บทที่ 23 เงินก้อนใหญ่ โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม
สวี่เฮ่อซูชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ปรับสีหน้าให้จริงจังพร้อมประสานมือ
"เ้าพูดถูก เป็ข้าที่คิดผิดไปเอง”
เห็นไหมล่ะ ทำแบบนี้ก็สิ้นเื่แล้ว
คนประเภทนี้ ห้ามใช้ฐานะไปกดขี่เด็ดขาด แต่ต้องใช้เหตุผลโน้มน้าว
เขาไม่ยอมสยบต่ออำนาจ แต่เชื่อมั่นในเหตุผล ขอเพียงเหตุผลสมเหตุสมผล เขาก็จะยอมก้มหัวให้ด้วยความเต็มใจ
เซิ่งิหลินยิ้มพลางประสานมือ กล่าวว่ามิกล้าซ้ำ ๆ แล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม ทั้งยังสบเข้ากับสายตาขององค์ชายเจ็ดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า
'เ้ากล้าโต้แย้งอาจารย์ของข้าจนชนะได้เชียวหรือ' ซึ่งเป็สายตาที่ทั้งประหลาดใจและชื่นชม
เ้าก้อนแป้งน้อยไม่เข้าใจเลยว่าพี่ชายกำลังพูดอะไร หรือแม้แต่ตอนที่สวี่เฮ่อซูแสดงท่าทีรังเกียจนางก่อนหน้านี้ นางเพียงแต่กำมือน้อย ๆ ไว้อย่างว่าง่าย รอให้พวกพี่ชายพูดกันให้เสร็จ
และในที่สุดก็พูดจบเสียที
เ้าก้อนแป้งน้อยส่งสายตาคาดหวังไปทางสวี่เฮ่อซูอีกครั้ง แต่ผลที่ได้คือการสบเข้ากับสายตาของสวี่เฮ่อซูที่ดูมุ่งมั่นราวกับจะบอกว่า 'ข้าจะต้องเคี้ยวเ้ากระดูกชิ้นแข็งนี้ให้ได้'
แม้จะไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เ้าก้อนแป้งน้อยกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จึงหดตัวถอยหลังเล็กน้อย
สวี่เฮ่อซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็ที่สุด “วันนี้คนมาไม่ครบ พวกเราลองมาเริ่มสอนกันดูก่อน เริ่มจากตำราสามอักษรแล้วกัน”
เขามีสายตาที่จดจ่อ จ้องมองเ้าก้อนแป้งน้อยเขม็ง พร้อมกับกล่าวว่า
“เริ่มจากประโยคแรกก่อน มาเถิดท่านหญิงน้อย อ่านตามข้า”
เขาเน้นทีละคำ “มนุษย์เกิดมา โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม”
จูจูอ่านตามอย่างว่าง่าย น้ำเสียงเล็ก ๆ นุ่มนิ่มราวกับน้ำนม
“มานุดเกิดมา โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม”
“มนุษย์” สวี่เฮ่อซูใช้น้ำเสียงอ่อนโยน “อ่านตามข้า มนุษย์ มนุษย์...”
จูจู “มนุษย์ มนุษย์”
“ดี มนุษย์เกิดมา โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม”
“ดี มานุด~เกิดมา โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม...”
“ท่านหญิงน้อย ไม่ต้องพูดว่าดี อ่านตามข้าใหม่อีกครั้ง มนุษย์... เกิด... มา...”
เ้าก้อนแป้งน้อยกะพริบตาโตอย่างไร้เดียงสา
“ไม่ต้องพูดว่าดี... มนุษย์... เกิด... มา...”
สวี่เฮ่อซูสูดลมหายใจเข้า แล้วส่งเสียงดัง “มนุษย์! เกิด! มา!! โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม”
เ้าก้อนแป้งน้อยใจนตัวสั่น พยายามส่งเสียงดัง
“มานุด! เกิด! มา!! โดยพื้นฐานล้วนมีจิตใจดีงาม!!”
...
หลังจากผ่านไปสิบกว่าครั้ง สวี่เฮ่อซูก็เริ่มหงุดหงิด ใบหน้าแทบจะแนบชิดกับใบหน้าของนาง
“มนุษย์!!”
เ้าก้อนแป้งน้อยใแทบแย่ โน้มตัวไปข้างหลังตามสัญชาตญาณ แล้วเอ่ยเสียงสั่น ๆ
“มนุษย์”
องค์ชายสี่และเซิ่งิหลินต่างยกมือขึ้นกุมขมับพร้อมกัน
มีเพียงองค์ชายเจ็ดที่ดูอย่างตื่นเต้นจนแทบจะมีความสุขจนตาย คนที่เรียนคัมภีร์ต้าเสวียไม่จบในเวลาห้าปีอย่างเขา ในยามนี้กลับได้รับความสุขจากการบดขยี้ทางสติปัญญากับเด็กน้อยวัยสามขวบเสียแล้ว
สวี่เฮ่อซูไม่สนใจคนอื่นแล้ว เขาจ้องมองเ้าก้อนแป้งน้อยพลางตั้งคำถามกับชีวิต 'เหตุใดกัน? ทำไมเวลาอ่านแยกคำถึงอ่านได้ แต่พออ่านรวมกันกลับอ่านผิด? มันไม่สมเหตุสมผลเลย!'
จูจูหวาดกลัวอย่างมาก พยายามกั้นก้อนสะอื้นพลางมองเขา ร่างน้อย ๆ พยายามหดตัวลีบจนเหลือตัวนิดเดียวอย่างน่าเวทนา
ทว่าในตอนนั้นเอง ท้องน้อย ๆ ก็ส่งเสียงร้องโครกครากออกมาสองครั้ง จูจูรีบใช้มือน้อย ๆ กดท้องไว้ เพราะกลัวว่าสวี่เฮ่อซูจะได้ยิน
แต่ถึงกดไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะนางไม่ได้ทานอาหารเช้า ท้องน้อย ๆ จึงส่งเสียงร้องไม่หยุด
จูจูกระซิบกับท้องตัวเอง “อย่าร้อง เดี๋ยวโดนตีนะ”
ท้องยังคงร้องต่อไป เสียงของจูจูจึงเริ่มดังขึ้น “อย่าร้อง อย่าร้องเยย...”
สวี่เฮ่อซูคิดว่าตนเองใช้น้ำเสียงอ่อนโยนแล้วจึงถามว่า
“ท่านหญิงน้อย ท่านกำลังพูดอะไร?”
จูจูใจนตัวสั่น กลั้นไว้ไม่อยู่จึงร้องไห้ออกมาโฮ
“จูจูไม่ได้ตั้งใจ! อย่าตีจูจูนะ จูจูเป็เด็กดี ไม่กวนคน... แง ๆ พี่ชายช่วยจูจูด้วย!”
จูจูรีบคลานหนีลงไปใต้เก้าอี้อย่างลนลาน
องค์ชายสี่รีบเข้าไปอุ้มจูจูไว้ สวี่เฮ่อซูมองเขาเงียบ ๆ
แม้ว่าองค์ชายสี่จะมีนิสัยเ็าและแข็งกร้าว แต่กับจูจูนั้นเขากลับอ่อนโยนเป็ที่สุด เขาอุ้มนางออกไปข้างนอกแล้วปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
จูจูร้องไห้จนแทบหายใจไม่ทัน “เป็เพราะท้องไม่ฟังจูจู เอาแต่ร้อง... จูจูไม่ได้ตั้งใจ”
องค์ชายสี่ได้สติ “จูจูไม่ได้ทานมื้อเช้าหรือ?”
จูจูพยักหน้าทั้งน้ำตา องค์ชายสี่ถอนหายใจแล้วบอกคนข้างในว่า
“ข้าจะพาจูจูไปทานข้าว” จากนั้นเขาก็อุ้มจูจูเดินจากไป
สวี่เฮ่อซูมองตามหลังทั้งสองคนแล้วถอนหายใจยาว
เซิ่งิหลินที่อยู่ข้าง ๆ กระแอมไอทีหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“อาจารย์สวี่ จูจูน่ารักมากใช่หรือไม่? นางเป็เพียงเด็กสามขวบ ย่อมมีหลายเสียงที่ยังออกไม่ชัด ขอเพียงในใจนางรับรู้ก็พอ เมื่อโตขึ้นย่อมจะทำได้เอง”
สวี่เฮ่อซูเหลือบมองเขาเงียบ ๆ ส่วนเซิ่งิหลินก็ส่งยิ้มไร้เดียงสาแบบดอกบัวขาวที่เป็เอกลักษณ์ของตน
สวี่เฮ่อซูไม่ได้โกรธ จึงถามว่า “เ้าเคยอ่านตำราเล่มใดมาบ้าง?”
สิ่งที่เซิ่งิหลินไม่หวั่นเกรงที่สุดในชีวิตคือการถูกทดสอบความรู้ เขาตอบด้วยรอยยิ้มว่า
“คัมภีร์ซื่อซูอ่านจบหมดแล้ว ส่วนคัมภีร์อู่จิงยังไม่ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง วันหน้าคงต้องขอให้อาจารย์ช่วยชี้แนะสั่งสอนให้มากขอรับ”
สวี่เฮ่อซูพลันกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกคราทันที จึงเอ่ยว่า
“ได้ เ้ามาถามข้าได้ทุกเมื่อ”
เขาเริ่มตั้งคำถามแบบสุ่ม และเซิ่งิหลินก็ตอบได้อย่างคล่องแคล่ว สวี่เฮ่อซูรู้สึกประหลาดใจและยินดีเป็อย่างมาก... ทั้งสองสนทนากันอย่างถูกคอ
องค์ชายเจ็ดที่ไปไหนไม่ได้ ได้แต่หดตัวอยู่ข้าง ๆ มองเซิ่งิหลินด้วยความเลื่อมใส ราวกับสายน้ำที่ไหลรินไม่ขาดสาย
ในอีกด้านหนึ่ง จูจูร้องไห้โฮ แต่ก็หิวจนทนไม่ไหว ยามบ่าวรับใช้ยกสำรับอาหารมาจัดวาง จูจูก็กินข้าวไปพลางคอยสะอื้นไห้ไปพลาง พอกลืนข้าวคำโตลงท้องเสร็จ ก็นึกร้องไห้ออกมาอีกสองเสียง จากนั้นก็รีบตักข้าวเข้าปากอีกสองคำ แล้วก็ร้องไห้ออกมาอีกสองเสียงสลับกันไปมา
องค์ชายสี่ที่อยู่ด้านข้างร้อนรนใจเป็ที่สุด เพราะกลัวว่านางกินข้าวแบบนี้จะทำให้ท้องอืดอึดอัดเอาได้ คอยยื่นมือไปลูบแผ่นอกช่วยปรับลมหายใจให้นางอยู่ตลอดเวลา
พระชายาตวนอ๋องก็ร้อนใจเช่นกัน ถามนางว่า “เป็อะไรไปลูกรัก เด็กดีของแม่ ไม่ร้องแล้วนะ บอกท่านแม่สิว่าเป็อะไร?”
จูจูร้องไห้พลางบอกว่า “ใต้เท้าคนนั้น น่ากลัวมาก จะตีจูจู”
“อะไรนะ!” พระชายาตวนอ๋องโกรธทันที “ข้าบอกแล้วว่าเขาเป็คนมีปัญหา! เขากล้าตีจูจูเชียวหรือ ไม่ได้การ ข้าต้องเข้าวังไปฟ้องฮองเฮา!”
องค์ชายสี่มองนางเงียบ ๆ
พระชายาตวนอ๋องพูดไปพลางสังเกตเห็นสายตาขององค์ชายสี่ จึงสูดลมหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์
“ซื่อหลาง เ้าลองบอกมาซิ ว่าเขารังแกจูจูใช่หรือไม่?”
“ท่านอาสะใภ้” องค์ชายสี่กล่าว “มิได้เป็เช่นนั้นหรอกขอรับ ใต้เท้าสวี่เพียงแต่สอนหนังสือตามปกติ เดี๋ยวหลานจะเล่ารายละเอียดให้ท่านฟังอีกทีนะขอรับ”
“อ๋อ... หะหะหะ”
พระชายาตวนอ๋องหัวเราะแห้ง ๆ นางรู้อยู่แล้วว่าเื่ 'คนมีปัญหา' เมื่อเช้านี้คงไม่จบง่าย ๆ แน่ หลานชายคนโตต้องเตรียมตัวสั่งสอนนางอีกรอบเป็แน่... เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่า ทำไมตวนอ๋องยังไม่กลับมาเสียที! ปกติวิเื่แบบนี้ย่อมต้องเป็หน้าที่ของเขาที่ต้องมานั่งฟัง! ทว่านางก็ไม่มีหนทางแก้ไข ใครใช้ให้คำพูดขององค์ชายสี่มีเหตุผลถูกต้องกันเล่า!
นางจึงได้แต่ร่วมมือกับองค์ชายสี่ปลอบจูจูจนสงบลง เมื่อจูจูทานอิ่มและร้องไห้จนเหนื่อยจนเริ่มดีขึ้น จึงให้สาวใช้พานางไปล้างหน้า
จากนั้นองค์ชายสี่จึงเริ่มพูดคุยกับพระชายาตวนอ๋อง
องค์ชายสี่มีภารกิจต้องทำ การปลีกเวลามาใน่เช้าได้ก็นับว่ายากแล้ว เขาจึงจากไปโดยที่ยังไม่ได้ทานอาหารกลางวัน
จูจูส่งพี่สี่ผู้รูปงามด้วยความอาลัยอาวรณ์ แล้วซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของท่านแม่ด้วยท่าทางอ่อนแรง พระชายาตวนอ๋องถามลูกสาวด้วยความรู้สึกสะใจเล็กน้อยว่า
“เรียนหนังสือสนุกหรือไม่?”
จูจูส่ายหัวไปมา “ไม่ฉาหนุก”
“แล้วยังอยากเรียนอยู่หรือไม่?”
จูจูพยักหน้า “อยาก”
“ฮ่า ๆ ๆ แม่บอกแล้วอย่างไรเล่า ตอนที่แม่ยังเด็ก สิ่งที่ไม่ชอบที่สุด... หืม?” พระชายาตวนอ๋องสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ “เมื่อกี้เ้าพูดว่าอะไรนะ?”
จูจูมองนางด้วยความสงสัย “ตอนท่านแม่ยังเด็กไม่ชอบเยียนหนังฉือหยอ”
พระชายาตวนอ๋องกระแอมไอสองครั้ง “เอ่อ เื่นี้ ไม่สำคัญหรอก ลำบากขนาดนี้เ้ายังจะไปอีกหรือ?”
“ไปสิ จูจูกล้าหาญ!”
เ้าก้อนแป้งน้อยเอียงคอ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
ใต้เท้าคนนั้นตอนแรกดุมาก แต่พอพี่ชายพูดประโยคยาว ๆ จบ เขาก็เปลี่ยนเป็ใจดีกับนางทันที
แม้ว่านางจะไม่เข้าใจ แต่ต้องเป็เพราะคำพูดของพี่ชายมีประโยชน์แน่ ๆ จูจูรู้สึกเลื่อมใสมาก
“พี่จ๋าเก่ง พูดได้หลายคำ จูจูอยากพูดได้หลายคำ จูจูอยากเก่งเหมือนพี่จ๋า”
พระชายาตวนอ๋องพยักหน้าเงียบ ๆ รู้สึกชื่นชมลูกสาวอยู่ไม่น้อย
“เอาเถอะ งั้นก็ไปเถิด”