“ฝ่าาขอได้โปรดระงับโทสะด้วยท่านอ๋องน้อยรีบขออภัยโทษเถิด” ซ่งชีฟงรีบคุกเข่าลงต่อหน้าฮ่องเต้ด้วยกลัวว่าฮ่องเต้จะโกรธน้องชายและสั่งลงโทษมู่หยางจินรุนแรงและจะทำให้ต้องเสียใจในภายหลัง ซ่งเยี่ยนชางก็คุกเข่าขอร้องด้วยเช่นกัน
“ดูความจองหองของเขาเถิดท่านอาจารย์นิสัยนี้เหมือนใครกัน ท่านอาหญิงหรือก็งดงามเรียบร้อย ท่านอาเขยหรือก็สุภาพอ่อนโยนเ้า! มู่หยางจิน! เ้าได้นิสัยใครมา” ฮ่องเต้ที่ชี้ไปยังมู่หยางจินคล้ายจะเป็การฟ้องร้องให้อาจารย์ของพระองค์เห็นว่าน้องชายคนนี้ดื้อดึงเพียงใด
“อยู่กับใครก็นิสัยเหมือนผู้นั้น่เช้ากระหม่อมรับอาหารเช้าและอยู่เรียนกับฝ่าาทั้งเช้า่บ่ายจึงจะไปเรียนต่อสู้ ขี่ม้า ฝึกทวน รำดาบตกเย็นกระหม่อมก็ต้องกลับมาสรุปบทเรียนกับพระองค์และท่านอาจารย์อีกพระองค์คิดว่านิสัยแบบนี้กระหม่อมจะเรียนรู้มาจากผู้ใดกัน”
“ดูเอาเถิดท่านอาจารย์วาจาสามหาวยอกย้อนเยี่ยงนี้ ข้าเคยพูดหรือไม่ ไม่พอใจอะไรก็ฝ่าา กระหม่อมแล้วยังท่าทางการให้เหตุผลชักแม่น้ำห้าสายสิบสายเยี่ยงนี้ ข้าเคยทำอย่างนั้นหรือมู่หยางจิน! เ้าจะมาพูดว่าเหมือนข้าอย่างนี้ คิดจะโยนความผิดให้ผู้ใดกัน ข้าเป็พี่เ้านะเ้าลืมไปแล้วหรือ!”
“ขอฝ่าาได้โปรดระงับโทสะด้วยเถิดท่านอ๋องน้อยนั้นหน้าตาท่าทางล้วนคล้ายกับฝ่าานิสัยใจคอยิ่งคล้ายกับพระองค์ยิ่งนักเวลาทั้งสองพระองค์ไม่พอใจกันก็จะตรัสแทนตัวเองว่าข้าอย่างนั้นข้าอย่างนี้เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งชีฟงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างใจเย็นเขารู้จักนิสัยของฮ่องเต้และท่านอ๋องน้อยเป็อย่างดีขอให้ได้พูดระบายอารมณ์ไม่นานทั้งสองคนก็จะดีกันดังเดิม
“ท่านอาจารย์ยังรู้ว่าข้าเหมือนใครแล้วทำไมท่านพี่จึงไม่รู้ ข้าไม่อยากอยู่ที่วังหลวง ข้าอยากออกไปจับโจรอยากออกไปตามหาหลู่จื่อเทา”
“ท่านอ๋องน้อยได้โปรดอย่ากล่าววาจาใดอีกเลยรีบขอโทษเสด็จพี่เถิดขอรับ” ซ่งเยี่ยนชางเร่งเดินเข่าเข้าจับชายเสื้อของมู่หยางจินให้รีบคุกเข่าขอโทษฮ่องเต้
“ซ่งเยี่ยนชางเ้านั่นแหละตัวดี ข้าไม่น่าปล่อยเขาไว้กับเ้าั้แ่แรกเ้ากรอกสิ่งใดใส่หูจินเอ๋อร์ั้แ่พบกัน น้องชายที่น่ารักเชื่อฟังของข้าเ้าล้างสมองเขาไปแล้วใช่หรือไม่”ฮ่องเต้เมื่อหาเื่น้องชายไม่ได้ก็หันมาเอาเื่กับองครักษ์คนสนิทแทน
“ท่านพี่อย่าดึงผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องท่านรู้ดีว่านอกจากท่านพี่แล้ว ข้าไม่เชื่อฟังผู้ใด ข้ารู้ว่าท่านกังวลและเป็ห่วงว่าข้าจะตายที่ข้างนอกนั่นข้าขอให้สัญญากับท่านพี่ตราบใดที่ยังจับหลู่จื่อเทามาให้ท่านพี่พิพากษาไม่ได้ข้ามู่หยางจินจะไม่ยอมตายเด็ดขาด”
“จินเอ๋อร์!เ้า! พี่รั้งเ้าไม่ได้จริงๆใช่หรือไม่”
“ขอรับข้าโตแล้ว ท่านพี่เองก็หมดสิ้นเื่ที่จะสอนข้าแล้วใช่หรือไม่ถ้าอย่างนั้นไม่สู้ให้ข้าไปเรียนรู้โลกเองเป็อย่างไรแล้วข้าจะส่งข่าวมาหาท่านพี่บ่อยๆ ดีหรือไม่ขอรับ” มู่หยางจินเดินเข้ามาหาพี่ชายเขาคุกเข่าลงแล้วกอดเอวพี่ชายอย่างออดอ้อนเหมือนคราวที่ได้ใช้ชีวิตในหมู่บ้านด้วยกัน
“เ้าพูดว่าโตแล้วแต่ยังกอดอ้อนพี่เป็เด็กน้อย แล้วจะให้พี่วางใจให้เ้าจากไปได้อย่างไร”
“ข้าจะกอดท่านพี่แบบนี้เป็ครั้งสุดท้ายพบกันครั้งหน้าข้าจะกอดท่านเยี่ยงบุรุษกอดกัน”
“บุรุษที่ไหนกอดกันท่านอาจารย์เขาไปเรียนรู้ว่าบุรุษกอดกันมาจากไหน”
“กระหม่อมมิทราบพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมมิเคยสอนเื่นี้”
“ช่างข้าเถิดท่านพี่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ข้าพบเจอสิ่งใดก็เรียนรู้มาหมด ท่านอย่าเอามาใส่ใจเลย”
“ถ้าเ้าว่าอย่างนั้นพี่ก็จะปล่อยไปแต่เ้าจงจำไว้นะจินเอ๋อร์ อยู่ข้างนอกเ้าต้องระวังตัวจะทำสิ่งใดก็ต้องคิดให้มากและไตร่ตรองให้ดีต้องคิดอย่างรอบคอบ ที่สำคัญเ้าอย่าไว้ใจใครง่ายๆ”ฮ่องเต้พยุงน้องชายให้ลุกขึ้นยืนแล้วจับไหล่ทั้งสองข้างของเขาดวงตาทั้งสองคู่มองสบกันอย่างมุ่งมั่น มู่หยางจินพยักหน้ารับคำพี่ชาย
“ท่านอาจารย์ต่อจากนี้ข้าขอให้ท่านติดตามดูแลมู่หยางจิน สอนเขาเหมือนอย่างที่ท่านสอนข้าคอยช่วยเหลือเขาให้เขาสามารถเป็คนในแบบที่เขา้า”
“กระหม่อมรับบัญชา”
“จากนี้ไปแผ่นดินแคว้นหนิงของท่านพี่ ข้า มู่หยางจิน จะใช้ชีวิตของข้าปกป้องดูแลขอให้ท่านพี่วางใจ ข้าจะเป็น้องชายที่รักของท่านเสมอและกระหม่อมจะเป็ข้าที่จงรักภักดีต่อองค์ฮ่องเต้มู่หยางหย่งเล่อตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”มู่หยางจินคุกเข่าทำความเคารพฮ่องเต้เยี่ยงทหารของพระาา
สามวันต่อมามู่หยางจินสวมเกราะทหารเต็มยศเข้าร่วมขบวนทหารกองเกียรติยศ ออกเดินทางร่วมกับแม่ทัพเซียวซีเหวินเพื่อไปปราบกลุ่มโจรที่เมืองชิงฉางเขาหยุดม้ามองดูฮ่องเต้ที่มายืนส่งเหล่าทหารของพระองค์ที่กำแพงเมืองครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่ทั้งสองพี่น้องแยกจากกันเพียงหยุดมองไม่นานมู่หยางจินก็บังคับม้าหันหลังให้เมืองหลวง ไม่มองฮ่องเต้ให้ใจพะวงอีกต่อไปเมื่อตั้งใจแล้วเขาก็พร้อมจะหยัดยืนในสิ่งที่กล่าวไว้แผ่นดินผืนนี้ของพี่ชายเขาพร้อมแล้วที่จะออกไปปกป้องรักษา
“ถึงเวลาต้องเสด็จกลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เราตัดสินใจถูกต้องแล้วใช่หรือไม่เยี่ยนชางน้องของเรา เขาช่างเยาว์นัก” มู่หยางหย่งเล่อมองมู่หยางจินที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าองอาจห้าวหาญเขารู้ว่าสักวันหนึ่งมู่หยางจินก็ต้องออกไปเผชิญโลกกว้างเพียงแต่คิดไม่ถึงว่ามู่หยางจินจะต้องไปด้วยวัยเพียงเท่านี้
“พระองค์ทรงรู้ดีว่าท่านอ๋องน้อยเติบโตมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน”
“เป็เพราะโชคชะตาบังคับเขามิใช่หรือไม่อย่างนั้นเขาจะบังคับตัวเองให้รีบเติบโตขนาดนี้ได้อย่างไรถ้าเขาไม่ใช่สายเืสกุลมู่หยางก็คงดี เขาคงมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่านี้”
“แต่โชคชะตาก็นำพาให้ทั้งสองพระองค์พบกันมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“และโชคชะตาก็กำหนดให้เขาต้องไปเฮ่อ! ช่างเถอะ ทางเลือกนี้เป็ของมู่หยางจินเราได้แต่หวังให้น้องชายของเราสมปรารถนา”
“พระองค์ทรงเป็พระเชษฐาที่ดีมากพ่ะย่ะค่ะ”
“เด็กดื้อของข้าบัดนี้เ้าเติบโตแล้ว เฮ่อ! กลับกันเถอะ เรามองไม่เห็นเขาแล้ว”กล่าวจบฮ่องเต้ก็เดินมายังอีกฝั่งหนึ่งของกำแพงพระองค์มองดูบ้านเรือนของเหล่าราษฎร มองดูผู้คนในเมืองหลวงแห่งนี้แล้วก็บอกกับตัวเองว่าเขายังมีเื่ที่ต้องทำอีกมากการบูรณะบ้านเมืองที่เพิ่งผ่านศึกามานั้น ไม่ใช่เื่ง่ายเลย
เส้นทางที่อ๋องน้อยมู่หยางจินต้องเดินต่อจากนี้ไม่ง่ายเลยเพราะศึกาที่ยาวนาน ชาวบ้านหลายคนจับกลุ่มก่อตั้งกองโจรออกปล้นชาวบ้านด้วยกันตลอดจนขบวนสินค้าต่างๆหลายสิบขบวนที่ขนส่งสินค้าไปค้าขายระหว่างเมืองก็ได้รับความเดือดร้อนมู่หยางจินจึงมีโอกาสได้แสดงฝีมือการต่อสู้ที่ร่ำเรียนมาได้อย่างสุดความสามารถ ทุกวิชาที่เขาได้รับการฝึกฝนจากเหล่าขุนศึกมากความสามารถเขาก็เอาออกมาใช้ต่อสู้กับกลุ่มโจรทั้งหมดโจรกลุ่มไหนสวามิภักดิ์กลับตัวกลับใจก็สามารถกลับไปหาครอบครัวและใช้ชีวิตสงบสุขได้หรือถ้าหากอยากเข้ามาเป็ทหาร เขาก็รับมาฝึกฝนด้วยความเต็มใจแต่หากกลุ่มใดคิดต่อสู้ขัดขืนเขาก็สังหารสิ้นไม่ละเว้นถึงจะเกือบตายและาเ็หนักหลายต่อหลายครั้งเขาก็ไม่ย่อท้อและสามารถเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งไม่ถึงหนึ่งปีเส้นทางระหว่างเมืองหลวงกับเมืองชิงฉางก็ถูกอ๋องน้อยมู่หยางจินเข้าปราบกลุ่มโจรได้แทบทั้งหมดหลายหมู่บ้านที่อ๋องน้อยมู่หยางจินผ่านไปนั้นจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกลุ่มทหารบ้านเรือนจะได้รับการซ่อมแซม และคนในหมู่บ้านก็สามารถออกจากบ้านมาปลูกผักเลี้ยงสัตว์ได้อีกครั้งชื่อของอ๋องน้อยมู่หยางจินจึงแพร่ขจรไปไกลเหล่าโจรน้อยใหญ่ต่างก็เกรงกลัวที่จะเผชิญหน้ากับเขา