หลังจากที่กุ้ยเหมยแก้ไขปัญหาปากท้องของสหายรักของสามีได้แล้วจากการเอาอาหารอีกชุด ออกมาจากช่องว่างมาเพิ่มให้
โจวซิ่นเฉิงก็อารมณ์ดีขึ้นทันตา หานหนานกงใช้สายตาเ็ามองมาระหว่างที่โจวซิ่นเฉิงด้วยความไม่พอใจ เมื่อคิดว่านางต้องเหนื่อยมาทำอาหารให้เ้าพวกนี้กินแล้ว ยังต้องมาทำอาหารให้เ้าคนไม่มีมารยาทอย่างโจวซิ่นเฉิงอีกได้อย่างไร หากเขาเดินได้ปกติ เขาคงจะลงจัดการไปแล้ว แค่คิดก็หงุดหงิด เมื่อไหร่จะหายดีสักทีนะ
โจวซิ่นเฉิงก้มหน้าก้มตากินอาหาร พยายามไม่มองหน้าสหายของตัวเอง ใครใช้ให้เขาติดใจฝีมือการทำอาหารของภรรยาเ้าสหายคนนี้เล่า ตอนนี้ลิ้นของเขา ฝืนกินอาหารที่เคยกินแทบไม่ลงแล้ว อยากกินทุกมื้อเลยด้วยซ้ำ นี่ถือว่าเขาเกรงใจแล้วนะ ชายหนุ่มคิดในใจอย่างไม่อาย
ก่อนหน้านี้เขาก็เอาข้าวสาร ข้าวสาลี วัตถุดิบการทำอาหารมาให้ครอบครัวของหานหนานกง ให้บ่าวเอาเนื้อหมู เนื้อไก่มาให้ทุก 3 วัน อย่างน้อย หากนางคิดอาหารแบบใหม่เขาจะได้ไม่ต้องละอายใจมากยามที่มากินอาหารที่นี่
"วันนี้ที่ข้ามาไม่ใช่ว่าตั้งใจจะมากินอาหารนะ ข้ามีข่าวมาบอก ก็เลยรีบมาบอกเท่านั้น"
"อ๋อ..." ทุกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ พากันพยักหน้า แต่แววตาแสดงออกอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้ตั้งใจแต่ใครที่เมื่อครู่นี้ น้ำตาคลอมองจานอาหารอย่างเ็ป ร้องขึ้นมาเสียงดังขนาดนั้น หากกุ้ยเหมยไม่ทำอาหารมาเพิ่มให้ คงมีคนที่ไม่ตั้งใจมากินอาหาร หลั่งน้ำตาออกมาแน่นอน
โจวซิ่นเฉิงดื่มน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆเข้าไป ก็ตาเป็ประกาย แล้วขอให้กุ้ยเหมยเพิ่มให้เขาอีกแก้วนึง ซึ่งกุ้ยเหมยเองก็ไม่ได้คิดอะไร หยิบแก้วน้ำมาเติมน้ำกระเจี๊ยบให้เขาดื่ม ท่าทางของเขาทำให้คนที่รอฟังข่าวพากันหมั่นไส้ คันไม้คันมือขึ้นมาอย่างไรไม่รู้
คนที่หงุดหงิดมากที่สุดก็คือหานหนานกงที่ไม่พอใจ ที่เห็นภรรยาไปดูแลคนอื่นนอกจากเขาที่เป็สามี
"มีอะไรก็รีบพูดมา!"
"ไม่เห็นต้องทำเสียงดุแบบนี้เลย ข้าเล่าก็ได้ "โจวซิ่นเฉิงแสร้งทำเสียงน้อยใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็จริงจัง"
เมื่อวาน มีคนเห็นพ่อกับน้องชายของเ้า พูดคุยกับคนของพรรคหลิ่งเฟย ข้าพยายามส่งคนไปตามสืบ แต่ก็ยากเหมือนกัน คนของพรรคหลิ่งเฟยล้วนแต่ฝีมือไม่ธรรมดา จึงไม่ได้รู้ว่า พวกเขาคิดจะทำอะไร หรือว่าพวกเขากำลังตามสืบเื่ของท่านป้าเหลียน ตอนนี้พวกเขาอาจจะกังวลว่าท่านป้าเหลียนจะกลับตระกูลหานกระมัง คงจะกลัวว่าท่านลุงของเ้า จะมาจัดการพวกเขา หากรู้เื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับท่านป้าและเ้า จะต้องหาคนมาตามสืบ หรือเ้าว่าอย่างไร"
"ข้าว่าไม่น่าจะใช่ พรรคหลิ่งเฟยขึ้นชื่อว่าเป็มือสังหาร ไม่ได้แค่ตามสืบแน่นอน จ้าวชงเป็คนขี้ระแวง คงจะตรวจสอบแล้วว่า ท่านแม่ไม่ได้กลับตระกูลหาน เขาคงเดาว่าท่านแม่ไม่กลับตระกูลหานเพราะอะไรมากกว่า บางทีพวกเขาอาจจะเดาได้ว่าข้ายังไม่ตาย และคงจะ้าปิดปากท่านแม่ เพราะกลัวท่านลุงอย่างที่เ้าว่าก็ได้ "
"พี่หนานกงไม่ต้องกังวล ข้าพอจะรู้จักคนในพรรคหลิ่งเฟย เดี๋ยวข้าให้คนไปถามก็รู้" หรงอวี่เสนอความคิด
ทหารส่วนมากจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนยุทธภพ แต่เขารู้จักคนนี้ตอนที่เขามาชายแดนครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน จึงมีโอกาสเจอกันระหว่างทาง พอนึกถึงคนผู้นี้ สีหน้ายุ่งยากของเขาก็ปรากฏขึ้นมาทันที นี่เขาต้องไปพบคนผู้นั้นจริงๆ ใช่ไหม
"ถ้าอย่างนั้นพี่ฝากเ้าด้วยนะ"
หานหนานกงคิดถึงน้องชายต่างมารดา ที่พยายามแข่งกับเขาทุกเื่แต่กลับไม่เคยเอาชนะเขาได้เลยแม้แต่เื่เดียว
คราวนี้มันก็คงจะคิดว่าเมื่อไม่มีเขาอยู่ ทุกอย่างที่เขาสร้างมาก็คงตกเป็ของมัน พอคิดถึงคนสนิทหลายคนที่อยู่ข้างกาย ไม่ตายก็หายสาบสูญ มือที่วางอยู่บนล้อก็จิกลงบนผิวเนื้อไม้จนแดง
กุ้ยเหมยที่สังเกตสีหน้าเขาอยู่ก็นึกสงสาร ต้องเจอคนที่เป็คนในครอบครัวจ้องทำร้าย ช่างใจร้ายนัก
หานหนานกงได้สติกลับมาอีกครั้ง เพราะรู้สึกได้ถึงััอุ่นร้อน เขาจึงได้รู้ว่ากุ้ยเหมยแอบจับมือของเขา แล้วลูบไปมาเบาๆ ตรงหลังมือ แววตาที่มีประกายแข็งกร้าวเมื่อสักครู่ ถึงได้อ่อนแสงลง เมื่อสบตาอ่อนโยน ของคนผู้เป็ภรรยา
"โชคดีที่หมู่บ้านนี้ตระกูลจ้าวไม่มีใครรู้ ไม่อย่างนั้นก่อนหน้านี้ พี่หนานกงกับพี่สะใภ้ต้องลำบากแน่ หมู่บ้านที่อยู่บนเขาโดดเดี่ยวแบบนี้ หากไม่ใช่คนของพี่ซิ่นเฉิงพามา พวกข้าก็คงจะหาไม่เจอ"
"ตอนที่อาซื้อที่นี่ อาก็ไม่ได้นึกว่าอาจะได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ นับเป็วาสนาของอาเอง ตอนนั้นที่อาแอบให้คนพากงเอ๋อร์มา เพราะคนในจวนที่ยังเคารพอาอยู่ แอบได้ยินว่านางกลัวว่ากงเอ๋อร์อาจจะหายดี นางจึง้าให้กงเอ๋อร์ตายจะได้หมดเสี้ยนหนาม พออารู้ว่าซูเม่ย ไม่ยอมไว้ชีวิตกงเอ๋อร์แน่ หากอาไม่ส่งกงเอ๋อร์มาที่นี่ จึงตัดสินใจวางแผนส่งเขามาที่นี่กับกุ้ยเหมย ไม่อย่างนั้นป่านนี้เขาคงจะตายไปนานแล้ว เราคงไม่ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้"
หานซื่อน้ำตาคลอ เป็เพราะนางไม่เข้มแข็งพอ ลูกหลานถึงต้องมาเจอเื่ราวแบบนี้
หากวันนั้นที่ซูเม่ยก้าวขาเข้ามาที่ตระกูลจ้าว นางไม่หลงเชื่อมารยาของนาง และมั่นใจในตัวเองมากเกินไป นางกับลูกคงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ เวลาเกือบ 20ปี ที่สองคนผัวเมียเสแสร้งว่ารักและเชื่อฟังนาง เื้ักลับวางแผนมากมายหวังเอาชีวิต กว่านางจะรู้ตัว นางก็สูญเสียไปหมดแล้ว
"ที่จริงพวกเราอยากให้ท่านอาหญิงกับพี่หนานกงกลับไปตระกูลหาน เพราะว่ามันจะปลอดภัย มากกว่าอยู่ที่นี่ อย่างน้อยที่นั่นก็เป็ถิ่นของเรา ใครจะกล้าบุกเข้ามาทำร้ายพวกท่านถึงจวนแม่ทัพหาน จริงไหมขอรับท่านอา"
"ตอนนี้คงได้สะดวกในการเดินทางไปตระกูลหาน ข้าเริ่มจะฝึกเดินวันนี้วันแรก ยังไม่อยากล้มเลิกกลางคัน ตอนนี้พวกมันยังไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ที่ไหน ข้าอยากอยู่ที่นี่มากกว่า รอให้รู้ความจริงก่อนว่า จ้าวเต๋อกับจ้าวชงคิดจะทำอะไร แล้วเราค่อยคิดว่าจะรับมืออย่างไรอีกทีแล้วกัน"
กุ้ยเหมยรู้สึกโล่งใจ นางเองก็รู้ว่าอยู่ที่นี่มันอาจจะอันตราย แต่นางรู้สึกอยากอยู่ที่นี่มากกว่า เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็คือบ้านของนาง นางยังไม่รู้ว่าการไปอยู่เป็ครอบครัวใหญ่มันเป็อย่างไร แต่ที่แน่ๆ นางชอบอยู่เป็ครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองแบบนี้มากกว่า แต่ถ้าเขาคิดจะไปจริงๆ นางก็คงจะต้องตามไปด้วยหรือเปล่า นางยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะนางก็ผูกพันกับหลินหลันมากกว่าทุกคน นางจะทนอยู่โดยไม่มีหลินหลันได้หรือ
หานหนานกงสังเกตุเห็นความผิดปกติของกุ้ยเหมย เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นนางมีสีหน้ากังวลใจแบบนี้ ปกตินางจะพยายามโอนอ่อน พยายามทำความเข้าใจทุกคนตลอดมา ไม่นึกว่าจะมีวันที่นางเคร่งเครียดแบบนี้ด้วย
ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ หรือกังวลเื่ที่อาจจะต้องย้ายไปอยู่ในเมืองหลวง เขาเองก็ไม่อยากไป หากเขากลับมาเป็ปกติ เขาต้องอยู่ที่นี่กับนางแน่ แต่ถ้าเขายังไม่หาย ตระกูลหานจึงนับเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
"ฝึกเดินหรือขอรับคุณชาย คืออะไรขอรับ"
หมอหลี่อานที่นั่งเงียบฟังทุกคนคุยกันมาตลอด ก็อดไม่ได้ที่จะถาม เพราะเขาอยากจะรู้เกี่ยวกับรถเข็นและการรักษาแบบใหม่จะตายอยู่แล้ว
"ให้เหมยเอ๋อร์อธิบายดีกว่า เพราะนางเป็คนดูแลและสร้างพวกนี้ขึ้นมา"
"อ่อ เ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่ใช่หมอ แต่ข้าเคยเห็นคนที่มีอาการแบบท่านพี่มาก่อน วิธีรักษาอาการ ข้าก็ได้มีโอกาสเห็น ว่าเขามีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง ตามที่สามารถทำได้ในตอนนั้น หากได้ท่านหมอหลี่ช่วยรักษาควบคู่กันคงจะช่วยได้มากทีเดียวเ้าค่ะ"
กุ้ยเหมยอธิบายวิธีการรักษาของนาง ที่นางใช้ดูแลอาการของหานหนานกงตลอดเวลาที่ผ่านมา พร้อมกับพูดถึงอุปกรณ์ที่นางให้คนทำมาให้อย่างละเอียด เรียกความสนใจจากหมอหลี่อานไม่น้อย เขาถามนางอย่างละเอียด พร้อมกับรู้สึกนับถือฮูหยินไม่น้อย ที่คิดอะไรพวกนี้ขึ้นมาได้
"จริงสิท่านลองตรวจอาการกงเอ๋อร์ก่อนดีไหม หมอทั้งหมดที่มารักษาอาการก่อนหน้านี้ ล้วนแต่จ้าวเต๋อส่งมา ถึงตอนนี้ความจริงปรากฎแล้ว เขาคงไม่ได้ให้หมอพวกนั้นมาทำอะไรกงเอ๋อร์ใช่ไหม ท่านหมอหลี่"
หานซื่อเกือบลืมไปเลยว่าต้องตรวจดูอาการป่วยของหานหนานกง เพราะนางเองก็คิดว่า บุตรชายของนางแข็งแรงมาตลอด น้อยครั้งที่จะล้มป่วย อยู่ๆจะป่วยหนักแบบนี้ได้อย่างไร หลี่อานพยักหน้า แล้วขอตัวเข้าห้องไปหยิบเอาของในห้องเพื่อเอามาตรวจสอบอาการของหานหนานกง
รออยู่ไม่นานเขาก็ออกมา พร้อมกับข้าวของเต็มมือ เอามาวางอย่างบนโต๊ะ พอเปิดออกมาก็พบว่าเป็เข็มเงินขนาดต่าง ๆหลายอัน แล้วก็ขวดหลายขนาด
กุ้ยเหมยขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยความสนใจว่าคนในยุคนี้ เขามีวิธีตรวจสอบหาสารพิษในร่างกายกันอย่างไร นางเองก็อยากเห็นกับตาอยู่เหมือนกัน หมอหลี่อานวางนิ้วตรวจชีพจรของหานหนานกง แล้วหยิบเข็มเงินออกมา ทิ่มลงบนปลายนิ้วชี้ บีบเค้นเอาเืออกมาใส่ถ้วยของเขา แล้วเอายาจากขวดเล็กเทลงไปเล็กน้อย แล้วก็เททุกคนพากันมองอย่างสงสัย แต่ก็ไม่เอ่ยถามอะไรเพราะกลัวว่าจะไปรบกวนสมาธิของท่านหมอหลี่
"คุณชายถูกพิษสลายเส้นเอ็น แต่ยาพิษชนิดนี้ต้องกินต่อเนื่องทุกเดือน ต้องกินให้ครบ 4 ครั้ง ตลอดจน 4 เดือน ผลที่ได้รับก็คือการที่ร่างกายอ่อนแอลง เส้นเอ็นที่ผสานในร่างกายจะค่อยๆเสื่อมลง ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง จากนั้นก็จะเหลือเพียงแค่ความรู้สึกแต่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หมอธรรมดาไม่สามารถหาสาเหตุได้ คนที่ลงมือวางยาช่างโเี้มาก ที่คิดจะให้คุณชายตายอย่างทรมานช้าๆ โชคดีที่ฮูหยินตัดสินใจเอาคุณชายออกมา ไม่อย่างนั้นหากกินครบตามตำรา คงไม่อาจมีใครช่วยได้ แม้แต่อาจารย์ที่ตายไปของข้าก็ตาม"
"แล้วจะรักษาได้หรือไม่เ้าคะ"
กุ้ยเหมยใไม่นึกว่าอาการป่วยของหานหนานกงเกิดจากการถูกวางยาพิษ แล้ววิธีที่นางดูแลเขาจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้
"ไม่ต้องกังวลขอรับฮูหยินน้อย อาการของคุณชายสามารถรักษาได้อยู่ เพราะคุณชาย ยังไม่ได้รับยาลายเส้นเอ็นครบ แต่ข้าต้องฝังเข็มทุกวัน จนครบ108 วัน เพื่อผสานให้เส้นเอ็นแข็งแรงเหมือนเดิม กินยาถอนพิษลงไปด้วย ทำการรักษาที่ฮูหยินน้อยทำควบคู่ไปด้วย ไม่เกิน 6 เดือนคุณชายจะกลับมาเป็ปกติแน่นอน ข้ายืนยันได้"
ทุกคนได้ยินหมอหลี่อานเอ่ยมาแบบนี้ก็สบายใจขึ้นมาก หานหนานกงจึงตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่ แต่คงต้องขอร้องให้หานหรงอวี่และหานหรงชาง ช่วยดูแลปกติครอบครัวของเขาระหว่างที่เขายังไม่หายดี และอย่าพึ่งลงมือทำอะไรกับตระกูลจ้าว เพราะหนี้แค้นนี้เขาจะชำระสะสางเอง
"แม่ ท่านแม่ ฮือ~"
"หลันเอ๋อร์ ตื่นแล้วข้าไปดูลูกก่อนนะเ้าคะ"
เสียงร้องไห้ของหลินหลันดังขึ้นมา กุ้ยเหมยจึงขอตัวไปดูแลลูกสาวตัวน้อยก่อน ปล่อยให้คนที่เหลือพูดคุยปรึกษากันต่อไป ว่าจะจัดการแบบไหน เื่ซับซ้อนพวกนี้ นางไม่ถนัด แต่ก็รู้สึกกลัวบ้าง เพราะคนในยุคนี้พูดเื่ฆ่ากันเป็เื่ปกติ นางทำใจให้ไม่รู้สึกอะไรไม่ได้จริง ๆ