ตอนที่ 9 พี่สาวน้องสาวตระกูลอวี๋ (1)
ตระกูลอวี๋มีกฎระเบียบที่เข้มงวด เหล่าคุณชายล้วนต้องอยู่เรือนนอกเพื่อเล่าเรียนศึกษาตำรา ส่วนพวกคุณหนูจะถูกอบรมเลี้ยงดูอยู่ข้างกายฮูหยิน เป้าหมายก็เพื่อปลูกฝังให้พี่น้องมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ผลในอนาคตจะเป็อย่างไรก็ยังต้องคอยดูกันต่อไป แต่เท่าที่ดูจากตอนนี้พวกนางก็ดูรักใคร่กลมเกลียวกันดี
มองเห็นคุณหนูห้าอวี๋ฉุนผู้ยังเยาว์วัยมีแม่นมดูแลอยู่ข้างกาย คุณหนูใหญ่รูปร่างผอมสูง และคุณหนูรองผู้มีรูปโฉมงดงามหมดจด อยู่ห้อมล้อมคุณหนูสามอวี๋เหยาซึ่งดูน่ารักแช้มช้อย พี่น้องทั้งสามเดินเข้ามาในเรือนพร้อมกัน
“พี่ิเยียน ท่านแม่ของข้ายังไม่ตื่นหรือ” มองเห็นปากประตูมีอี๋เหนียงรออยู่ อวี๋เหยาจึงเอ่ยปากถามไถ่
คนหนูใหญ่อวี๋เยียนซึ่งมีอายุมากที่สุดรู้สึกเป็ห่วงขึ้นมา “เมื่อคืนอากาศหนาวกว่าปกติ ท่านแม่ไม่สบายหรือเปล่า”
มองดูคุณหนูสามของตนผู้มีรูปโฉมงดงาม ิเยียนจึงตอบกลับไปว่า “คุณหนูทั้งสองอย่าได้กังวลเลยเ้าค่ะ ร่างกายของฮูหยินแข็งแรงเป็อย่างยิ่ง เพียงแต่ก่อนนายท่านจะออกไป ได้มอบหมายให้ทำเื่บางอย่าง ฮูหยินจึงกำลังตรึกตรองอยู่เ้าค่ะ” พอสิ้นคำพูดนางก็เลิกผ้าม่านขึ้นแล้วเอ่ยต่อว่า “คุณหนูทุกท่านรีบเข้ามาในห้องเถอะเ้าค่ะ ฮูหยินได้เจอคุณหนูทุกท่าน ต่อให้เป็ปัญหาหนักเพียงใดย่อมต้องคลี่คลายได้แน่ๆ” ในวันที่อากาศหนาวเช่นนี้พวกอี๋เหนียงต้องยืนหนาวสั่นอยู่ด้านนอก แต่เหล่าคุณหนูกลับไม่ทันได้ต้องลมหนาวเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะคุณหนูสามที่เป็สายเืของฮูหยิน
อวี๋เยียนได้ยินเช่นนั้นก็แย้มยิ้มพลางหันกลับไปพูดกับอวี๋เหยา “น้องๆ รีบเข้าไปกันเถอะ ในวันที่อากาศหนาวเช่นนี้พวกเราไปทำหน้าที่เป็เสื้อนวมน้อยให้ความอบอุ่นกับท่านแม่กันเถอะ”
อวี๋เหยานำผ้าเช็ดหน้าสีชมพูอ่อนในมือขึ้นมาป้องปากพลางหัวเราะเบาๆ แล้วจึงเดินตามพี่สาวเข้าไปในห้อง
มีเพียงคุณหนูรองอวี๋เตี๋ยที่หยุดเดินชั่วครู่ระหว่างที่เดินผ่านอี๋เหนียงทั้งสาม แต่ก็ต้องถูกเหลียนอี๋เหนียงหันมาถลึงตาใส่ ในใจรู้ดีว่าเหลียนอี๋เหนียงโมโหตนที่เมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยปากทักทายท่านแม่เหมือนอย่างพี่สาวเ่าั้ นางจึงได้แต่จำใจถอนสายตากลับมา แล้วรีบเร่งฝีเท้าไล่ตามพี่ๆ ไป
“ท่านแม่ พวกเรามาแล้วเ้าค่ะ”
ได้ยินเสียงเรียกอันร่าเริง ริมฝีปากของอวี๋ฮูหยินก็เผยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว เห็นเหยาเอ๋อร์ที่รีบเข้ามาในห้องก่อนใคร นางพูดตำหนิอย่างทีเล่นทีจริงว่า “ยังไม่เข้ามาในห้อง ก็ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของพวกเ้าจากข้างนอกแล้ว ไม่สมกับเป็คุณหนูตระกูลใหญ่เอาเสียเลย หากยังทำตัวไม่เหมาะสมเช่นนี้อีก ข้าจะให้กลับไปคัดคัมภีร์หนึ่งบทมาส่งข้า”
อวี๋เยียนและอวี๋เหยาที่ตามมาช้าไปหนึ่งก้าว มาถึงเบื้องหน้าของมารดา ย่อตัวคำนับพร้อมกับพูดว่า “ท่านแม่แหย่ให้พวกเราใอีกแล้ว คัมภีร์หนึ่งบทยาวเสียขนาดนั้น ท่านทำไม่ลงหรอกเ้าค่ะ”
อวี๋เหยาดึงมือของมารดาขึ้นแล้วพูดอย่างสนิทสนมว่า “ใช่แล้ว ทำให้พวกเราเหนื่อยกาย แต่เ็ปที่ใจท่านแม่”
“พวกเ้าลูกลิงน้อยสองคนนี้...” อวี๋ฮูหยินยกนิ้วขึ้นจิ้มไปที่หน้าผากของลูกสาว พูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ได้ยินเสียงของิเยียน “ฮูหยิน คุณหนูสี่มาถึงแล้วเ้าค่ะ”
คำพูดหนึ่งประโยค ทำให้ในห้องเงียบสงัด มีเพียงอวี๋ฮูหยินที่ฉีกยิ้มมากกว่าเดิม “งุนงงอะไรกันอยู่ ยังไม่รีบเชิญคุณหนูสี่เข้ามาอีก คุณหนูสี่ร่างกายไม่แข็งแรงอยู่แล้ว อย่าได้ให้ต้องลมหนาวอีก”
เมื่อได้ยินคำพูดแสดงความห่วงใยของมารดา อวี๋เหยายังคงยืนอยู่กับที่ ส่วนอวี๋เยียนและอวี๋เตี๋ยสบตากันแล้วจึงถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างเงียบๆ เหลือเพียงอวี๋ฉุนผู้ไร้เดียงสาที่เบิกตาโต รอพบพี่สี่คนสวยในความทรงจำคนนั้น
พออวี๋เจียวเข้าไปในห้องก็ต้องพบกับสภาพการณ์ที่ตกเป็เป้าสายตา เมื่อกวาดตามองพี่สาวน้องสาวทั้งสี่คนที่มีรูปโฉมโดดเด่น แม้ว่าในใจจะรู้สึกตื่นเต้นแต่ก็ต้องยอมรับว่าบ้านตระกูลอวี๋มีพันธุกรรมที่เป็เลิศจริงๆ แต่นางกลับไม่รู้เลยว่าในสายตาของผู้คนแล้ว นางต่างหากที่มีรูปโฉมงดงามกว่าใคร
ก่อนมาถึงเซียงฉี่บอกนางให้ทำตามพี่หญิงใหญ่และพี่หญิงรอง ปัญหาอยู่ที่พี่สาวน้องสาวทั้งสามเดินจูงมือกันเข้ามาก่อนแล้ว ส่วนนางนั้นเพิ่งเข้ามา แล้วจะดูใครเป็ตัวอย่างได้
เมื่อนึกถึงท่าทางการคำนับของพี่หญิงใหญ่ที่พอจำได้ นางจึงเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ย่อตัวคำนับด้วยท่วงท่าสง่างาม พลางพูดอย่างนอบน้อม “ลูกคารวะท่านแม่เ้าค่ะ”
กิริยาอ่อนช้อยน้ำเสียงออดอ้อน ในสายตาของอวี๋ฮูหยิน ทุกท่วงท่ากิริยาของอวี๋เจียวช่างละม้ายกับมารดาสารเลวคนนั้นของนาง มันทำให้นางกำมือทั้งสองข้างไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องเ็ปของลูกสาว ถึงได้คลายมือจากอวี๋เหยา แล้วจึงกวักมือไปทางอวี๋เจียวพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “ลุกขึ้น รีบลุกขึ้นเร็ว เจียวเอ๋อร์ที่น่าสงสารของข้า เป็เพราะความหละหลวมของแม่แท้ๆ ได้ยินมาว่า่ก่อนเ้าป่วยหนัก แต่แม่เพิ่งจะรู้ข่าววันนี้เช้า รีบเข้ามาให้แม่ดูเ้าหน่อยสิ เด็กคนนี้ ไม่ได้เจอเพียงไม่กี่วัน เหตุใดถึงได้ผ่ายผอมขนาดนี้” คางเรียวแหลมช่างเหมือนกับหญิงสารเลวยามล้มป่วยคนนั้นไม่มีผิด มองแล้วยิ่งทำให้รู้สึกเกลียดชังยิ่ง