บทที่ 29
“ตลอดการเดินทางข้าพบเจอร่องรอยของก๊อบลินอยู่บ้าง” ไอแซคบอก
“แล้วพวกออร์คลอร์ดล่ะ” อเล็กซ์เป็นคนถาม
“ไม่พบเลย แต่....” ไอแซคพูดค้างไว้
“แต่อะไรไอแซคไม่ต้องมาเล่นตัว” อเล็กซ์
“ตอนข้าไปถึงเมือบาร็อค มีชาวบ้านไปพบกับฝูงก๊อบลินเข้าน่ะสิ” ไอแซคบอก
“เมืองของเอริกงั้นหรอ แต่ว่าเจ้าบอกว่าฝูงงั้นเรอะ” อเล็กซ์พูดขึ้น
“ใช่ฝูง หลังจากได้ข่าวเอริกก็ออกเดินทางไปดูด้วยตนเอง ที่สำคัญมันไม่ใช่แค่ก๊อบลินอย่างเดียวน่ะสิ มันมีออร์คด้วย” ไอแซคบอกถึงจุดสำคัญ
“งั้นหรอออร์คด้วยสินะ งั้นมันก็เป็นหน่วยลาดตระเวนสินะ” อเล็กซ์เข้าใจทันที
“ใช่มันเป็นหน่วยลาดตระเวนของพวกออร์คลอร์ดแน่นอน เพราะโดยปกติทั่วไป ก๊อบลินมันจะไม่เดินทางเป็นแบบแผนหรือเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ ธรรมชาติของมันจะอยู่รวมกันแค่ 20-30 ตัวต่อกลุ่มเท่านั้น มันรวมตัวกันเป็นฝูงแสดงว่าต้องมีผู้ออกคำสั่ง” ไอแซคอธิบาย
“แต่เอริกเป็นคนออกไปดู ข้าก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง เพราะฝีมือแบบเอริกฝูงแค่นั้นคงไม่คณามือหรอก” อเล็กซ์ถอนหายใจโล่งอกที่เพื่อนเป็นคนออกไปด้วยตนเอง
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว”
“ยังไง??” อเล็กซ์ถามอย่างสงสัย
“ถึงข้าจะไม่ได้เห็นด้วยตนเองแต่ เอริกบอกว่าก๊อบลินทั้งฝูงเป็นฝีมือของลูกชายมัน” ไอแซค
“เจ้าอย่ามาอำข้าเลยน่า ถ้าจำไม่ผิดลูกชายเอริกมันอายุเท่ากับลูกสาวข้าเลยไม่ใช่เรอะ” อเล็กซ์นึกถึงลูกชายของเพื่อนสนิทที่เคยได้ยินข่าวมา
ไอแซคจ้องอเล็กซ์เงียบๆโดยไม่พูดอะไร
“นี่เจ้าพูดจริงหรอ” อเล็กซ์เห็นเพื่อนเงียบไป
“จริง เอริกเป็นคนบอกข้าเอง” ไอแซคอ้างเพื่อน
“เจ้าช่วยเล่ารายละเอียดหน่อยได้มั้ย เอาตั้งแต่ต้น” อเล็กซ์ถามลึกลงไป
“งั้นข้าจะเล่าแบบที่เอริกมันเล่าให้ข้าฟังแล้วกัน เรื่องมันเริ่มจาก......” ไอแซคเล่าเรื่องตั้งแต่มีคนมาแจ้งที่บ้านเอริกว่ามีคนพบฝูงก๊อบลิน อเล็กซ์นั่งฟังอย่างสงบจนไอแซคเล่าจบ
“แบบนั้นเองหรอ ก๊อบลินทั้งฝูง สภาพเหมือนโดนทุบด้วยของแข็งสินะ สุดท้ายในขณะที่ลูกชายเจ้าเอริกกำลังแย่ เอริกเป็นคนสังหารเจ้าออร์คตัวนั้นช่วยไว้ได้พอดีสินะ” อเล็กซ์ฟังที่เพื่อนเล่าจนจบ
“ใช่แล้ว เอริกมันบอกถ้าลูกชายมันใช้เพลงดาบ ก๊อบลินพวกนั้น สร้างบาดแผลให้ลูกชายมันไม่ได้แน่ๆ”
“โอ้ ข้าอยากเห็นจริงๆ แค่มือเปล่าก๊อบลินยังไม่เหลือ เพลงดาบที่ว่าคงเจ๋งจริงสินะ เอริกถึงได้พูดออกมาแบบนี้” อเล็กซ์ตาเป็นประกาย
“ฮ่าๆๆๆ ตาเป็นประกายเชียวนะ อยากกลับไปเป็นราชาลมงั้นหรอ หรือให้เรียกอีกฉายาของเจ้าดี อเล็กซ์เทพดาบสายลม” ไอแซคแซวเพื่อน
“นั่นมันฉายาที่คนอื่นตั้งให้น่าเทพดงเทพดาบอะไรกัน ไร้สาระ” อเล็กซ์ไม่สนใจ
“ใครใช้ให้เจ้าใช้ดาบในการประลองจนชนะเลิศล่ะ” ไอแซคนึกถึงสมัยเรียน
“นั่นสินะ ทำเอาข้านึกถึงสมัยนั้นขึ้นมาเลย ตอนนั้นรอบสุดท้ายข้ากับอเล็กซ์ดวลกันด้วยทุกอย่างที่มี ถึงสุดท้ายข้าจะชนะมาได้ ไม่เหมือนใครบางคนแพ้ให้แม้กระทั่งผู้หญิง” อเล็กซ์นึกถึงสมัยที่เค้ายังเรียนอยู่ที่อาคาน่า
“เฮ้ยๆ จะพูดเรื่องเก่าๆขึ้นมาทำไม ข้ากับออโรร่า เป็นสายเวทย์ล้วนเหมือนกันเวทย์ธาตุดินของข้า แพ้ทางเวทย์ธาตุน้ำของยัยนั่นอยู่แล้ว จะแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” ไอแซคแก้ตัว
ไอแซคและอเล็กซ์คุยกันอยู่นาน
ภายในป่าลึกแห่งหนึ่งในอาณาจักรโรฮานแอ๊ด !! เสียงเปิดประตูเข้าไป ในห้องด้านในมีออร์คตัวใหญ่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ถ้าสังเกตหน้าอกด้านขวามีแผลเป็นจากการโดนแทงอยู่
“นายท่านออร์คลอร์ด หน่วยสอดแนมที่ส่งไปที่ป่าบาร็อคขาดการติดต่อครับ” ผู้ที่เปิดประตูเข้าไปรายงานกับออร์คด้านหน้า
“ไฮออร์คงั้นหรอ ช่างมันข้าแค่ลองเชิงพวกมนุษย์เท่านั้น” ออร์คบนบัลลังก์หรือออร์คลอร์ดนั่นเอง บอกกับลูกน้องไฮออร์คของมัน
“แล้วเราจะดำเนินแผนต่อไปเลยหรือไม่นายท่าน” ไฮออร์คถามออร์คลอร์ด
“อีก 1 ปี ส่งพวกก๊อบลินออกไปให้ทั่วอาณาจักร พวกมนุษย์มันจะได้กระจายกำลังกันออกไปป้องกัน เริ่มจากหมู่บ้านเล็กๆ ไปก่อน” ออร์คลอร์ดสั่งการลูกน้องไฮออคทันที
“แล้วตอนนี้งานที่ข้าให้ทำเป็นยังไงบ้าง” ออร์คลอร์ดถามลูกน้องอีกครั้ง
“ตอนนี้พวกมนุษย์ยังไม่สามารถสืบหาที่อยู่ของพวกเราได้แน่นอนครับนายท่าน ส่วนพวกสัตว์อสูรอื่นๆเรากำจัดหมดแล้วนายท่าน และพวกออร์คชุดใหม่เรากำลังฝึกอยู่ ครับนายท่าน” ไฮออร์ครายงาน
“งั้นหรอตอนนี้กองทัพเราทั้งหมดมีเท่าไร” ออร์คลอร์ดถามถึงกองทัพตนเอง
“ถ้าไม่รวมพวกก๊อบลินหลายพันที่สวามิภักดิ์ต่อเรา ตอนนี่เรามีออร์คที่สามารถต่อสู้ได้ราวๆ 300 ตัว ครับนายท่าน ส่วนที่นายท่านสั่งให้เพิ่มจำนวนออร์คให้ได้ถึง 1000 ตัวคงใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปีครับนายท่าน” ไฮออครายงานจำนวนกองทัพที่มีตอนนี้
“3 ปีสินะ ใช้เวลามากเหมือนกัน แต่แค่นี้ข้ารอได้ ข้ารอมากว่า 20 ปีแล้วรออีกนิดอีกหน่อยไม่เป็นไรหรอก เอาล่ะในอีก 3 ปีเมื่อกองกำลังพร้อมแล้วเราจะยกทัพบุกเมืองบาร็อคของพวกมนุษย์ทันที” ออร์คหลอดบอกกับลูกน้อง
“นายท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่ทำไม ต้องเป็นเมืองบาร็อคในเมื่อเรามีกองกำลังก๊อบลินนับพัน ในอีก 3 ปีต้องมีนับหมื่นแน่นอน แถมด้วยออร์คพร้อมรบอีก 1000 ตัว ทำไมเราไม่บุกเมืองหลวงเลยล่ะนายท่าน ไม่เห็นต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากเลย” ไฮออร์คถามสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ
“เห็นแก่เจ้าที่เป็นคนถามข้าจะบอกให้ก็ได้ ที่ข้าเลือกบุกเมืองบาร็อคเพราะมันอยู่ไกลจากเมืองหลวงยังไงล่ะ ข้าจะใช้เมืองนั้นสร้างเป็นฐานของพวกเราอย่างถาวรขึ้นมา เมืองนั้นมันเข้าถึงยากเพราะระยะทางจากเมืองอื่นๆมันไกลกัน เมื่อข้ามีฐานทัพแล้วหลังจากนั้นข้าจะสร้างกองทัพออร์คนับหมื่นขึ้นมา” ออร์คลอร์ดอธิบายแผนการตนเอง
“ข้าเข้าใจแล้วครับนายท่าน ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปดำเนินตามแผนการต่อ” ไฮออร์คออกไปทันที
ในห้องเหลือเพียงออร์คลอร์ดที่นั่งคิดถึงเหตุการณ์สมัยก่อนที่ทำให้มันต้องมานั่งวางแผนการณ์ที่ใช่เวลาหลายปี
“หึตอนนั้นข้าประมาทพวกมันไปหน่อย ข้าบุกด้วยทุกอย่างที่มี ข้าเกือบจะได้เมืองมิลานมาแล้วเชียวถ้าไม่มีพวกมันจากเมืองหลวงนั่น” ออร์คลอร์ดยกมือขึ้นจับหน้าอกบริเวณบาดแผลของตัวเองที่มนุษย์เป็นคนฝากเอาไว้ ถ้าตัวมันไม่เกิดมาผิดแปลกจนหัวใจอยู่ด้านขวามันคงสิ้นชื่อไปแล้ว
“คราวนี้ล่ะข้าจะสร้างเป็นกองทัพใหญ่ขึ้นมาซะ ข้าจะไม่บุกไปด้วยกองกำลังเล็กๆอีกแล้ว” ออร์คลอร์ดว่าแบบนั้นและก็หลับตาลงเพื่อพักผ่อน
กลับมาที่คลาวด์
ปัจจุบัน
เวลาผ่านมาหลายเดือน ตอนนี้ผมอายุ 14 ปีแล้วอีกปีหน้าผมก็จะต้องไปเข้าเรียนที่โรงเรียนอาคาน่า
ตอนนี้ผมกำลังช่วยงานด้านเอกสารท่านพ่ออยู่ ผมสังเกตเห็นท่านพ่อท่าทางอารมณ์ดีผมจึงทักท่าน
“อารมณ์ดีเรื่องอะไรหรอครับท่านพ่อ” ผมถาม
“ฮ่าๆ จะอะไรซะอีกล่ะลูก ก็ปีนี้น่ะสิ นี่เป็นปีแรกในรอบหลายสิบปีเลยที่พ่อสามารถส่งภาษีให้เมืองหลวงได้ แถมเป็นเงินจำนวนมากเลยด้วย” ท่านพ่อผมยิ้มตลอดเวลา
“แล้วเราจะส่งยังไงครับท่านพ่อ” ผมถามท่านถึงวิธีการส่ง
“นั่นสินะ ตั้งแต่พ่อเป็นเจ้าเมืองมาไม่เคยได้ส่งเลย เพราะเมืองเราเงินติดลบตลอด ปกติเค้าส่งกันอย่างไรน้า” เอริกกำลังใช้ความคิด
“จากที่ผมทราบเค้าจะให้ขุนนางในเมืองเป็นคนเดินทางไปส่งภาษีพร้อมเครื่องบรรณาการนะครับท่านพ่อ” ผมบอกท่านพ่อโดยอ้างอิงจากหนังจีนที่เคยดูในโลกนู้น
“แต่เมืองเราไม่มีขุนนางนี่สิลูก จะให้พ่อไปเองก็ไม่สะดวก เพราะถ้าพ่อไปเองใครจะดูแลเมืองให้พ่อล่ะ” ท่านพ่อบอกผม
“งั้นให้ผมขออาสาไปส่งได้มั้ยครับท่านพ่อ” ผมขอท่านพ่อเป็นคนไปเองเพราะอยากไปสำรวจเมืองอื่นๆในอาณาจักรด้วย
ท่านพ่อมองหน้าผม ดูเหมือนท่านพ่อจะตัดสินใจอยู่
“ได้พ่อเชื่อใจลูก ให้พ่อส่งมัลโก้ไปกับลูกด้วยมั้ย” ท่านพ่อผมถาม
“ไม่เป็นไรครับท่านพ่อให้คุณมัลโก้คอยช่วยงานท่านพ่อดีกว่า ช่วงนี้พวกพ่อค้ามากันไม่ขาดสาย ถ้าคุณมัลโก้ไม่อยู่ งานที่สวนจะต้องล่าช้าลงอีกไหนจะ พวกพริกไทย กระเทียม และมะละกอ ที่เราพึ่งจะลงต้นกล้าไปอีก ผมกลัวว่าถ้าคุณมัลโก้ไม่อยู่งานทางนั้นอาจจะแย่ก็ได้” ผมปฏิเสธท่านพ่อไป
“พ่อเข้าใจแล้วลูก” ท่านพ่อผมพยักหน้า
“แล้วเราต้องออกเดินทางวันไหนครับท่านพ่อ” ผมถามท่านพ่อ
“ก็อีก 7 วันน่ะลูก แล้วเครื่องบรรณาการที่ลูกบอกลูกจะเอาอะไรไปให้บ้างล่ะ” ท่านพ่อถามสิ่งที่ผมคิดไว้
“ก็คงเป็นพวกเครื่องปรุงน่ะครับท่านพ่อ เพราะเมืองเราก็มีแค่นี้ เหมืองอะไรก็ไม่มีกับเค้า” ผมบอกสิ่งที่คิดไว้
“เอาเถอะจะส่งไปเยอะเท่าไรก็มาบอกพ่อแล้วกัน พ่อจะได้จัดทหารและรถม้าได้ถูก” ท่านพ่อผมบอก
“ได้ครับท่านพ่อ ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ผมเดินออกจากห้องไปทันทีผมลงมาหาท่านแม่ที่ห้องสมุด
“ท่านแม่ครับ สัปดาห์หน้าผมจะไปเมืองหลวงนะครับ” ผมบอกท่านแม่ไว้ก่อน
“ไปทำอะไรล่ะลูก” ท่านแม่ถาม
“ผมจะนำภาษีไปส่งน่ะครับ” ผมตอบท่านไป
“อ๋อ ภาษีนี่เองเอริกพ่อลูกคงดีใจน่าดู ที่เมืองเรามีรายได้จนสามารถส่งภาษีกับเค้าได้” ท่านแม่ผมร้องอ๋อจากนั้นท่านแม่หยิบอะไรสักอย่างขึ้นมาส่องหน้าตนเอง
“นั่นอ่ะไรครับท่านแม่” ผมถามเมื่อเห็นสิ่งในมือท่านแม่มันเป็นแผ่นเหมือนเหล็กบางๆ
“อ๋อกระจกน่ะลูก แม่ได้มาจากพวกพ่อค้าที่เอามาขายในเมืองเราน่ะ” ท่านแม่ยื่นให้ผมดู
ผมรับมันมาดู กระจกงั้นหรอ นี่มันก็แค่แผ่นเหล็กขัดจนเงา แค่นั้นเอง สะท้อนภาพออกมาได้ห่วยมาก จากนั้นผมก็คิดอะไรได้ทันที จริงสิกระจก เราลืมไปได้ยังไง เมืองเราติดทะเล มีทรายเยอะแยะเลยแค่หาทรายที่มีแร่ซิลิกาผสมอยู่เยอะๆก็สามารถผลิตมันได้แล้ว
“ขอบคุณครับท่านแม่” ผมยื่นกระจกคืนให้ท่านและวิ่งออกไปทันที
“ขอบคุณเรื่องอะไรของลูกกันน้า” นาเดียร์เก็บกระจกจากนั้นอ่านหนังสือต่อทันที
ผมออกไปสำรวจริมชายหาดที่ห่างจากเมืองซักหน่อยเพราะตอนนี้ชายหาดเป็นสถานที่นิยมมากนักท่องเที่ยวเต็มไปหมดจนต้องสร้างเก้าอี้ชายหาดเพิ่มอีกหลายร้อยตัว แถมตอนนี้ร้านอาหารก็เพิ่มขึ้นมาอีกหลายสิบร้าน
ผมเดินทางเรียบชายหาดไปอีกหลายกิโลเมตรเพื่อหาทรายที่เหมาะสมกับการทำกระจก ผมเดินไปเรื่อยๆจนมาถึงชายหาดหนึ่งมันห่างจากเมืองเกือบ 10 กิโลเมตร
“นี่มัน...” ผมหยิบทรายจากหาดขึ้นมาดู ละเอียดมากนี่มันทรายแก้ว เป็นทรายที่มีซิลิกามากกว่า 98% นี่น่า
ผมเจอสิ่งที่ต้องการแล้ว และตอนนี้ผมต้องการคนหลอมมัน คนแรกที่นึกถึงคือลุงออสมันที่สร้างดาบให้ผม ผมรีบวิ่งกลับเมืองไปทันที
ตอนนี้ผมมาถึงร้านลุงออสมัน ผมเข้าไปทันที
“อ้าวไอ้หนู ไปไงมาไง ไม่เจอตั้งนาน ดาบที่ได้ไปเป็นไงบ้าง” ลุงออสมันทักทายผม
“สวัสดีครับลุงออส ดาบใช้ได้ดีเยี่ยมเลยครับ เหมาะมือมาก แล้วคุณเชียร์ล่ะครับ” ผมถามหลังจากไม่เห็นคุณเชียร์
“อ๋อข้างฝากไปซื้ออาหารแถวชายหาดน่ะ แต่อาหารในเมืองมันอร่อยขึ้นเยอะเลย ข้าเองชอบมากเลย ไอ้ส้มตำอะไรนั่นแถมกินกับไก่ย่างมันเข้ากันสุดๆเลย” ลุงออสบอกเหตุผลที่คุณเชียร์ไม่อยู่
“แล้ววันนี้มีอะไรล่ะถึงมาหาข้าได้” ลุงออสมันถาม
“ลุงสร้างกระจกเป็นมั้ยครับ” ผมถามลุงออสมัน
“มันต้องเป็นอยู่แล้วสิ บ้านเกิดข้าเผ่าคนแคระเชี่ยวชาญที่สุดเลย มันเป็นสิ่งแรกๆ ที่เหล่าช่างเหล็กใช้ในการฝึกฝีมือ มันก็แค่ตีแผ่นเหล็กให้บางและขัดให้เงาแค่นั้นเอง เจ้าอยากได้รึ” ลุงออสมันถามผม
“ผมไม่ได้อยากได้กระจกแบบนั้นหรอกครับ กระจกที่ผมอยากได้คือกระจกเงา ครับ” ผมบอกลุงออสมัน
“กระจกเงางั้นหรอมันเป็นอย่างไร เกิดมาข้าไม่เคยได้ยิน” ลุงออสมันถามผม
“มันหลอมจากทรายครับลุงออส” ผมบอกลุง
“ทรายงั้นหรอ??” ลุงออสมันสงสัย
“ใช่ครับ ทรายครับ” ผมพยักหน้าให้ลุง
“ถ้ามันทำได้จริงข้าก็อยากเห็น เอ็งอธิบายมาซิมันหลอมอย่างไร” ลุงออสมันถามผมตาเป็นประกาย
“ได้ลุงผมจะอธิบายให้ฟัง มันเป็นอย่างนี้ครับ……………” ผมอธิบายให้ลุงออสมันฟัง
จบ...
การผลิตกระจกผมดูเอาจากสารคดี กบนอกกะลานะครับ ชื่อตอนมหัศจรรย์ความใส่ ออกอากาศวันที่ 20 พ.ค. 48