างไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับคุณชายผู้สุภาพอ่อนโยนท่านนี้มากนัก
หลี่อวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่งภาพอันองอาจห้าวหาญ เจนจัดในการต่อสู้ของหลี่ไหวฺอวี้ก็วาบผ่านเข้ามาในใจมีเขาอยู่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
คนที่นางหมายปองก็อยู่ข้างกายนางไม่อยากทิ้งความทรงจำที่ไม่ดีไว้ในใจเขา จึงได้แต่กล่าวอำลาอย่างสุภาพ
"พวกเราไปกันเถอะ"หลี่อวิ๋นมองหลี่ไหวฺอวี้อย่างระมัดระวัง จากนั้นถึงพูดกับหมิงเป่าจู
หมิงเป่าจูพยักหน้าแล้วหันหลังกลับด้วยความกระวนกระวายใจอย่างมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของน้องชายไม่รู้ว่าจะไปตามหาที่ไหน
แต่นางไม่อาจทิ้งหลี่อวิ๋นไว้ที่นี่เพียงลำพังจึงได้แต่อดทนรออยู่นานแล้ว ในที่สุดก็ไปต่อได้เสียที
"ไหวฺอวี้เมื่อครู่นี้...ขอบคุณท่านมาก"
หลี่ไหวฺอวี้ขายาวเดินเร็วหลี่อวิ๋นอยากตามไปเพื่อขอบคุณเขาต่อหน้า ทว่าตามไม่ทัน นางพยายามเร่งฝีเท้าเข้าไปให้ใกล้ที่สุดแล้วเอ่ยเสียงดังใส่แผ่นหลังของของเขา
“อื้ม”หลี่ไหวฺอวี้ได้ยินชัดเจน แต่ก็ไม่หยุดฝีเท้า เพียงแค่เอ่ยเรียบๆนับว่าเป็นการตอบรับแล้ว
หลี่อวิ๋นยากจะซ่อนเร้นความผิดหวังแต่ไม่อาจแสดงออกได้ จึงเดินตามทั้งสองไปเงียบๆ
ทั้งสามเดินกลับมายังถนนที่พลุกพล่านสายเดิมหมิงเป่าจู่คิดว่าน้องชายยังอยู่ที่นี่ ด้วยอุปนิสัยของหมิงเป่าอวี้ ถึงจะพลัดหลงกับนางก็ไม่น่าจะวิ่งไปไหนส่งเดช
“เป่าจู”
หลี่อวิ๋นเห็นหมิงเป่าจูมีสีหน้าร้อนรนหยาดเหงื่อเม็ดละเอียดผุดพรายเต็มหน้าผาก เมื่อมองไปที่หลี่ไหวฺอวี้ก็พบว่าเขาก็กำลังมองหารอบตัวอย่างละเอียดไม่ยอมปล่อยแม้แต่เงาร่างที่คล้ายคลึงกันให้ผ่านเลยไป จึงร้องทักให้นางหยุดด้วยท่าทางลังเล
"เจ้าคงจะเหนื่อยแล้วสินะไม่อย่างนั้นพักที่นี่ก่อนสักครู่ รอพวกข้าหาเป่าอวี้พบค่อยมารวมตัวกับเจ้าที่นี่"
ตอนนี้หมิงเป่าจูไม่มีกะจิตกะใจจะพูดคุยไร้สาระใดๆแต่เมื่อถูกทักจึงหันกลับไปมอง เห็นสีหน้าของหลี่อวิ๋นดูอ่อนเปลี้ย จึงคิดว่าคงเพราะเดินเที่ยวมาทั้งคืนประกอบกับถูกคนเหล่านั้นข่มขู่ จึงเป็นเช่นนี้
"ไม่ข้าไม่เหนื่อย..." หลี่อวิ๋นรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หมิงเป่าจูยังคงเป็นห่วงร่างกายของนาง
[1] กินไม่หมดต้องห่อกลับ(吃不了兜着走) เป็นถ้อยคำในความหมายเชิงว่าอีกฝ่ายไม่สามารถรับผลที่จะเกิดขึ้นได้ เมื่อกล้าสร้างปัญหาก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา