ชีเยวี่ยแบกตะกร้าเห็ดป่าลงจากเขาเธอเพึ่งจะเดินถึงทางเข้าชุมชน ก็มีคนมาขวางทางไว้ ผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่ชีเยวี่ยกลับไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนในชุมชนเท่าไหร่นัก
เธอได้ครุ่นคิดอยู่นานถึงได้นึกออกว่าผู้หญิงตรงหน้าคือลูกสาวเลขาธิการของชุมชน ชื่อหลี่เสี่ยวหรง
เสี่ยวหรงกับเธอเป็เด็กผู้หญิงเพียงสองคนในชุมชนที่เคยเรียนมัธยมปลายด้วยอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พวกเธอจึงถือเป็เพื่อนร่วมชั้นกัน
“หานชีเยวี่ย พี่จวงเป็คนดีขนาดนั้นเธอกล้ารังแกเขาได้ยังไง?”
ชีเยวี่ยจ้องมองที่หลี่เสี่ยวหรงอยู่นานมองเห็นความพิศวาสในแววตาของเธอ นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะมีผู้หญิงที่ชอบไอ้สารเลวจวงเหวินหลินจะอยู่ใกล้ตัวแบบนี้ด้วย
แล้วชาติที่แล้ว ผู้หญิงคนนี้ลงเอยยังไง? หานชีเยวี่ยนึกอยู่นานก็นึกไม่ออก
“แล้วเธอคิดว่าฉันควรจะตกลงแต่งงานกับเขาไปเป็ขี้ข้าทำงานหนักเป็วัวเป็ควายรับใช้เขาหรือไง?”
เห็นได้ชัดว่าหลี่เสี่ยวหรงไม่ปรารถนาให้หานชีเยวี่ยได้แต่งงานออกเรือน
เธออึกอัก ไม่รู้จะตอบยังไง
“หลี่เสี่ยวหรง เห็นแก่ที่เราเป็คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันฉันจะเตือนเธอสักคำ จวงเหวินหลินไม่ใช่คนที่จะฝากชีวิตไว้ด้วยได้หรอกนะ!”
พอพูดจบหานชีเยวี่ยก็หันหลังเดินจากไปแต่ก็ถูกหลี่เสี่ยวหรงขวางทางไว้อีก
“เธอกล้าพูดแบบนี้ได้ยังไง?”
“จะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้!”
หานชีเยวี่ยี้เีสนใจคนที่ดื้อดึงแบบนี้จึงเดินเลี่ยงหลี่เสี่ยวหรงแล้วตรงกลับบ้านทันที
หลี่เสี่ยวหรงโมโหเป็ฟืนเป็ไฟในความคิดของเธอ จวงเหวินหลินเป็คนดีขนาดนั้นการที่เขายอมแต่งงานกับหานชีเยวี่ยก็ถือว่าหานชีเยวี่ยโชคดีมากๆ แล้วแต่หานชีเยวี่ยไม่เพียงแต่ไม่ตกลงแถมยังทำร้ายเขากลับอีก
เื่เล็กน้อยแค่นี้ความจริงแล้วชีเยวี่ยไม่ได้ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเธอผลักประตูบ้านเข้าไปทุกคนในบ้านก็ตื่นกันหมดแล้ว
“ชีเยวี่ย น้องไปบนเขาแต่เช้าเลยเหรอ!” พี่ชายคนโตหานเซี่ยงหยางเอ่ยปากถาม
“เมื่อวานเจอของดีๆ บนเขาเยอะน่ะค่ะเลยคิดว่าจะใช้โอกาสในขณะที่คนอื่นยังไม่ตื่นนอน รีบไปเอากลับมาก่อน”
ชีเยวี่ยแบกตะกร้าเห็ดมาคำอธิบายนี้ฟังดูสมเหตุสมผล คนบ้านหานจึงไม่น่ามีใครสงสัย
เธอวางตะกร้าไว้ใต้ชานระเบียงแล้วรีบเข้าไปช่วยทำอาหารในครัว
คนบ้านหานนั้นมีเรี่ยวแรงเยอะโดยปกติชีเยวี่ยกับย่าเฒ่าหานไม่ค่อยได้ลงไปทำงานที่ไร่ เพียงทำงานบ้านอยู่ที่บ้าน
บ้านหานเลี้ยงหมูสองตัวคนในบ้านเป็ห่วงหมูสองตัวนี้มาก
ส่วนซย่าซิ่วเหอกับหยางชุนจือสะใภ้ทั้งสองคนก็กำลังยุ่งอยู่กับการให้อาหารหมูและไก่พอดี
คนอื่นๆ ต่างแบ่งงานกันทำ เช่น หาบน้ำ ผ่าฟืนในครัวจึงเหลือแค่ชีเยวี่ยกับย่าเฒ่าหานเท่านั้น
ชีเยวี่ยอาสาลงมือทำอาหารเองเธอคิดจะหาโอกาสเติมธัญพืชลงไปในอาหาร
แต่ถ้ามีย่าเฒ่าหานอยู่ในครัวด้วยคงทำได้ยาก
“ย่า หนูอยากกินมะเขือเทศค่ะ ย่าช่วยไปเก็บให้หน่อยได้ไหมคะ” ชีเยวี่ยเอ่ยปากอ้อนออกมา
ย่าเฒ่าหานก็รีบตอบตกลงทันที
“ได้สิจ๊ะ เมื่อวานย่าเห็นแตงกวาออกผลแล้วเดี๋ยวย่าไปเก็บมาสักสองลูกไว้ทำยำให้กิน”
เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ในครัวหานชีเยวี่ยก็ถือชามเล็กๆ เข้าไปในมิติเอาแป้งสาลีหนึ่งชามกับแป้งข้าวโพดหนึ่งชามออกมา
จากนั้นก็ตักแป้งข้าวโพดบดหยาบที่ทำจากซังข้าวโพดของที่บ้านออกมาหนึ่งชามผสมให้เข้ากัน ชีเยวี่ยเทแป้งลงในน้ำสะอาด ค่อยๆคนให้เป็แป้งกับน้ำเข้ากันจนกลายเป็เนื้อข้นๆแล้วใช้กระชอนกรองแป้งลงในหม้อทีละน้อย
หลังจากที่แป้งข้นๆ ไหลผ่านกระชอนจะกลายเป็ก้อนเล็กๆ มีหางน้อยๆ ลอยอยู่ในหม้อที่เดือดปุดๆ เหมือนปลาทองตัวน้อยๆ
พอเทแป้งลงในหม้อหมดแล้วชีเยวี่ยก็หยิบไข่นกกระทาออกมาทยอยตอกลงในหม้อทีละฟอง
ไข่นกกระทามีขนาดเล็กใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะตอกได้ยี่สิบกว่าฟอง
สุดท้าย ชีเยวี่ยล้างผักที่เก็บมาให้สะอาดหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ โรยลงในหม้ออย่างทั่วถึงแล้วใส่เกลือตาม
ผักสีเขียวสด ก้อนแป้งรูปปลาน้อยสีเหลืองทองไข่ดาวสีขาวนวล ดูแล้วน่ากินเหลือเกิน
ย่าเฒ่าหานถือมะเขือเทศหนึ่งลูกกับแตงกวาสามลูกเข้ามาในครัวสิ่งที่เห็นคืออาหารที่ต่างไปจากทุกวันเห็นปุ๊บก็รู้ว่าใส่วัตถุดิบลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ย่าหานรู้สึกเสียดายธัญพืชเล็กน้อยแต่พอคิดว่าหลานสาวชอบ ก็เลยยอมปล่อยไปสักวัน
ยังไงก็ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว!
“คุณย่าคะ หั่นแตงกวาเสร็จก็กินข้าวได้แล้วค่ะ”
ชีเยวี่ยตักอาหารใส่ชามใบใหญ่อย่างมีความสุข
“เ้าเด็กคนนี้นี่ เอาไข่นกกระทามาต้มหมดเลยเหรอ?” ย่าหานเห็นเปลือกไข่กองอยู่เต็มเลยรีบถาม
“คุณย่า กินหมดแล้ว หนูค่อยไปหาใหม่บนเขาก็ได้ค่ะ”
“หลานไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวให้พวกพี่ชายของหลานไปดีกว่า” ย่าเฒ่าหานรีบพูด
ชีเยวี่ยบ่นพึมพำในใจ ถ้าให้พี่ๆ ไปคงหาไม่เจอหรอก!
ตอนกินข้าว ทุกคนในบ้านมีความสุขมากแต่ก็เสียดายอาหารที่เยอะขนาดนี้ที่ต้องถูกกินหมดเกลี้ยงในมื้อเดียว
แต่ต้องยอมรับว่าธัญพืชจำนวนมากที่ใส่ในอาหารมื้อนี้นั้น ช่างทำให้อาหารหอมหวนยวนใจกว่าวันไหนๆจริงๆ
ชีเยวี่ยพูดขึ้นมาว่าจะเข้าเมืองเธอเคยเรียนมัธยมปลายในเมือง คนบ้านหานจึงไม่ค่อยกังวลมากเท่าไร
แต่ตอนนี้มีเื่ของบ้านจวงคนในบ้านก็อดลังเลไม่ได้
“หรือจะให้พี่หกไปเป็เพื่อนลูกดี?” หานจิ่งเซี่ยวพูดขึ้นมา
หานลู่หยางได้ยินคำพูดของอาก็พยักหน้ารัว “ชีเยวี่ยพี่จะเข้าเมืองไปเป็เพื่อนเธอเอง”
“หนูไปเองได้ค่ะ! พี่หกไม่ได้เข้างานหนำซ้ำยังต้องลางานด้วยจะยุ่งยากเปล่าๆ ”
ล้อเล่นน่าถ้าพี่หกไปด้วยพี่หกก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
สุดท้ายคนบ้านหานก็ไม่อาจคัดค้านหานชีเยวี่ยได้
หลังกินข้าวเสร็จ คนบ้านหานก็ออกไปทำงานหานชีเยวี่ยสะพายกระบุงใบใหญ่แล้วออกจากบ้านไป
บ้านหานอยู่ห่างจากเมืองเป็ระยะทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งหากโชคดีเจอรถเกวียนลากก็จะสบายหน่อย
แต่วันนี้ชีเยวี่ยโชคไม่ดีไม่เจอรถเกวียนลากเลย จึงต้องอาศัยขาคู่นั้นเดินไปจนถึงเมือง
ระหว่างทางหานชีเยวี่ยแอบเอาเห็ดในกระบุงใส่ไว้ในมิติ เพื่อลดน้ำหนักที่ต้องแบก
เมืองฉางหนิงมีสถานีรถไฟเป็ศูนย์กลางการคมนาคมขนาดย่อม ถือว่าเป็เมืองที่ค่อนข้างใหญ่เศรษฐกิจของเมืองก็ดีกว่าเมืองอื่นๆ โดยรอบ สถานที่แบบนี้ ย่อมต้องมีตลาดมืด
ตลาดมืดของเมืองฉางหนิงนั้นแปลกมากมันตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจสักเท่าไหร่
ไม่รู้ว่าเป็การซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งหรือตำรวจแกล้งทำเป็หลับหูหลับตาตลาดมืดอยู่มานานหลายปีกลับไม่เคยมีปัญหาอะไร
หานชีเยวี่ยเดินไปตามทางที่ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด
แต่เพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเธอก็ดันเจอคนที่ไม่อยากเจอเข้าเสียได้
เมื่อจวงเหวินหลินเห็นหานชีเยวี่ยเข้ารอยยิ้มเยาะเย้ยก็เผยขึ้นที่มุมปากของเขา
คิดไว้ว่าจะต้องรออีกสองวันที่แท้วันนี้เธอก็เข้ามาหาเขาเองถึงที่!
จวงเหวินหลินทำท่าหยิ่งยโสรอให้ชีเยวี่ยมาก้มขอโทษด้วยความนอบน้อม
ชีเยวี่ยเห็นท่าทางจองหองของจวงเหวินหลินก็รู้สึกเอือมระอา
เธอจึงเดินผ่านเขาไปเฉยๆ
จวงเหวินหลินนึกไม่ถึงว่าชีเยวี่ยจะเดินจากไปแบบนี้แสร้งปล่อยเพื่อจับหรือ [1]?
ใครจะรู้ว่าชีเยวี่ยยิ่งเดินยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ เสียอย่างนั้น
เขาคิดยังไงก็ไม่เข้าใจหากหานชีเยวี่ยเข้าเมือง ถ้าไม่ใช่มาหาเขา แล้วจะมาทำอะไร?
จวงเหวินหลินจึงปั่นจักรยานตามไปให้เร็วกว่าชีเยวี่ย
“หานชีเยวี่ย!” จวงเหวินหลินขี่จักรยานมาขวางหน้าหานชีเยวี่ย
“หากเธอเป็คนก็คงจะไม่ขวางทางฉันหรอกนะ?”
วันนี้คงก้าวเท้าผิดข้างออกจากบ้านแล้ว!
เมืองนี้จะถือว่าเล็กก็ไม่เล็กแต่ทำไมเพึ่งมาถึงก็เจอเื่ซวยๆ แบบนี้ได้?
“หานชีเยวี่ย ตามฉันไปที่บ้าน ไปคุกเข่าขอขมาแม่ฉันตกลงตามเงื่อนไขของแม่ฉัน พวกเรายังสามารถ…”
ชีเยวี่ยโมโหมากอยากจะเอากระบุงครอบหัวจวงเหวินหลินจริงๆ ให้เขาได้สติสักที
“หุบปากซะ จวงเหวินหลิน!”
หานชีเยวี่ยตะคอกใส่แล้วจะเดินจากไปแต่ก็ถูกจวงเหวินหลินดึงแขนเอาไว้
“เธอกล้าพูดไหมล่ะว่าวันนี้ที่เธอเข้าเมืองมาไม่ได้มาเพื่อหาฉัน?”
หานชีเยวี่ยมองจวงเหวินหลินเหมือนมองคนบ้าใครกันที่มอบความมั่นใจขนาดนี้ให้กับเขา?
“จวงเหวินหลินไปหาที่ยืนฉี่แล้วชะโงกส่องดูเงาตัวเองบ้างเถอะใครกันที่มอบความมั่นใจให้นายมาขนาดนี้? ฉัน หานชีเยวี่ยตาไม่ได้บอด จะไปชอบคนโสโครกอย่างนายได้ยังไงกัน?”
เชิงอรรถ
[1]แสร้งปล่อยเพื่อจับ 欲擒故纵 เป็สำนวนที่มาจากตำราสามสิบหกกลยุทธ์ซึ่งเป็ตำรารวบรวมกลยุทธ์จีนที่ใช้ในการเมือง การา และการปกครองโดยเน้นการใช้ไหวพริบและเล่ห์เพทุบายทั้งในสมรภูมิและวงการราชการกลยุทธ์นี้หมายถึงการใช้สติปัญญาวางแผนในสถานการณ์ต่าง ๆหากบีบคั้นจนเกินไปจนไม่สามารถรีดเอาข้อมูลได้ ก็เหมือนกับ ‘สุนัขที่จนตรอกย่อมสู้จนสุดชีวิต’ คล้ายกับการล่อเข้าไปให้ติดกับนั่นเอง