“เอ่อออ พี่สะใภ้ดีขึ้นแล้วหรือเ้าคะ อาการเป็เช่นไรบ้าง ยังปวดหัวอยู่หรือไม่” จ้าวไป่ซิงเอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ข้าหายดีแล้ว ส.บ.ม.ย.ห.” ชิงอีตอบพร้อมรอยยิ้มที่คิดว่าใจดีที่สุดในโลก แต่คนอื่นเห็นอาจจะคิดว่าเป็บ้า ยิ้มกว้างเกิ๊นนน
“หะ!! ส… ส… อะไรนะเ้าคะ ข้าไม่เข้าใจ” เด็กหญิงตัวน้อยงุนงงมาก และคิดว่า สงสัยพี่สะใภ้จะยังไม่หายดี จะเรียกให้พี่รองไปตามท่านหมอดีหรือไม่นะ
“อ้ออออ ข้าหมายถึง สบายมากอย่าห่วงหนะ ช่างมันเถอะ ว่าแต่เมื่อครู่ใครมาทำอะไรเสียงดังที่บ้านเราแล้วน้องรองหายไปไหน” หญิงสาวถามออกไปด้วยความสงสัย
เมื่อจ้าวไป่ซิงได้ยินเช่นนั้น น้ำตาก็เริ่มเอ่อคลอนัยตาอีกครั้งด้วยความอัดอั้นตันใจ และได้เล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่สะใภ้ฟัง เล่าไปน้ำตาก็ไหลไป
“เื่ทั้งหมดก็เป็เช่นนี้ ส่วนพี่รองเข้าไปหาผักป่ามาเพิ่มเป็เสบียงได้สักพักแล้วเ้าค่ะ”
“โอ๋เอ้ ๆ ไม่ร้องนะเด็กดี เช็ดน้ำตาเร็วเข้า ถ้าใครมาเห็นจะคิดว่าข้ารังแกเ้าได้นะ" เห้อออ ข้าก็ปลอบเด็กไม่เป็ด้วย เมื่อโลกก่อนแม่ปลอบนางแบบนี้รึป่าวนะ น่าจะใช่แหละ ยืมมาใช้ก่อนแล้วกันนะแม่
"ว่าแต่ในป่าค่อนข้างอันตรายไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่รอข้าก่อนนะ” นางกล่าวขึ้นด้วยความกังวลและเป็ห่วง เด็กชายอายุแค่ 9 ปีเอง แต่ต้องออกไปให้อาหารให้กับครอบครัว
ไม่ใช่ว่านางไม่รู้ ที่โลกนี้เด็กอายุแค่ 4 ปีก็ต้องออกมาช่วยกันทำงานและหาอาหารแล้ว แม้จะได้เพียงเล็กน้อยก็ดีกว่าไม่ได้เลย นั้นก็เพราะความยากจนบังคับให้ทุกคนต้องดิ้นรนต่อสู้ ถ้าไม่สู้ก็มีแต่ต้องรอความตายเท่านั้นเอง
“เอ่อออ พี่สะใภ้หิวรึยังเ้าคะ ข้าจะไปเอาโจ๊กมาให้เ้าคะ” หนูน้อยไม่รู้จะตอบยังไง จึงเปลี่ยนไปถามด้วยห่วงกลัวว่าพี่สะใภ้ของตนจะหิว และเดี๋ยวต้องทานยาที่เหลือด้วย
จ๊อกกกก…..
“ฮ่าฮ่าฮ่า ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยหิวอะนะ แต่พอเ้าทักปุ๊บข้าก็หิวปั๊บเลย” นางหัวเราะกลบเกลื่อนความอายที่ท้องร้องได้ถูกเวลามาก เสียงดังอย่างกับฟ้าจะถล่ม
จ้าวไปซิงได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งออกไปเอาโจ๊กมาทันที แม้ว่าตนเองจะยังฟังคำพูดบางคำของพี่สะใภ้ไม่เข้าใจก็ตาม
“มาแล้วเ้าค่ะ” เด็กน้อยนำโจ๊กมาวางบนเตียงเตาที่ชิงอีนั่งอยู่
นางมองถ้วยโจ๊ก และเอื้อมมือจับช้อนตักขึ้นมากิน แล้วรำพึงรำพันว่า
OMG โอ้วมายก็อดดด นี่คือโจ๊กใช่ไหม จืด จืดมาก จืดโคตร ๆ ไม่รู้จักเครื่องปรุงกันเหรอ แล้วทำไมน้ำเจิ่งนองขนาดนี้ ข้าวอยู่ไหนก่อน ข้าวกลับมาเถอะนะ พี่ให้อภัยแล้ว T^T
ไม่น่าเลย นางว่าตอนที่อยู่โลกนู้นลำบากแล้วนะ แต่อะไรคืออยู่ที่นี่ลำบากกว่า ข้าวจะกรอกหม้อยังไม่มีเลย ฮือ ๆ ๆ ชีวิตอีช้อยทำไมมันช่างยากเย็นเช่นนี้ (เดี๋ยว ๆ ๆ อีช้อยไหน ผิดเื่ละ/ไรท์)
แม้ในใจนางจะโวยวาย บ้าบอไปไกลขนาดไหน แต่ภายนอกนั้น นางทำได้แค่นั่งกินต่อไปเงียบ ๆ (คีพลุคแหละ กลัวเด็กไม่นับถือ) เพราะก็เข้าใจดีว่าที่บ้านนี้มีฐานะเช่นไร
จึงได้แต่จำใจตักกินกันตายไปก่อน ข้าวทุกเม็ดน้ำทุกหยดต้องกินให้หมด เสียดายของมันหายาก กินไปนางก็ท่องไป กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน นอกจากนี้นางให้สัญญากับตนเองว่า จะทำให้ครอบครัวนี้ร่ำรวยและมีกินไม่อดให้ได้
เห้อออ หมดกันชีวิตสโลวไลฟ์ที่ฝันถึง ต้องมาดิ้นรนให้หลุดพ้นจากความจนและการอดตาย แต่ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวนางดิ้นรนด้วยสโลวไลฟ์ไปด้วยไม่มีใครรู้หรอก อิอิ (คืออันที่จริงนางอยากนอนี้เีมีเงินใช้โดยไม่ต้องทำอะไรเลยมากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า)
พอ ๆ มโนไปไกลละ มาปัจจุบันดีกว่า กินหมดแล้วนางจะไปทำอะไรดีนะ ไม่อยากนอนต่อแล้ว เอางี้ละกัน สำรวจก่อน สำรวจแล้วก็วางแผน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน ี้เีคิดอะ
กึก… แกร็ก!!
“อิ่มแล้วเหรอเ้าคะ ้าเพิ่มอีกหรือไม่ ยังมีอยู่นะเ้าคะ” เด็กหญิงถามด้วยห่วงกลัวว่าพี่สะใภ้จะไม่อิ่ม เพราะท่านหมอกำชับว่าต้องบำรุงให้ดี ไม่เช่นนั้นจะไม่หาย แม้ตนเองจะรู้ว่าเสบียงมีไม่มากแต่ไม่เป็ไรตัวนางและพี่รองกินน้อยลงหน่อยก็ได้ พี่สะใภ้จะได้หายไว ๆ
ส่วนตัวพี่สะใภ้ได้แต่คิดว่า ถ้าข้าบอกว่าไม่อิ่มจะได้ไหมล่ะ ฮือ ๆ น้ำตาจิไหลเป็ทาง ฮึบไว้ ๆ
“ข้าอิ่มแล้ว ไม่ต้องเอามาเพิ่มหรอก”
“เช่นนั้น นี่เ้าค่ะ ท่านต้องทานยาหลังอาหารด้วย จะได้หายไว ๆ นะเ้าคะ”
“ต้องกินด้วยเหรอ ไม่ต้องกินหรอก ข้าหายดีแล้ว” โอ้วว สียาน่ากลัวมากกินเข้าไปจะตายไหม
“ต้องกินเ้าค่ะ” เด็กน้อยจ้องมาตาแป๋วมาก
เออะ เอากินก็กิน ไม่อยากเป็ตัวอย่างที่ไม่ดีให้เด็กดูหรอกนะถึงยอมกินอะ แต่ขอทำใจแปป เอ้าสู้ ๆ
“อึก อึก อึก อ๊ากกก ขมโว๊ยยยยย ขอน้ำ ๆ ” รสชาติสยองมาก ติดลิ้นไปหมดเลย ข้าจะไม่ยอมป่วยอีกเป็อันขาดเลยชาตินี้
“นี่ น้ำเ้าค่ะ” ไป่ซิงยื่นน้ำให้ และคิดว่านางไม่ยอมป่วยแน่ ๆ เพราะไม่อยากมีสภาพเหมือนพี่สะใภ้ของตน
“อึก อึก ค่อยยังชั่ว เสร็จแล้ว เดี๋ยวเราออกไปด้านนอกกันเถอะ”
“จะดีหรือเ้าคะ ท่านยังไม่หายเลย ออกไปอาจจะแย่ก็ได้ ท่านนอนพักเถอะนะเ้าคะ”
“ไม่เป็หรอก ข้าหายดีแล้ว แข็งแรงมากนะ ดูซิ เอ่อ…” นางพูดพร้อมทั้งยกแขนขึ้นมาเบ่งกล้ามให้เด็กน้อยดูว่าตนแข็งแรงแล้ว
แต่อนิจจาไหนเลยจะเจอกล้ามเนื้อที่สวยงามอย่างคนสุขภาพดี ที่เจอก็มีแต่หนังหุ้มกระดูกเท่านั้น นางจึงรีบเก็บแขนและเปลี่ยนเื่ทันที
“ข้าอยากออกไปเดินเล่นสูดอากาศหนะ มันช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นนะ เอาไว้เดี๋ยวข้าจะสอนเ้าออกกำลังกาย พวกเราจะได้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย ๆ ไง”
ชิงอีพูดชักจูงและอธิบายถึงประโยชน์ โดยลืมคิดไปว่าเด็กน้อยจะเข้าใจคำว่าออกกำลังกายไหม
“ออ… ออกกำลังกายรึเ้าคะ มันคืออะไร แต่ถ้ามันทำให้ข้าไม่เจ็บป่วยข้าจะทำเ้าคะ เพราะถ้าป่วยจะต้องไปหาหมอ ค่าหมอค่ายาแพงมาก ข้าไม่อยากให้พี่ใหญ่ต้องเสียเงิน”
“ได้ซิ เดี๋ยวข้าสอนให้ งั้นตอนนี้เราออกไปเดินเล่นสำรวจรอบบ้านกันเถอะ”
“ก็ได้เ้าค่ะ” จ้าวไป่ซิง ตอบรับ จากนั้นก็นำถ้วยไปล้างเก็บในห้องครัวและมาเจอกับชิงอีที่หน้าประตูบ้านเพื่อจะนำทางให้นางนั่นเอง
“เดี๋ยวก่อนจะออกไปเดินเล่น ข้าขอไปล้างหน้าซักครู่ ั้แ่ตื่นมายังไม่ได้ล้างเลย” ชิงอีที่เพิ่งนึกได้ว่าตนลืมล้างหน้าพูดขึ้นและเดินไปที่ถังน้ำหน้าบ้านทันที
ขณะที่กำลังล้างหน้านางชะงักไปแปปนึง
‘เอ๊ะ อะไรแว็บ ๆ’
สิ่งที่นางเห็นคือ ที่นิ้วกลางข้างซ้ายมีลวดลายเถาวัลย์รอบนิ้วเหมือนรอยสัก แต่ที่นี่เขาสักกันที่ไหนละ นางจึงลองลูบดูเผื่อจะตาลาย ปรากฎว่านางเห็นมิติที่เหมือนกับของผู้เฒ่าจันทราอยู่ตรงหน้า นางจึงเบิกตาโตและอุทานออกมาด้วยความใ
“เห้ยยย มาได้ไงเนี้ย”
เมื่อหายใ นางจึงคิดว่า อาจเป็เพราะท่านผู้เฒ่าสงสารที่นางตกผิดสระ (สงสารหรือสมเพช เอาดี ๆ /ไรท์) จึงให้มิตินี้มาเป็ต้นทุนในชีวิตอีกหนึ่งอย่าง
คิดได้ดังนั้น นางรีบคุกเข่าลง ยกมือขึ้นพนมระหว่างอกและหลับตา พร้อมพูดว่า
“ขอบคุณเ้าค่ะ ขอบคุณท่านผู้เฒ่ามาก ไม่ว่าท่านจะให้ด้วยความสงสารหรือสมเพช ข้าก็ขอขอบคุณท่านจริง ๆ สิ่งที่ท่านให้มาข้าจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากมันสามารถนำไปช่วยผู้อื่นได้ข้าก็จะทำเช่นกันเ้าค่ะ”
พูดจบนางก็ก้มลงกราบ 3 ครั้งอย่างงาม ๆ เมื่อกราบเสร็จนางชะงักไปครู่นึง กราบมันของไทยไม่ใช่เหรอ แล้วที่นี่ทำยังไงกันล่ะ
ช่างมันเถอะ เอางี้แหละ น่าจะได้เหมือนกัน ดูที่เจตนาก็แล้วกันนะท่าน หึหึ นางยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีขีดสุด
ด้านจ้าวไป่ซิงนั้น ใอย่างมากที่อยู่ ๆ พี่สะใภ้ก็คุกเข่าและยกมือไว้กลางอก พร้อมพึมพำอะไรบางอย่างที่นางฟังไม่เข้าใจ
ตอนแรกคิดว่านางจะเป็ลม แต่ตอนนี้เด็กน้อยกลับคิดว่าพี่สะใภ้ของนางไม่ค่อยจะปกติสักเท่าไหร่ อาจจะยังไม่หายดี นางควรจะให้พี่รองไปตามท่านหมอมาดูอาการดีหรือไม่นะ
Talk
รี๊ดคนไหนเคยเป็บ้าง ที่ถึงเวลากินยาแล้วรู้สึกเหมือนจะต้องไปออกรบ ไรท์เป็บ่อยมาก จะกินยาแต่ละทีทำใจแล้วทำใจอีก เคยถึงขนาดโยนยาทิ้งลงหน้าต่างก็มี แต่พอพระมารดาไปเจอเท่านั้นแหละ หูชาไปเลยจ้า ฮ่าฮ่าฮ่า
ใครมีประสบการณ์กินยาแบบไหนมาเล่าสู่กันฟังในคอมเมนต์ได้นะ อิอิ ^^