เมื่ออู๋หมิงลี่ตะโกนออกมาเช่นนั้น เพื่อนร่วมชั้นจึงรู้ว่าเธอและจิ่งเยี่ยนกุยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
จิ่งเยี่ยนกุยเหลือบมองเธอเล็กน้อยแล้วยกมุมปากขึ้น “ก็ปกตินะคะ เหมือนดีกว่าคะแนนสอบเข้าโรงเรียนนิดหน่อย แต่ยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกเยอะ คงจะสู้คะแนนของพี่สาวที่เรียนซ้ำถึงสามปีไม่ได้หรอก”
คำพูดของเธอเกือบจะทำให้หัวใจของอู๋หมิงลี่หยุดเต้น
เพื่อนร่วมชั้นรู้ดีว่าข้อสอบเข้าโรงเรียนต้องใช้คะแนนเท่าไหร่ จิ่งเยี่ยนกุยกลับบอกว่าตอนนี้เธอสอบได้คะแนนสูงกว่าตอนสอบเข้าโรงเรียนเสียอีก เป็นไปได้ยังไงกัน!
อู๋หมิงลี่อดไม่ได้ที่จะพูด “เมื่อก่อนตอนเธอเรียนที่อำเภอ คะแนนของเธอไม่ใช่รั้งท้ายของชั้นปีหรอกเหรอ? ทำไมถึงเรียนเก่งขนาดนี้ได้ล่ะ?”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้คิดที่จะรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับลูกพี่ลูกน้องอย่างอู๋หมิงลี่ จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ฉันรู้ว่าพี่สาวดูถูกฉันมาตลอด คิดว่าฉันมาจากชนบท ผลการเรียนไม่ดี แต่ขอร้องอย่าดูถูกสติปัญญาของฉันเลย”
อู๋หมิงลี่ถูกเธอพูดแทงใจดำอีกครั้ง นักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ไม่ถูกกับอู๋หมิงลี่จึงพูดขึ้นว่า “อู๋หมิงลี่ เธอว่าจิ่งเยี่ยนกุยเรียนไม่เก่ง ถ้าอยากจะเอาชนะเธอ ก็เอาข้อสอบของเธอมาเทียบกับของจิ่งเยี่ยนกุยสิ จะได้รู้กันไปเลย”
อู๋หมิงลี่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนในห้องนี้ได้ไม่นาน แต่เธอมักจะชอบหาเรื่องอยู่เสมอ อาศัยว่าตัวเองเรียนซ้ำมาหลายปี วันๆ คิดแต่จะกดขี่นักเรียนหญิงในห้องทุกคนให้ต่ำกว่าตัวเอง
เมื่อนักเรียนหญิงคนนั้นพูดจบ นักเรียนหญิงคนอื่นๆ ก็เห็นด้วย “ใช่ๆ เอาข้อสอบมาเทียบกัน จะได้รู้ว่าใครเก่งไม่เก่ง!”
จิ่งเยี่ยนกุยดูจากท่าทีก็รู้ว่าอู๋หมิงลี่ไม่ได้เป็นที่รักของเพื่อนร่วมชั้นเท่าไหร่ ในขณะนั้นเอง ครูหลิวก็ถือข้อสอบวิชาสุดท้ายเข้ามา อู๋หมิงลี่จึงรีบกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
ครูหลิวมองอู๋หมิงลี่แล้วพูดว่า “ต่อให้ไม่มีครู นักเรียนก็ไม่ควรจะเปลี่ยนที่นั่งกันตามใจชอบ! เอาล่ะ ตอนนี้จะประกาศผลสอบวัดระดับก่อนเปิดเทอมนะ”
บรรยากาศในห้องเรียนตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย ครูหลิวอ่านรายชื่อตามลำดับคะแนน จากที่หนึ่งลงไป ที่หนึ่งได้คะแนนมากกว่าหกร้อยนิดหน่อย ถ้าตั้งใจเรียนต่อไปก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ ส่วนที่สองก็ได้คะแนนน้อยกว่าไปหลายสิบ ก็ยังพอสอบระดับปริญญาตรีได้
ครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยได้ที่ห้าของห้อง ครูหลิวพอใจกับคะแนนของเธอมาก ส่วนตัวเธอเองก็คิดว่ายังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกเยอะ
เมื่อครูหลิวอ่านคะแนนของเธอจบ ก็ชมเธอเล็กน้อย บอกว่าเธอพัฒนาขึ้นมาก แต่ต้องระวังอย่าประมาท ต้องตั้งใจเรียนต่อไป
เมื่อครูหลิวพูดจบ ก็มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งหัวเราะ ครูหลิวสงสัยจึงถามว่าเป็นอะไร นักเรียนหญิงคนนั้นจึงลุกขึ้นถามว่า “ครูหลิว เมื่อกี้อู๋หมิงลี่หัวเราะเยาะจิ่งเยี่ยนกุย บอกว่าเธอเรียนแย่ แต่เธอได้ที่ห้าของห้อง เลยอยากถามว่าแล้วหล่อนได้ที่เท่าไหร่ค่ะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่านักเรียนหญิงคนนี้ก็เป็นตัวหาเรื่องเหมือนกัน นี่จะตบหน้าอู๋หมิงลี่ต่อหน้าเพื่อนทั้งห้องเลยนี่นา!
ครูหลิวขมวดคิ้ว “ถึงแม้การที่อู๋หมิงลี่หัวเราะเยาะจิ่งเยี่ยนกุยจะเป็นเรื่องที่ผิด แต่เจี่ยงหลินฟาง การที่เธอถามแบบนี้ต่อหน้านักเรียนทั้งห้องก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะ”
เจี่ยงหลินฟางหน้าเสีย แต่ก็ยังเถียงว่า “หนูแค่ไม่ชอบที่อู๋หมิงลี่รังแกเพื่อนใหม่ เมื่อกี้เธอเรียกจิ่งเยี่ยนกุยว่าลูกพี่ลูกน้อง แต่คำพูดที่พูดออกมามันแย่มาก! ถึงแม้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะใจดี ไม่ถือสาหล่อน แต่การกระทำของหล่อนก็ไม่ถูกต้อง”
อู๋หมิงลี่หัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “ฉันพูดกับลูกพี่ลูกน้องของฉัน เธอมายุ่งอะไรด้วย เธอเอาตาส่วนไหนมองว่าฉันรังแกหล่อน จิ่งเยี่ยนกุย หูหนวกเหรอ? รีบออกมาแก้ต่างเร็วสิ!”
ครูหลิวไม่รู้ว่าอู๋หมิงลี่กับจิ่งเยี่ยนกุยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน จึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ในใจก็บ่นว่าจิ่งเยี่ยนกุยนี่ช่างโชคร้ายจริงๆ ทั้งน้องสาวคนนั้น ทั้งลูกพี่ลูกน้องคนนี้ ต่างก็เป็นคนขั้นสุดในบรรดาคนที่เธอเคยเจอ
ครูหลิวเตรียมจะห้ามเรื่องนี้ แต่ก็ได้ยินจิ่งเยี่ยนกุยพูดด้วยน้ำเสียงไม่รีบร้อนว่า “อู๋หมิงลี่ กรุณาพูดจาดีๆ หน่อย สิ่งที่เธอทำ เธอก็ต้องเป็นคนแก้ต่างเองสิ จำเป็นอะไรต้องให้ฉันไปแก้ต่างแทนให้เธอด้วยเหรอ?”
“เพิ่งเปิดเทอม ฉันไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นคนรังแกนักเรียนใหม่ จิ่งเยี่ยนกุย ตอนนี้เธอบอกทุกคนเดี๋ยวนี้เลยว่าฉันไม่ได้รังแกเธอ” อู๋หมิงลี่พูดเสียงต่ำ ภายในใจของเธอ จิ่งเยี่ยนกุยเป็นคนหัวอ่อนมาโดยตลอด เป็นคนที่เธออยากจะรังแกเมื่อไหร่ก็ได้
อีกอย่าง บ้านตระกูลจิ่งยังอยากจะมาเอาใจบ้านของเธอ ต่อให้จิ่งเยี่ยนกุยเรียนเก่ง ก็ยังด้อยกว่าเธออยู่ดี
จิ่งเยี่ยนกุยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เธอรังแกฉันหรือไม่นั้น สายตาของมวลชนเฉียบคม ใช่ว่าเธอจะพูดอะไรก็ได้”
อู๋หมิงลี่ “…”
เจี่ยงหลินฟางย่อมไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปแน่นอน “เมื่อกี้อู๋หมิงลี่พูดด้วยน้ำเสียงโอหัง ท่าทางก็เย่อหยิ่ง พวกเราทั้งห้องเห็นกันหมด เธอจะมาปัดความรับผิดชอบไม่ได้”
อู๋หมิงลี่โมโหแทบตาย ครูหลิวเอาแปรงลบกระดานทุบโต๊ะอย่างแรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “พวกเธอพูดพอหรือยัง?”
อู๋หมิงลี่กัดฟันอดทนไม่ไปทำร้ายเจี่ยงหลินฟาง ครูหลิวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้น ต้องรักใคร่กลมเกลียวกัน! ส่วนเรื่องผลการเรียนตราบใดที่พวกเธอยังพยายามอยู่แล้วฉันจะไม่บังคับ แต่เรื่องคุณธรรม ฉันก็ไม่มีทางลดมาตรฐานแน่นอน”
“ฉันไม่สนว่าพ่อแม่ของพวกเธอจะทำอะไร จะมีสถานะอะไร เมื่อเข้ามาในโรงเรียนแล้ว ฉันก็จะปฏิบัติกับพวกเธอทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งพวกที่เอาแต่คิดจะเหยียบเพื่อนเพื่อทำให้ตัวเองดูสูงส่ง หรือชอบยุแหย่ให้คนทะเลาะกัน ถ้าพวกเธอเก่งขนาดนั้น ก็ไม่ต้องมาเรียนหนังสือแล้ว ไปทำงานเลยจะดีกว่า!”
“คนที่อยากจะตั้งใจเรียนในโรงเรียน ก็เก็บความขัดแย้งไว้ในใจ อย่ามัวแต่คิดจะแก่งแย่งชิงดีกัน!”
เมื่อครูหลิวพูดมาถึงขนาดนี้ อู๋หมิงลี่และเจี่ยงหลินฟางก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เรื่องนี้ก็เลยจบลงทั้งอย่างนี้
คะแนนรวมของเจี่ยงหลินฟางและอู๋หมิงลี่ไม่ต่างกันมาก เจี่ยงหลินฟางได้คะแนนมากกว่าอู๋หมิงลี่สองคะแนน ทั้งสองคนเพิ่งสอบผ่านระดับอนุปริญญามาเท่านั้น
เมื่อก่อนเจี่ยงหลินฟางคิดว่าอู๋หมิงลี่เรียนซ้ำมาหลายปี คะแนนน่าจะดีกว่านี้ แต่ไม่คิดว่าคะแนนจะเป็นแบบนี้ น้อยกว่าเธอตั้งสองคะแนน สายตาที่เธอมองอู๋หมิงลี่จึงเต็มไปด้วยความท้าทาย ส่วนอู๋หมิงลี่ก็จ้องกลับ ครูหลิวเห็นสภาพของพวกเธอก็รู้สึกเหนื่อยใจอย่างมาก
จิ่งเยี่ยนกุยขี้เกียจจะสนใจพวกเธอ เธอมาโรงเรียนน้อยครั้ง และแค่มาเพื่อสอบเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องคิดว่าจะต้องอยู่ร่วมกับพวกเธออย่างไร ถ้าพวกเธออยากจะตีกันยังไงก็เชิญ
เมื่อใกล้เลิกเรียน ครูหลิวก็บอกจิ่งเยี่ยนกุยว่า “เธอมาที่ห้องพักครูกับฉันหน่อย”
จิ่งเยี่ยนกุยตอบรับ แล้วเก็บกระเป๋าตามครูหลิวเข้าไปในห้องพักครู แต่ทันทีที่เธอเข้าไป ครูหลิวก็โยนหนังสือ 'กู่เหวินกวานจื่อ' [1] ให้เธอ “ฉันว่าเธออ่อนเรื่องภาษาจีนโบราณ บทความที่ทำเครื่องหมายไว้ทั้งหมด ต้องทำความเข้าใจและท่องจำให้ได้”
เชิงอรรถ
[1] ตำราโบราณของจีนที่รวบรวมเกี่ยวกับบทกวีและบทความในสมัยโบราณ